กรรมเก่า – กรรมใหม่

29 พฤษภาคม 2543

กรรมเก่า – กรรมใหม่

ถามแทรก ขอย้อนถามเรื่องกรรม ที่ท่านว่าหลักกรรมอย่างง่ายๆ ในเชิงปฏิบัติ เวลานี้ให้ใช้ ๒ อย่าง คือ ให้หวังผลจากการทำ ไม่ใช่หวังผลจากการดลบันดาลหรือโชคและลาภลอย และให้ยกย่องนับถือวัดตัดสินคนจากการกระทำของเขา ไม่ใช่วัดด้วยชาติชั้นวรรณะทรัพย์สินเงินทอง ถ้าปฏิบัติกันได้ตามนี้ คงจะพัฒนาสังคมไทยไปได้มาก

แต่ฟังแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า คนไทยได้ยินคำว่า “กรรม” คงหายากที่จะคิดไปในทางที่ท่านว่า ส่วนมากจะนึกไปถึงว่ากรรมจะตามมาให้เคราะห์ให้โทษอย่างไรพูดถึงกรรมก็จะนึกถึงเรื่องชาติก่อน หรืออะไรอย่างหนึ่งที่คอยตามจะลงโทษ หรือทำให้เราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อยากจะขอความกระจ่างสักหน่อย

พระธรรมปิฎก ได้พูดแล้วว่า กรรมก็เป็นเรื่องธรรมดาธรรมชาติ คือเป็นเรื่องความเป็นไปตามเหตุปัจจัยของชีวิตมนุษย์ที่มีเจตนามีการคิด การพูด และการกระทำ แสดงออก มีความสัมพันธ์กับสิ่งทั้งหลายแล้วก็เกิดผลต่อเนื่องกันไปในความสัมพันธ์นั้นถ้าพูดง่ายๆ สั้นๆ ก็จบเท่านี้เอง

แต่เรื่องธรรมดาง่ายๆ ของธรรมชาตินั้นแหละเป็นเรื่องใหญ่ที่มนุษย์อยู่กับมันตลอดมา แต่ศึกษาไม่รู้จักจบ กรรมก็เป็นเรื่องใหญ่แบบนี้ เมื่อเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าไปจับจุดผิด แล้วไปติดในแง่ที่เป็นปุ่มเป็นปมปูดออกมา ก็เลยพาหลงกันไป

อีกอย่างหนึ่ง พระพุทธศาสนาที่สอนเรื่องของธรรมดาธรรมชาติอย่างนี้ คนที่จะนำไปใช้หรือปฏิบัติต้องหมั่นศึกษา คอยซักซ้อมทำความเข้าใจกันอยู่เรื่อยๆ ถ้าสอนต่อกันไปๆ นานเข้า ไม่ทบทวนตรวจสอบให้ดี สิ่งที่พูดที่สอนกันไปเป็นเรื่องกว้างขวางซับซ้อน ก็เหลือเค้าอยู่นิดเดียว และบางทีก็จับแง่มุมไว้ผิดๆ พลาดๆ เพี้ยนไป เรื่องกรรมที่เข้าใจกันในหมู่ชาวบ้านก็เป็นทำนองนี้

ที่ถามมานั้นถ้าพูดสั้นๆ ก็คือบอกว่า คนไทยมองกรรมในแง่กรรมเก่า คำว่า “กรรมเก่า” ก็บอกอยู่ในตัวมันเองแล้วว่า มันถูกจำกัดให้หดแคบเข้ามาเหลือเพียงส่วนหนึ่ง เพราะเติมคำว่า “เก่า” เข้าไป กรรมก็เหลือแคบเข้ามา ก็คือเป็นกรรมที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไปๆ มาๆ ก็เลยอะไรๆ ก็แล้วแต่กรรม(เก่า)

เรื่องนี้เป็นปัญหาในหมู่ชาวพุทธ โดยเฉพาะในสังคมไทยมานานแล้ว อย่างน้อยที่มีหลักฐานก็ ๓๐๐ กว่าปีแล้ว แก้ไขกันมานาน (อาจจะไม่ได้แก้กันจริงจังด้วยการศึกษาที่ถูกต้อง) แต่จนถึงเวลานี้ ก็ยังเป็นอย่างนั้น อาตมาจะยกหลักฐานมาเล่าให้ฟัง แล้วลองพิจารณาดู

ในเมืองไทยแต่โบราณมีประเพณีพระราชปุจฉา ที่พระมหากษัตริย์ทรงถามปัญหากะคณะสงฆ์ในเรื่องราวต่างๆ ที่นี้ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๓๑) ก็มีพระราชปุจฉาตามที่บันทึกไว้ครั้งหนึ่งว่า

“มีพระราชโองการสั่งให้พระศรีศักดิ์ ถามพระสงฆ์ทั้งปวงว่า มีคนผู้หนึ่งเข้าไปป่าแลพบช้างก็ดี เสือก็ดี แลผู้นั้นก็ถือว่าแล้วแต่กรรม ถ้ากรรมมีช้างแลเสือก็จะทำร้าย ถ้าหากรรมมิได้ช้างแลเสือก็จะมิได้ทำร้าย แลผู้นั้นก็จะเข้าไปหาช้างแลเสือ ช้างแลเสือก็เบียดเบียฬผู้นั้นถึงสิ้นชีวิตร เมื่อกระนั้นจะว่ากรรมมี ฤๅหากรรมมิได้

“สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ขอถวายพระพรจำเริญพระราชศิริสวัสดี สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารพระองค์บรมธรรมิกราชาธิราชผู้ประเสริฐ ว่าบุทคลผู้ใดแลถือว่าแล้วแต่กรรมกระทำแต่ก่อนสิ่งเดียวนั้น แลหาวิจารณปัญญา อันพิจารณาเห็นคุณแลโทษในชาตินี้มิได้ แลผู้นั้นชื่อว่าปุพเพกตทิฏฐิอันวิปลาศ ดุจพระธรรมเทศนาอันสงฆ์ได้ถวายแล้วนั้น…

“พระธรรมไตรโลก ถวายพระพรว่า บุคคลอันถือเอาซึ่งกรรมนั้นแลมิได้พิจารณาซึ่งเหตุอันผิดแลชอบนั้น ได้ชื่อว่าปุพพเหตุกทิฏฐิ เป็นคนถือผิดคำพระพุทธเจ้า เป็นประโยชน์วิบัติ ประกอบกรรมอันผิดหาปัญญามิได้ เหตุโมหะมีกรรมหลัง ซึ่งกรรมแต่ก่อนหามิได้นั้น ก็จะให้มีไปใหม่ ซึ่งกรรมอันใหม่ยังไปมิได้นั้นก็จะให้มีไปเล่า แลบุทคลผู้นั้นประพฤติผิด พระพุทธเจ้าตรัสธรรมเทศนาไว้แก่ภิกษุทั้งหลายมิให้ขึ้นต้นไม้เล่น อยู่มามีอันตรายเป็นอาทิ คือว่าเสือไล่ช้างไล่พระพุทธองค์เจ้าตรัสอนุญาตให้ภิกษุขึ้นต้นไม้หนีไภยนั้น ให้เอาชีวิตรรอด…”1

สำนวนเก่าแบบนี้ และมีคำพระปนด้วย หลายท่านอาจจะฟังเข้าใจยากหน่อย พระมหาเถระ ๒ รูป ได้ถวายวิสัชชนา ซึ่งมีสาระสำคัญว่า คนที่เข้าป่าไปพบช้างและเสือ ปลงใจว่าแล้วแต่กรรม(เก่า) ก็เลยถูกช้างและเสือฆ่าตายนั้น เป็นผู้มีความเห็นผิดด้วยยึดถือลัทธิ “ปุพเพกตทิฏฐิ” หรือ “ปุพพเหตุกทิฏฐิ” ผิดจากคำสอนของพระพุทธเจ้า

ผิดอย่างไร คือมัวไปยึดถือว่าแล้วแต่กรรมเก่าปางก่อนอย่างเดียว เลยตกอยู่ใต้อำนาจกรรมเก่าที่ประกอบด้วยโมหะคือความหลงงมงาย ไม่ทำกรรมใหม่ที่ควรทำ คือขึ้นต้นไม้หนีภัย กลับไปประพฤติผิดทำกรรมใหม่ที่เป็นผลจากโมหะนั้น คือตกอยู่ในความประมาทปล่อยปละละเลยเสีย กรรมใหม่ที่ประมาทเพราะโมหะหลงงมงายนั้น ก็จะก่อผลร้ายแก่เขาต่อไป (ในกรณีนี้ก็คือ ถูกช้างและเสือทำร้ายตาย)

จุดสังเกตสำคัญที่อยากจะเน้น คือ ใครก็ตามที่ปลงว่า “แล้วแต่กรรม(เก่า)” นั้น เขากำลังทำบาปกรรมใหม่ที่เกิดจากโมหะความหลงงมงาย คือ เขากำลังทำความประมาทที่จะมีผลร้ายต่อไป

ถามแทรก ได้ฟังคำพระภาษาบาลีว่า ปุพเพกตทิฏฐิ ก็อยากทราบไว้ประดับความรู้ ว่าเป็นทิฏฐิอันวิปลาสอย่างไร

พระธรรมปิฎก ตรงนี้เป็นรื่องของหลัก คือ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ามีลัทธิเดียรถีย์ (ติตถายตนะ) ผิดหลักพุทธศาสนา เพราะเป็นไปเพื่อการไม่กระทำ (พุทธศาสนาถือหลักการกระทำ) อยู่ ๓ ลัทธิคือ

  1. พวกหนึ่งยึดถือหรือเชื่อว่า บุคคลจะประสบสุข หรือทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ อย่างหนึ่งอย่างใดก็ตาม ย่อมเป็นเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ปางก่อน (กรรมเก่า) เรียกว่า “ปุพเพกตเหตุทิฏฐิ”
  2. พวกหนึ่งยึดถือหรือเชื่อว่า บุคคลจะประสบสุข หรือทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ อย่างหนึ่งอย่างใดก็ตาม ย่อมเป็นเพราะการดลบันดาลของเทพผู้เป็นใหญ่ เรียกว่า “อิสรนิมมานเหตุทิฏฐิ”
  3. พวกหนึ่งยึดถือหรือเชื่อว่า บุคคลจะประสบสุข หรือทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ อย่างหนึ่งอย่างใดก็ตาม ย่อมเป็นไปเองไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เรียกว่า “อเหตุอปัจจัยทิฏฐิ” (องฺ.ติก.๒๐/๕๐๑/๒๒๒)

คำว่า “ทิฏฐิ” จะใช้คำ “วาท” แทนก็ได้ ลัทธิ ๓ นี้เรียกว่า ปุพเพกตวาท (ลัทธิกรรมเก่า) อิศวรนิรมิตวาท (ลัทธิพระเป็นเจ้าบันดาล) และอเหตุวาท (ลัทธิแล้วแต่โชค)

ถามแทรก ถ้าดูตามหลักนี้ ในปัจจุบัน คนที่เรียกกันว่าชาวพุทธ ดูเหมือนจะโดนเต็มที่ทั้ง ๓ ข้อเลย นี่แหละเป็นเพราะไม่ได้ศึกษากันเลย ไม่รู้ว่าทางพุทธศาสนาสอนไว้อย่างไร แต่ก็ยังข้องใจอยู่หน่อยในเรื่องลัทธิกรรมเก่า หมายความว่า การเชื่อกรรมเก่าก็ผิดด้วยหรือ พุทธศาสนาสอนไม่ให้เชื่อกรรมเก่าหรือ ชาวพุทธนับถือกันมาผิดๆ ทั้งนั้นเลยหรือ?

พระธรรมปิฎก เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไปสุดโต่ง เดี๋ยวจะเอียงสุดไปอีกข้างหนึ่ง ท่านไม่ได้สอนว่าไม่ให้เชื่อกรรมเก่า แต่ท่านสอนไม่ให้เชื่อว่าอะไรๆ จะเป็นอย่างไรก็เพราะกรรมเก่า การเชื่อแต่กรรมเก่าก็สุดโต่งข้างหนึ่ง การไม่เชื่อกรรมเก่าก็สุดโต่งอีกข้างหนึ่ง

เมื่อกี้นี้บอกแล้ว “กรรม” พอเติม “เก่า” เข้าไป คำเดิมที่กว้างครบถ้วนสมบูรณ์ก็หดแคบเข้ามาเหลืออยู่ส่วนเดียว อย่ามองกรรมที่กว้างสมบูรณ์ให้เหลือส่วนเดียวแค่กรรมเก่า

ขอเวลามาทำความเข้าใจกันหน่อย เรื่องกรรมที่เชื่อกันในแง่กรรมเก่านี้ มีจุดพลาดอยู่ ๒ แง่ คือ

  1. ไปจับเอาส่วนเดียวเฉพาะอดีตทั้งที่กรรมนั้นก็เป็นกลางๆ ไม่จำกัด ถ้าแยกโดยกาลเวลาก็ต้องมี ๓ คือ กรรมเก่า (ในอดีต) กรรมใหม่ (ในปัจจุบัน) กรรมข้างหน้า (ในอนาคต) ต้องมองให้ครบ
  2. มองแบบแยกขาดตัดตอน ไม่มองให้เห็นความเป็นไปของเหตุปัจจัยที่ต่อเนื่องกันมาโดยตลอด คือไม่มองเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา เลยไปมองเหมือนกับว่า กรรมเก่า เป็นอะไรก้อนหนึ่งที่ลอยตามเรามาจากชาติก่อน แล้วมารอทำอะไรกับเราอยู่เรื่อยๆ

ถ้ามองกรรมให้ถูกต้องทั้ง ๓ กาล และมองอย่างเป็นกระบวนการของเหตุปัจจัย ในด้านเจตจำนง และการทำ-คิด-พูด ของมนุษย์ที่ต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา ก็จะมองเห็นกรรมถูกต้องชัดเจนและง่ายขึ้น ในที่นี้ถึงจะไม่สามารถอธิบายรายละเอียดได้ แต่จะขอให้จุดสังเกตในการทำความเข้าใจสัก ๒-๓ อย่าง

หนึ่ง ถ้ามองกรรมให้ครบ ๓ กาล และมองเป็นกระบวนการต่อเนื่อง มาถึงบัดนี้ และจะสืบไปข้างหน้า ก็จะเห็นว่า กรรมเก่า (ส่วนอดีต) ก็คือ เอาขณะปัจจุบันเดี๋ยวนี้เป็นจุดกำหนด ย้อนหลังไปนานเท่าไรก็ตาม กี่ร้อยกี่พันชาติก็ตามมาจนถึงขณะหนึ่งหรือวินาทีหนึ่งก่อนนี้ (ส่วนอดีต) ทั้งหมด

กรรมเก่าทั้งหมดนี้ คือกรรมที่ได้ทำไปแล้ว ส่วนกรรมใหม่(ในปัจจุบัน) ก็คือที่กำลังทำๆ ซึ่งขณะต่อไปหรือวินาทีต่อไป ก็จะกลายเป็นกรรมเก่า(ส่วนอดีต) และอีกอย่างหนึ่งคือ กรรมข้างหน้าก็ยังไม่ถึง จะทำในอนาคต

กรรมเก่านั้นยาวนานและมากนักหนา สำหรับคนสามัญจะพอมองเห็นได้ก็คือกรรมเก่าในชาตินี้ ส่วนในชาติก่อนๆ ก็อาจจะลึกล้ำเกินไป เราเป็นนักศึกษาก็ค่อยๆ เริ่มมองใกล้หน่อยก่อน แล้วจึงค่อยๆ ขยายออกไป

อย่างเช่นเราจะวัดหรือตัดสินคนด้วยการกระทำของเขา กรรมใหม่ในปัจจุบันเราก็ยังไม่รู้ว่าเขากำลังจะทำอะไร เราก็ดูจากกรรมเก่า คือความประพฤติและการกระทำต่างๆ ของเขาย้อนหลังไปในชีวิตนี้ ตั้งแต่วินาทีนี้ไป นี่ก็กรรมเก่า ซึ่งใช้ประโยชน์ได้เลย

สอง กรรมเก่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเราทุกคน เพราะแต่ละคนที่เป็นอยู่ขณะนี้ ก็คือผลรวมของกรรมเก่าของตนที่ได้สะสมมาด้วยการกระทำ-พูด-คิด การศึกษาพัฒนาตน และความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ในอดีตทั้งหมดตลอดมาจนถึงขณะหรือวินาทีสุดท้ายก่อนขณะนี้

กรรมเก่านี้ให้ผลแก่เรา หรือเรารับผลของกรรมเก่านั้นเต็มที่ เพราะตัวเราที่เป็นอยู่ขณะนี้ เป็นผลรวมที่ปรากฏของกรรมเก่าทั้งหมดที่ผ่านมา เช่นเรามีวิสัยขีดความสามารถทางกาย วาจา ทางจิตใจ และปัญญาเท่าไร และจะทำอะไรต่อไปได้แค่ไหน ก็อยู่ที่กรรมเก่าดังที่ว่านั้น

สาม แม้ว่ากรรมเก่าสำคัญมากอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปสยบยอมต่อมัน แต่ตรงข้าม เรามีหน้าที่พัฒนาชีวิตของเราที่เป็นผลรวมของกรรมเก่านั้นให้ดีขึ้น พูดง่ายๆ ว่า เรามีหน้าที่พัฒนากรรม กรรมที่ไม่ดีเป็นอกุศล ผิดพลาดต่างๆ เราศึกษาเรียนรู้แล้วก็ต้องแก้ไข การปฏิบัติธรรมตามหลักของชาวพุทธ ก็คือการพัฒนากรรมให้เป็นกุศลหรือดียิ่งๆ ขึ้น

ข้อสำคัญคือเราจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องต่อกรรมที่แยกเป็น ๓ ส่วน คือ กรรมเก่า-กรรมใหม่-กรรมข้างหน้า

ก็เลยขอย้อนถามว่า กรรมเก่าเรามีหน้าที่ต่อมันอย่างไร เราทำมันได้ไหม

ผู้ถามแทรก ทำไม่ได้ มันผ่านเป็นอดีตไปแล้ว

พระธรรมปิฎก ถ้าอย่างนั้น กรรมส่วนไหนที่เราสามารถทำได้

ผู้ถามแทรก ก็กรรมใหม่ในปัจจุบันน่ะซิ ที่เราจะทำได้

พระธรรมปิฎก นี่แหละ ตรงนี้เป็นจุดสำคัญ ขอสรุปวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องต่อกรรมทั้ง ๓ ส่วนว่า

กรรมใหม่ (ในปัจจุบัน) คือกรรมที่เราทำได้ และจะต้องตั้งใจทำให้ดีที่สุด

กรรมเก่า (ในอดีต) เราทำไม่ได้ แต่เราควรรู้ เพื่อเอาความรู้จักมันนั้นมาใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปรับปรุงกรรมใหม่ให้ดียิ่งขึ้น

กรรมข้างหน้า (ในอนาคต) เรายังทำมันไม่ได้ แต่เราก็สามารถเตรียมหรือวางแผนเพื่อจะไปทำกรรมที่ดีที่สุด ด้วยการทำกรรมปัจจุบันที่จะพัฒนาเราให้ดีงามและงอกงามยิ่งขึ้น จนกระทั่งเมื่อถึงเวลานั้นเราก็จะสามารถทำกรรมที่เป็นกุศลอย่างเยี่ยมยอด

นี่แหละคือคำอธิบายที่จะทำให้มองเห็นได้ว่า ทำไมจึงว่าคนที่ปล่อยวางใจว่าเป็นอย่างไรก็แล้วแต่กรรม (เก่า) นั้นแล กำลังทำกรรมใหม่ (ปัจจุบัน) ที่ผิดเป็นบาป คือความประมาท อันเกิดจากโมหะ และมองเห็นเหตุผลด้วยว่า ทำไมพุทธศาสนาจึงสอนให้หวังผลจากการกระทำ

ขอย้ำอีกครั้งว่า กรรมใหม่สำหรับทำ กรรมเก่าสำหรับรู้ อย่ามัวรอกรรมเก่าที่เราทำอะไรมันไม่ได้แล้ว แต่หาความรู้จากกรรมเก่านั้น เพื่อเอามาปรับปรุงการทำกรรมปัจจุบัน จะได้พัฒนาตัวเราให้สามารถทำกรรมอย่างเลิศประเสริฐได้ในอนาคต

ธุรกิจ-ฝ่าวิกฤต: ตอบปัญหา-สนทนาธรรม กับ คุณอานันท์ ปันยารชุน และคณะ

มุ่งสู่จุดหมาย – มั่นในหลักการ อยู่เพื่อพัฒนากรรม ไม่ใช่อยู่เพื่อใช้กรรม

เชิงอรรถ

  1. ประชุมพระราชปุจฉา, ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๑๖

No Comments

Comments are closed.