- จะแข่งขัน ต้องเข้มแข็ง – งานของพระ-จุดยืนของพุทธ
- มองให้กว้าง คิดให้ไกล
- กระแสโลกาภิวัตน์แรงร้าย-จะสู้ไหม?
- วัฒนธรรมทางปัญญา เพื่อชัยชนะที่ยั่งยืน
- มนุษย์ฉลาดจึงตั้งสมมุติได้
- ตั้งสมมติไว้แล้ว อย่ามัวทำเหยาะแหยะ
- ฉลาดตั้งสมมุติได้ ทำไมจะมาติดตายอยู่แค่สมมุติ
- วิกฤติท้าปัญญาไทย – ชาติไทยจะฟื้นได้ ต้องให้การศึกษาที่สร้างวัฒนธรรมทางปัญญา
- คน “เก่ง-ดี-มีความสุข” เสร็จมาจากบ้าน
- ถ้ามีการศึกษา คนจะไม่อยู่แค่รู้สึกและเสพ แต่จะก้าวสู่การสร้างสรรค์และแสวงปัญญา
- มุ่งสู่จุดหมาย – มั่นในหลักการ
- กรรมเก่า – กรรมใหม่
- อยู่เพื่อพัฒนากรรม ไม่ใช่อยู่เพื่อใช้กรรม
- โลกทัศน์เอาชนะธรรมชาติ ต้องแทนด้วยการหนุนระบบสัมพันธ์ แห่งการก้าวไปดีด้วยกัน
ถ้ามีการศึกษา คนจะไม่อยู่แค่รู้สึกและเสพ แต่จะก้าวสู่การสร้างสรรค์และแสวงปัญญา
ถาม จะปฏิบัติตนอย่างไรที่จะทำให้เกิดสภาวะที่ค่อยเป็นค่อยไป ให้เกิดสภาวะที่ว่า โยนิโสมนสิการ เพราะว่าคนโดยทั่วไปไปติดสมมติเสียแล้ว จนเกิดกลายเป็นอัตตาขึ้นมา ที่แย่กว่านั้นเราจะกลับไปสู่กฎของธรรมชาติ มันก็เหมือนมีช่องว่างอยู่ตรงกลาง แล้วเราจะค่อยๆเข้าก้าวไปสู่ตัวเองในชีวิต เข้าไปสู่ธรรมชาติตามเดิม อุบายที่จะเดินไปสู่คืออะไร?
พระธรรมปิฎก คือ หนึ่ง เราก็ยอมรับความจริงว่าเรานี่ได้ลงร่องมาตั้งนานแล้ว เราเคยชินกับแนวคิดวิธีคิด และการมองสิ่งทั้งหลายอย่างที่เป็นอยู่นี้มาตั้ง ๒๐-๓๐-๔๐ ปี จะมาแก้ไขวันเดียวคงไม่เสร็จหรอก จะได้ไม่ท้อใจ
สองก็ต้องเริ่มแก้ไขอย่างค่อยเป็นค่อยไป คือ มีกัลยาณมิตร ถ้าจะให้ดีก็สร้างกลุ่มสร้างชุมชนสิ่งแวดล้อม ให้เอื้อและเกื้อหนุนที่จะพากันหันมามองสิ่งต่างๆ ไปทางการศึกษา อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งชุมชนที่เรียกว่าสงฆ์ขึ้นทำไม ก็เพื่อให้บรรยากาศและปัจจัยแวดล้อมมาช่วย อันนี้ก็จะมาหนุนกัน
แต่ตัวเองต้องตั้งเป้าหมายไว้ ตั้งใจไว้ให้เกิดกำลังใจ ว่าเราจะมองสิ่งทั้งหลายอย่างนี้ คือ มองหาความจริง อย่างหนึ่ง มองให้เห็นประโยชน์ อย่างหนึ่ง ไม่ใช่มองแค่ชอบใจ ไม่ชอบใจ อันนี้ก็คือการศึกษาเริ่มต้น
เรื่องสมมตินั้นไม่ต้องกลัวมันหรอก เพียงแค่รู้ทันและปฏิบัติต่อมันให้ถูก นำมาใช้ให้เป็น เริ่มด้วยอย่าติดตันอยู่แค่นั้น เมื่อมองสมมติก็โยงต่อไปให้ถึงสภาวะได้ ระบบความสัมพันธ์เกิดขึ้น พอครบวงจร ก็หมดปัญหา เรียกว่ามองเห็นทั่วตลอด เป็นโยนิโสมนสิการอย่างหนึ่ง
“โยนิโสมนสิการ” ก็เริ่มจากการใช้ตา หู อย่างที่ว่าเมื่อกี้ ขอย้อนไปหน่อยว่า พอมนุษย์เกิดมา เรายังไม่มีความรู้ พอเราเจออะไรที่ไม่รู้ เราก็ติดขัดคับข้อง ก็เกิดทุกข์ นี่ก็คือ “อวิชชา” นำมาสู่ “ทุกข์”
เพราะฉะนั้นเราก็ต้องพัฒนาความรู้ คือ “ปัญญา” ให้เป็นวิชชา ซึ่งในระดับทั่วไปเรียกว่า “ปัญญา” พอรู้ขึ้น เราก็ใช้โยนิโสมนสิการไปเรื่อยๆ แต่ละขั้นก็จะมี “วิมุติ” แปลว่า ความหลุดพ้น เป็นอิสระ อิสรภาพก็มาจากรู้ พอรู้ก็หลุด ถ้าไม่รู้ก็ติด พอรู้ก็หลุด เช่นรู้ว่า จะต้องทำอย่างไร ก็โล่งไปที
เราจะรู้ได้อย่างไร การที่จะรู้ได้นี้ ธรรมชาติเหมือนกับให้เรามาครึ่งหนึ่งแล้ว คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ให้เราใช้มันสื่อสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เข้ามารวมศูนย์ที่ใจ ตอนนี้แหละการที่จะพัฒนาตัวเอง ก็อยู่ที่ว่าคุณจะใช้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่เป็นเครื่องมือนั้น ไปสัมพันธ์กับโลกอย่างไร แล้วคุณจึงจะได้ปัญญา
ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้นมันทำหน้าที่ ๒ อย่างพร้อมกัน คือ
- มันทำหน้าที่รู้สึก คือ พอเห็นอะไรถูกตา หรือไม่ถูกตา สวยงาม น่าเกลียด อะไรต่างๆ ก็รู้สึกสบาย ไม่สบาย สุขหรือทุกข์
- ทำหน้าที่รู้ รู้ว่านั่นคืออะไร เป็นอย่างไร เขียว แดง ขาว เหลือง ยาว กว้าง กลม เหลี่ยม เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เป็นต้น รู้ว่าอันไหนสัมพันธ์กับอันไหน อย่างไร
สองด้านนี้มันทำหน้าที่อยู่ด้วยกัน แต่เราจะต้องเน้นหน้าที่ที่ ๒ ที่รู้ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร รู้ว่าเขียว แดง เป็นต้น เราก็จะได้ข้อมูล ได้ข่าวสาร ได้ความรู้เข้ามา
ถ้าเราอยู่กับความรู้สึกอย่างเดียว เราจะตัน แต่ความรู้สึกไม่ใช่ไม่มีประโยชน์ มันทำให้เราเริ่มต้นได้ เพราะยังไม่ทันจะรู้ ความรู้สึกจะมาช่วยเราก่อน เช่นพอรู้สึกว่าไม่สบายตา เราก็หลบไว้ก่อน พอเจออะไรที่รู้สึกร้อน เราก็รู้สึกว่ามันเป็นอันตราย เราก็จะหนี แต่เราจะอยู่แค่ความรู้สึกไม่ได้ เพราะว่าสิ่งทั้งหลายอาจจะไม่เป็นจริงอย่างที่รู้สึก มิใช่จะมีคุณค่าเป็นประโยชน์หรือไม่ อย่างไร เพียงด้วยรู้สึก แต่ความรู้สึกเป็นจุดเริ่มต้นให้เราหาความรู้ต่อไปได้
ข้อสำคัญอยู่ที่ว่ามนุษย์จะต้องไม่ไปติดอยู่แค่ความรู้สึก พอกระบวนการรับรู้ด้านรู้สึกมาปั๊บรู้สึกสบายก็เกิดปฏิกิริยาชอบใจ รู้สึกไม่สบาย ก็ไม่ชอบใจ ทีนี้พอรู้สึกสบาย ชอบใจ ได้สิ่งชอบใจ เป็นสุข ได้สิ่งไม่ชอบใจ เจอสิ่งไม่ชอบใจ เป็นทุกข์ ต่อจากนั้นก็เป็นกระบวนการหาสิ่งชอบ และหนีสิ่งไม่ชอบ คือกระบวนการหาสุขหนีทุกข์ ตอนนี้ก็วนเวียน เจอสิ่งชอบก็สุข เจอสิ่งไม่ชอบก็ทุกข์ จมวนอยู่นี่แหละ
เราจะทำอย่างไร วิธีที่ถูกก็คือ ให้ด้านที่หนึ่งมาเป็นปัจจัยเอื้อแก่ด้านที่สอง คือให้ด้านรู้สึกมาหนุนด้านรู้ คืออย่าติดอยู่แค่รู้สึก แต่ใช้ความรู้สึกเป็นจุดเริ่มที่จะก้าวไปสู่การรู้ เราก็มองสิ่งทั้งหลายแบบเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เป็นการก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง
ถามแทรก รู้สึกกับรู้ เสพกับศึกษา อยู่ใกล้กัน แค่ทางแยกนิดเดียว ถ้าพลาดก็สูญเสียมาก ทั้งชีวิตและสังคม จุดแยกนี้สำคัญมาก
พระธรรมปิฎก จุดสำคัญอยู่ที่ว่า มันเริ่มต้นและแยกกันที่ตา หู จมูก เป็นต้น ของง่ายๆ นี้เอง ที่ต้องใช้ให้เป็น การปฏิบัติต่อ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่จะก้าวหน้าไปสู่การศึกษานั้น ตอนนี้ก็ชัด คือ ถ้าเอาแค่รู้สึก ก็อยู่แค่ชอบใจ ไม่ชอบใจ วนเวียนอยู่กับสิ่งที่ชอบใจ ไม่ชอบใจ และสุขทุกข์อยู่แค่นั้น
แต่เมื่อเรามองในแง่ที่จะรู้ พอเห็นอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะชอบก็ตาม ไม่ชอบก็ตาม ก็ได้เรียนรู้หมด พอเรารู้เราก็ได้ประโยชน์ เราก็เกิดความอยากรู้ พออยากรู้ เราได้ความรู้ เราก็ได้ความสุข ตอนนี้มันมีความสุขขึ้นมาใหม่อีกอย่างหนึ่ง
ตอนแรกคนอยู่กับความรู้สึก ก็สุขจากเสพ หมายความว่า เจอสิ่งที่รู้สึกสบายก็ชอบใจ ได้เสพก็สุข แต่เจอสิ่งที่รู้สึกไม่สบาย ขัดใจก็เป็นทุกข์ ความสุขและความทุกข์ก็ขึ้นต่อด้านเสพ แต่พอเราเริ่มเรียนรู้ เราได้ประโยชน์มองเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ เราเกิดความอยากรู้ขึ้นมา พอได้สนองความใฝ่รู้ เราก็มีความสุขจากการได้เรียนรู้ คือจากการได้สนองความต้องการที่จะรู้
ตอนนี้มนุษย์เริ่มก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง เพราะการเรียนรู้ไม่ขึ้นต่อความชอบใจ หรือไม่ชอบใจ สิ่งชอบใจก็ได้เรียนรู้ สิ่งไม่ชอบใจก็ได้เรียนรู้ เพราะฉะนั้น สิ่งชอบเราก็ชอบ สิ่งไม่ชอบเราก็ชอบ เราก็จึงสามารถชอบแม้แต่สิ่งที่ไม่ชอบ เพราะเราได้เรียนรู้จากมัน
จากนั้นเราก็พัฒนาต่อไปอีก คือเรารู้ว่า สิ่งที่ไม่ชอบ เรามักได้เรียนรู้มากกว่า เราก็เลยชักจะชอบสิ่งที่ไม่ชอบมากขึ้น ก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นอีก จนกระทั่งมีความสุขได้ทุกสถานการณ์
โดยนัยนี้คนจะพัฒนาเป็นขั้นๆ และหลุดพ้นเป็นชั้นๆ ไป มนุษย์ที่ไม่พัฒนาก็อยู่แค่ความรู้สึกเรื่อยไป ความสุขและความทุกข์ของเขา ก็อยู่กับเสพ และชอบใจไม่ชอบใจ วนเวียนอยู่แค่นี้ แต่พอเรียนรู้ คราวนี้ละก้าวไปอีกขั้น สบายเลย พอเด็กเกิดคำว่า ความใฝ่รู้ อยากรู้ เราก็บอกได้เลยว่า “นี่รุ่งอรุณมาแล้ว” พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ความอยากรู้-อยากทำ เป็นรุ่งอรุณของการศึกษา”
ความอยากรู้ จะมากับอยากทำให้มันดี คนที่รู้ พอเห็นอะไรก็จะแยกออกได้ระหว่างสิ่งและส่วนที่ดีสมบูรณ์ กับส่วนหรือสิ่งที่ยังไม่ดีมีความบกพร่อง อะไรบกพร่องก็อยากทำให้มันดีให้มันสมบูรณ์ ความอยากรู้และอยากทำ(ให้มันดี)นี้เรียกว่า “ฉันทะ” คือ ใฝ่รู้ใฝ่ดี-ใฝ่ทำให้มันดี หรือ ใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์
พอฉันทะเกิดขึ้น ท่านก็บอกว่า “รุ่งอรุณของการศึกษามาแล้ว” เป็น “แสงเงินแสงทองของชีวิตที่ดีงาม” เหมือนยามที่อาทิตย์จะอุทัย เมื่อมีแสงเงินแสงทองขึ้นมาแล้ว ชีวิตที่ดีก็จะก้าวหน้างอกงามต่อไป
เมื่อฉันทะ คือความใฝ่รู้ เกิดขึ้น การศึกษาก็เริ่มต้นที่การใช้ตา หู เพื่อการเรียนรู้ คราวนี้ก็ไม่ติดกับการใช้ตา หูเพื่อเสพ
เวลานี้สังคมของเราเป็นบริโภคนิยมแบบเต็มขั้นหรือเอียงสุด ก็ใช้ตา หู เพื่อเสพเท่านั้น เด็กก็จะสุขจากสิ่งชอบ ทุกข์จากสิ่งไม่ชอบ หาความสุขจากการเรียนรู้ไม่เป็น มีแต่ความอยากเสพ ไม่มีความอยากรู้-อยากทำ จึงไหลไปกับค่านิยมเสพบริโภค ทำไม่ได้ ผลิตไม่เป็น ไม่เป็นนักสร้างสรรค์
เพราะฉะนั้นจึงบอกว่า ต้องย้ำการศึกษาในบ้าน ให้เริ่มตั้งแต่การใช้ ตา หู ให้ใช้มันทำหน้าที่ที่สองให้มากขึ้น คือหน้าที่รับรู้เรียนรู้ไม่ใช่อยู่แค่ความรู้สึกอย่างเดียวแล้วก็จมอยู่กับการเสพบริโภค
ระหว่างนี้ก็สามารถปลุกเร้าในด้านโยนิโสมนสิการไปได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะวิธีง่ายๆ คือให้หัดตั้งคำถาม หรือตอบคำถาม ว่า คืออะไร เป็นอย่างไร ประกอบด้วยอะไร เป็นมาอย่างไร เป็นเพราะอะไร ฯลฯ และเสนอทางเลือกในการคิด และแง่มุมต่างๆ โดยเฉพาะการแยกให้ชัด และโยงให้ถูก
ถ้าให้การศึกษาอย่างนี้ ก็เป็นการศึกษาตามธรรมชาติ แล้วผลก็เป็นไปตามธรรมดาของมัน ธรรมบอกว่า เมื่อคุณสมบัติอย่างนี้เกิดขึ้นแล้ว คุณสมบัติอย่างนั้นจะตามมาเองเป็นธรรมดา ไม่ต้องไปเรียกร้อง เมื่อเราฝึกถูกทาง กระบวนการของเหตุปัจจัยก็เดินไปเอง ไม่ต้องมานั่งสอนกันว่า เธอต้องอย่างนี้ ต้องอย่างนั้น ไม่รู้จักจบ เด็กเดินหน้าเองไม่เป็นสักที
จริยธรรมแบบว่าต่อๆ ตามๆ กันไปอย่างพร่าๆ มัวๆ คลุมเครือแค่ติดปาก ที่ขอเรียกว่า จริยธรรมแบบรายการสินค้า คอยบอกว่า นี่เมตตา นี่กรุณา นี่สติ นี่ความเพียร นี่ขันติ นี่ความขยัน นี่ความอดทน ฯลฯ จะเอาอะไรบ้าง เอ้า! ทำรายการกันมาแล้วมาเลือกกัน มันไม่เป็นไปตามธรรมชาติ
ถ้าจริยธรรมเป็นไปตามธรรมชาติ มันจะเป็นกระบวนการที่พัฒนาในชีวิตของเราเอง ชีวิตเป็นของธรรมชาติอยู่แล้ว มันก็ต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ เมื่อเราปฏิบัติต่อมันถูกต้องตามกฎธรรมชาติ มันก็เป็นไปอย่างนั้นของมันเอง

No Comments
Comments are closed.