- จะแข่งขัน ต้องเข้มแข็ง – งานของพระ-จุดยืนของพุทธ
- มองให้กว้าง คิดให้ไกล
- กระแสโลกาภิวัตน์แรงร้าย-จะสู้ไหม?
- วัฒนธรรมทางปัญญา เพื่อชัยชนะที่ยั่งยืน
- มนุษย์ฉลาดจึงตั้งสมมุติได้
- ตั้งสมมติไว้แล้ว อย่ามัวทำเหยาะแหยะ
- ฉลาดตั้งสมมุติได้ ทำไมจะมาติดตายอยู่แค่สมมุติ
- วิกฤติท้าปัญญาไทย – ชาติไทยจะฟื้นได้ ต้องให้การศึกษาที่สร้างวัฒนธรรมทางปัญญา
- คน “เก่ง-ดี-มีความสุข” เสร็จมาจากบ้าน
- ถ้ามีการศึกษา คนจะไม่อยู่แค่รู้สึกและเสพ แต่จะก้าวสู่การสร้างสรรค์และแสวงปัญญา
- มุ่งสู่จุดหมาย – มั่นในหลักการ
- กรรมเก่า – กรรมใหม่
- อยู่เพื่อพัฒนากรรม ไม่ใช่อยู่เพื่อใช้กรรม
- โลกทัศน์เอาชนะธรรมชาติ ต้องแทนด้วยการหนุนระบบสัมพันธ์ แห่งการก้าวไปดีด้วยกัน
– ๒ –
วิกฤติท้าปัญญาไทย
ชาติไทยจะฟื้นได้ ต้องให้การศึกษาที่สร้างวัฒนธรรมทางปัญญา
ถาม ที่พระคุณเจ้าพูดว่า “สังคมไทยกำลังขาดวัฒนธรรมทางปัญญา” ในความเห็นของผม ผมคิดมานานแล้วว่ายิ่งรู้สึกเด็กขาดวัฒนธรรมทางการสร้างปัญญา สังคมไทยยังขาดวัฒนธรรมการแสวงหาความจริง
พระธรรมปิฎก ขาดตั้งแต่ความใฝ่รู้เลย
ถาม ขาดความใฝ่รู้ ในประวัติศาสตร์ไทยนี่ คนไทยไม่แสวงความจริง ไม่สนใจความจริง ไม่เคารพความจริง เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อขาด ๒ อย่างเหล่านี้ มันก็สร้างปัญญาอะไรไม่ได้ มันก็สร้างความโง่เขลาขึ้นมาเรื่อยๆ
ทีนี้ถ้าเผื่อจะดูว่าเราเป็นประเทศที่มีอิสรภาพมาเกือบ ๘๐๐ ปี มันน่าจะมีอะไรดี แล้วก็จะรู้ได้ว่าในประวัติศาสตร์ไทยจะไม่มีคนที่ไปนั่งคิด นั่งสร้าง เด็กไทยที่เรียนมาในโรงเรียน ก็เรียนแต่เรื่องกษัตริย์ที่เก่ง วีรบุรุษ วีรสตรี ที่อยู่ในสงคราม แต่ไม่เคยเรียนรู้ว่าเมืองไทยเรานี้ เมื่อ ๕๐ เมื่อ ๒๐๐ ปี มีนักคิด นักทำ เมื่อเราไม่สร้างวัฒนธรรมยกย่องคนที่เป็นนักคิด นักทำ นักแสวงหาความจริง ซึ่งความจริงแล้วก็ไม่ต้องเป็นความจริงที่เราเห็นด้วยเสมอไป เด็กก็จะไม่เกิดความกระเสือกกระสนที่อยากจะหาความจริงด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นเราจึงได้กลายเป็นเหยื่อของข่าวสาร เพราะแม้แต่ข่าวสารเราก็ไม่สามารถแบ่งแยกได้ว่า ข่าวสารคืออีกอย่าง ข้อมูลคืออีกอย่าง แล้วคนไทยก็สับสนว่า ข่าวสารคือข้อมูล เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันไม่ได้สร้างปัญญาอะไรเลย
แล้วที่กระผมยังไม่เข้าใจจนถึงบัดนี้ว่า เมื่อเด็กเกิดมา เด็กก็เหมือนๆ กัน ทั้งหมดก็กลับไปอยู่ที่ระบบการศึกษา เพราะไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร หนังสือเรียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการอบรมสั่งสอน มันผิดแนวมาตลอด
พระธรรมปิฎก การศึกษาที่แท้จริงเริ่มต้นที่บ้าน ในครอบครัวเริ่มต้นที่พ่อแม่ หลักธรรมก็บอกอยู่แล้วว่า “พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร ปุพฺพาจริยาติ วุจฺจเร” ว่ามารดาบิดาเป็นพรหมของลูก เป็นบูรพาจารย์ คืออาจารย์คนแรก ทางพระถือว่า พ่อแม่เป็นอาจารย์คนแรก เป็นผู้สอนและจัดสรรสภาพเอื้อเกื้อหนุนต่อการที่เด็กจะได้เรียนรู้
การเลี้ยงของพ่อแม่คู่กับการเรียนของเด็ก ต้องไปด้วยกัน เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องฝึก สัตว์อื่นมันอยู่ได้ด้วยสัญชาตญาณเป็นส่วนใหญ่ มันฝึกมันเรียนรู้นิดเดียวมันก็อยู่ได้ แต่มนุษย์นี้ทุกอย่าง ตั้งแต่นั่ง นอน ขับถ่าย กินอาหาร เดิน พูด ต้องฝึกหมด
ในการฝึกก็ต้องเรียนรู้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มนุษย์จะนำมาใช้ในการดำเนินชีวิต ต้องได้มาจากการเรียนรู้ จากการฝึกฝน หลักการจึงบอกว่ามนุษย์จะเก่ง จะดี ก็อยู่ที่การฝึกฝน หรือว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐด้วยการศึกษา ไม่ใช่จะประเสริฐขึ้นมาได้เฉยๆ
การศึกษานั้นเริ่มต้นตั้งแต่คนเริ่มมีชีวิต เพราะฉะนั้นจึงต้องให้เด็กได้เรียนรู้ ได้ฝึก ได้หัด ได้พัฒนาตัวเองอย่างดี การพัฒนาของเด็กก็ต้องดู ๔ ด้าน แม้แต่จะดูสังคม ก็เช่นเดียวกัน เราต้องดูมนุษย์ว่าพัฒนาแค่ไหน โดยมองที่
- ด้านความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางวัตถุ ดูว่าสัมพันธ์ถูกต้องไหม เช่นดูพฤติกรรมในการเสพบริโภคว่า กินเป็นไหม ใช้ตา หู จมูก ลิ้น รับรู้เป็นไหม มีการศึกษา มีท่าทีแห่งปัญญาหรือเปล่า ได้ประโยชน์ไหม
- ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ ดูว่ามีความสัมพันธ์ทางสังคมได้ดีไหม มีพฤติกรรมที่เกื้อหนุน ช่วยเหลือเกื้อกูล หรือเบียดเบียน
- ด้านจิตใจ ดูว่ามีคุณธรรม มีความดี มีความเข้มแข็ง มีสมรรถภาพ มีความเพียร มีสติ มีสมาธิ มีความรับผิดชอบ มีวินัย และดูความสุข ความสดชื่นเบิกบานผ่องใสของจิตใจ สภาพจิตใจดีน่าพอใจไหม
- ด้านปัญญา ดูความรู้ความเข้าใจต่อสิ่งทั้งหลาย ความรู้เหตุรู้ผล ตลอดจนการเข้าใจความจริงของธรรมชาติ รู้เท่าทันโลกและชีวิต รู้จักคิดแก้ปัญหาและปฏิบัติจัดการเรื่องราวทั้งหลายแค่ไหน
แม้แต่การวัดผล ๔ ด้านนี้ เราก็ไม่ได้เอามาใช้กับมนุษย์ในสังคมของเรา พูดรวมๆ ก็คือ เราไม่ได้วัดผลว่าการพัฒนาสังคมของเราในขั้นเนื้อหาสาระคือคุณภาพของคนเป็นอย่างไร แม้แต่เมื่อจะเอาใจใส่ขึ้นมา ก็จะให้ความสำคัญไปถึงแค่ด้านจิตใจ แต่ด้านสำคัญคือ ปัญญา ยังหย่อนมาก
ถามแทรก เอ ที่มองเห็นอยู่ ก็หย่อนทั้งนั้น หย่อนทุกด้าน ทำไมท่านว่าหย่อนด้านปัญญา?
พระธรรมปิฎก ที่ให้เรียนวิชากันมากๆ นั้น ไม่ใช่ปัญญาจริงหรอก เป็นการจดจำข้อมูลเสียแหละมาก อย่างนั้นทางพระไม่เรียกว่าปัญญา (ท่านเรียกว่า “สุตะ”) เอามาปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลาย เอามาจัดการกับชีวิตของตัวเองให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของตัวเองไม่ได้ ดำเนินชีวิตที่ดีไม่ได้
การศึกษาอยู่ที่นี่ คือต้องวัดผลตามหลักที่เรียกว่า “ภาวนา ๔” ที่พูดไปเมื่อกี้ ให้เด็กเรียนรู้ โดยมีการพัฒนาพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา เริ่มตั้งแต่การกินอยู่ การบริโภค เสพปัจจัยสี่ สิ่งของเครื่องใช้ เทคโนโลยี
จะใช้อะไร เช่นจะใช้คอมพิวเตอร์ จะดูทีวี ก็ต้องถามตัวเองได้ว่า เราดูทีวีเพื่ออะไร ตรงนี้แหละการฝึกปัญญาเริ่มทันที พร้อมไปด้วยกันกับการพัฒนาด้านอื่นๆ ทุกด้าน
เด็ก ป.๔ มาวัด พระถามว่า “หนูดูทีวีวันละกี่ชั่วโมง” เด็กบอกว่า “ดูเยอะ จำไม่ได้แล้วเท่าไร ถ้าวันเสาร์-อาทิตย์ ก็ดูทั้งวัน วันธรรมดา ก็ดูน้อยหน่อย”
ถามว่า “หนูดูทีวีเพื่อเสพกี่เปอร์เซ็นต์เพื่อศึกษากี่เปอร์เซ็นต์” เด็กไม่เคยเจอคำถามแบบนี้ แต่เด็กก็หัวไว เดี๋ยวแกก็ตอบได้ว่า “หนูดูเพื่อเสพ ๙๙% ดูเพื่อศึกษาแทบไม่มีเลย” นี่แหละเด็กไทย
ถามต่อไปว่า “อ้าว หนูดูเพื่อเสพ ๙๙% ดูเพื่อศึกษาแทบไม่มีเลยอย่างนี้ ถูกต้องไหม” ให้เขาคิดเอง เราไม่ไปตัดสิน เด็กก็บอกว่า “ไม่ถูกหรอก”
“อ้าว ไม่ถูกแล้วต้องทำอย่างไร” เด็กก็บอกว่า “ต้องแก้ไข”
จึงถามว่า “แล้วหนูจะทำอย่างไร” เด็กก็ว่า “เอา ๕๐/๕๐” คือ เสพ ๕๐ ศึกษา ๕๐
พระก็บอกว่า ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก เห็นใจเด็ก เพราะสมัยนี้ผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างในทางไม่ดี “หนูไม่ต้องตั้งไว้มากอย่างนั้นหรอก เราเริ่มต้น ค่อยเป็นค่อยไปก็ได้ ลองคิดให้ดี เอาเสพไว้มากก่อนก็ได้ จาก ๙๙% ลดลงมาเท่าไรดี”
ในที่สุดเด็กก็ตกลงว่า “ดูเพื่อเสพ ๗๐% ดูเพื่อศึกษา ๓๐%”
บอกว่า “เอาละใช้ได้ แล้วค่อยเดินหน้ากันต่อไป”
ในสังคมไทยเราเป็นอย่างนี้ใช่ไหม อาตมาไปบ้านนอกต่างจังหวัด ข้างวัด วันเสาร์ ได้ยินเสียง เฮ เฮ ถามว่า “เฮอะไร” เขาบอกว่า “มวยตู้” ว่างั้นคือใช้ทีวีเล่นการพนันดูทีวีเพื่อเสพเท่านั้น ดูเพื่อศึกษาแทบไม่มีเลย
แค่นี้เราก็ไม่ไหวแล้ว เริ่มตั้งแต่การศึกษาในบ้านว่าจะฝึกเด็กอย่างไร ก็ไม่คิดกัน ถ้าไม่ถึงกับปล่อยปละละเลยเด็ก จะแสดงความรักทะนุถนอมเอาใจใส่ ก็คิดกันอยู่แค่จะบำรุงบำเรอเด็กด้านวัตถุอย่างไร เอาแค่ความรู้สึก ไปไม่ถึงปัญญา
การเลี้ยงลูกจะต้องช่วยเด็กให้มีการเรียนรู้ มีการฝึกฝนด้านพฤติกรรม ที่ไปด้วยกันกับจิตใจดีและมีปัญญานำ ตั้งแต่ในการใช้วัตถุ การเสพปัจจัยสี่ การกินอาหาร ใช้เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ให้เด็กรู้จักเป็นอยู่ด้วยปัญญา และมีความมั่นใจด้วยปัญญา ให้เขาสามารถเอาความจริงของชีวิตขึ้นตั้งเป็นหลัก และเอาส่วนที่เป็นเรื่องค่านิยมในสังคมมาเป็นรอง
ถ้าเราเอาการรู้เหตุผลตามความจริงในธรรมชาติมาเป็นอันดับหนึ่งได้ เช่นนุ่งห่มเพื่อกันหนาวร้อนเป็นอันดับหนึ่ง แต่งตัวเพื่อสวยงามเป็นอันดับสอง โดยรู้จักพิจารณาว่า เราใช้เสื้อผ้าเพื่ออะไร เมื่อได้เหตุผลที่แท้จริง ซึ่งเป็นความต้องการของชีวิตแล้ว ก็มีพื้นฐาน ส่วนจะสนองต่อความต้องการของบุคคลที่อยู่ในสังคมเท่าใด ก็อยู่ที่ว่าเรายังอยู่ในกระแสแค่ไหน
ถ้าเราแข็งพอ เราก็ลดอิทธิพลของค่านิยมในสังคมลงไป และมาอยู่กับความจริงของธรรมชาติมากขึ้นคนก็จะมีการพัฒนาได้ คือรู้จักอยู่ด้วยปัญญามากขึ้น และมีความมั่นใจที่จะเป็นอิสระมากขึ้น เมื่อมีปัญญาในการกินอยู่มากขึ้น ก็คือมีการศึกษามากขึ้น
โดยเฉพาะก็คือการใช้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่คือแหล่งของการศึกษา คนเราพอเกิดมาก็มีความไม่รู้หรือยังไม่รู้ เมื่อมาเจออะไรยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร คืออะไร สิ่งนั้นๆ จะมีผลดี หรือผลเสียแก่ตน และเราจะทำอะไรกับมัน เมื่อไม่รู้ก็ติดตัน ความไม่รู้ เรียกว่า “อวิชชา” ติดขัดคับข้องเรียกว่า “ทุกข์”
เมื่อไม่รู้ก็ติดขัดคับข้องเกิดทุกข์ขึ้นมาทำอย่างไรจะพ้นทุกข์ ก็ต้องมีปัญญา พอรู้ว่ามันคืออะไร มันเป็นอย่างไร จะทำอะไรกับมัน ก็โล่ง ตัว “วิมุติ” หลุดพ้น คืออิสรภาพก็มา พอหลุดพ้นก็หมดปัญหา หายทุกข์

No Comments
Comments are closed.