สูตรหนึ่งของธรรมชาติ: คนยิ่งพัฒนาตน สังคมยิ่งพ้นปัญหา

6 เมษายน 2539

สูตรหนึ่งของธรรมชาติ: คนยิ่งพัฒนาตน สังคมยิ่งพ้นปัญหา

ทีนี้ธรรมชาติของมนุษย์เป็นอย่างไร ทางพระพุทธศาสนาบอกว่ามนุษย์เป็นสัตว์พิเศษ คือไม่เหมือนสัตว์อื่น สัตว์อื่นเกิดมาอยู่ได้ด้วยสัญชาตญาณ มันแทบไม่ต้องเรียนรู้เลย มันเรียนรู้นิดเดียวแล้วมันก็อยู่ได้ อย่างวัวนี่พอมันเกิดออกมาจากท้องแม่ได้ประเดี๋ยวเดียวมันก็ลุกขึ้นเดินแล้ว สัตว์ชนิดอื่นก็คล้ายกัน อย่างลูกห่านนี่ออกจากไข่เช้า บ่ายก็วิ่งตามแม่ออกมาจากเล้า ว่ายน้ำก็ได้ หากินก็ได้ สัตว์ชนิดอื่นนอกจากมนุษย์แทบทุกชนิดอยู่ได้ด้วยสัญชาตญาณ แทบไม่ต้องเรียนรู้ แทบไม่ต้องฝึกหัด ส่วน มนุษย์นี้เป็นสัตว์พิเศษ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าดี แต่แปลว่าแปลกจากพวก (วิ แปลว่า แปลก เศษ แปลว่า ที่เหลือ) มนุษย์นั้นแปลกจากสัตว์ที่เหลือ คือสัตว์อื่นๆ สัตว์ที่เหลือเหล่านั้นมันไม่ต้องฝึกไม่ต้องเรียนรู้ มันก็อยู่ได้โดยสัญชาตญาณ แต่มนุษย์อยู่อย่างนั้นไม่ได้ ถ้าเกิดมาแล้วลองทิ้งซิ ก็ตายแน่ ต้องมีคนเลี้ยง ปีหนึ่งยังไม่รอดเลย ต้อง ๑๐ กว่าปีจึงอยู่รอด กฎหมายเรากำหนดให้บรรลุนิติภาวะเมื่อไร นั่นแหละ แสดงว่าเริ่มรู้จักรักษาตัวได้

มนุษย์ต้องได้รับการประคบประหงมกัน ๑๐ กว่าปี แต่นี่เรามองในแง่คนอื่นเลี้ยงดู เราไม่ได้มองดูที่ตัวเขา ระหว่างที่คนอื่นเลี้ยงดูเขา ๑๐ กว่าปีน่ะ ตัวเขาทำอะไร ตัวเขาก็เรียนรู้ฝึกฝน ทุกอย่างที่มนุษย์ได้มาในการดำเนินชีวิตนั้นมนุษย์ไม่ได้มาเปล่าๆ มนุษย์ต้องเรียนรู้ต้องฝึกหัดเอาทั้งนั้น จะกิน จะนอน ก็ต้องฝึก จะยืน จะนั่งก็ต้องหัด จะขับถ่ายก็ต้องหัด ผ่านไปปีหนึ่งจึงจะหัดเดินหัดพูด หัดทั้งนั้น ทั้งฝึกทั้งหัด ทั้งเรียนรู้ เพราะฉะนั้นการดำเนินชีวิตของมนุษย์โดยเฉพาะการดำเนินชีวิตที่ดีนั้น มนุษย์ไม่ได้มาเปล่าๆ มนุษย์ต้องลงทุนด้วยการเรียนรู้ฝึกหัดพัฒนาเอา นี้เป็นความพิเศษของมนุษย์ ทางพระพุทธศาสนาจึงกล่าวว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องฝึก คือต้องเรียนรู้ อันนี้เป็นข้อพิเศษที่แย่ของมนุษย์ เพราะสัตว์อื่นไม่ต้องฝึก มันก็อยู่ได้ เพราะฉะนั้นพิเศษในแง่นี้ คือ แย่ แต่พลิกจากที่ว่าต้องฝึก เป็นฝึกได้ ก็กลายเป็นพิเศษในแง่ดี

มนุษย์นั้นเป็นสัตว์ที่ต้องฝึก แต่พูดอีกทีพูดให้ดีคือ มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ ตอนนี้กลายเป็นดีไป ตอนที่ต้องฝึก หมายความว่าถ้าไม่ฝึกมันอยู่ไม่ได้ มันแย่กว่าสัตว์อื่น สัตว์อื่นไม่ต้องฝึกมันอยู่ได้ ทีนี้พอพลิกกลับก็กลายเป็นเก่งว่ามนุษย์นี้ฝึกได้ แต่สัตว์อื่นฝึก (แทบ)ไม่ได้ คือฝึกได้นิดหน่อย เรียนรู้ได้นิดหน่อย เช่น เอาลิงมาฝึกขึ้นต้นมะพร้าว เก็บมะพร้าวให้เจ้าของ เอาช้างมาลากซุง เล่นละครสัตว์ ก็ฝึกได้นิดหน่อย แต่มันฝึกตัวเองไม่ได้ มนุษย์ต้องฝึกให้มัน มนุษย์นี่พิเศษตรงที่ฝึกได้ คือสามารถฝึกตัวเองหัดให้พิเศษ ทำอะไรต่ออะไรก็ได้ สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ทำสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ทำให้เกิดมีโลกมนุษย์ขึ้น มีเทคโนโลยีเจริญมากมาย จนกระทั่งมีคอมพิวเตอร์ มีดาวเทียม อันนี้เป็นความพิเศษของมนุษย์ คือความสามารถของมนุษย์ที่ฝึกได้ คือเรียนรู้ได้ ฝึกฝนได้ พัฒนาได้

ทีนี้พอมนุษย์ฝึกตัวเองแล้วคราวนี้ มนุษย์ก็เดินล้ำหน้าทิ้งสัตว์อื่นชนิดไม่เห็นฝุ่นเลย มนุษย์จึงประเสริฐตรงที่ฝึกได้นี่แหละ และฝึกตัวเองได้ เรียนรู้เองได้ ไม่ต้องให้คนอื่นฝึกให้ และพอมนุษย์ฝึกตัว เรียนรู้แล้ว ทีนี้ไม่รู้จักจบเลย เพราะฝึกอย่างไรก็ได้อย่างนั้น เพราะฉะนั้นทางพระพุทธศาสนาจึงมองมนุษย์ตามหลักธรรมชาตินี้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์พิเศษที่ต้องฝึกและฝึกได้ “เมื่อฝึกแล้วจะประเสริฐที่สุด”

มนุษย์ที่ได้ฝึกตนเองเรียนรู้แล้วจะเป็นสัตว์ที่ประเสริฐจนกระทั่งไม่มีสัตว์ใดยิ่งกว่า การที่เรามีวัฒนธรรม มีอารยธรรม มีความเจริญก้าวหน้าต่างๆ ก็เพราะเรามีการเรียนรู้ฝึกฝนพัฒนา ฉะนั้นเราจึงตั้งพระพุทธเจ้าไว้เป็นแบบว่า มนุษย์ฝึกฝนตนเองได้จนกระทั่งประเสริฐอย่างนี้ แม้แต่เป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ ฝึกได้จนกระทั่งมีปัญญารู้สัจจธรรม มีคุณธรรมสูงสุด มีเมตตากรุณาเต็มที่ มีความบริสุทธิ์ มีชีวิตที่ดีงามอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นมนุษย์จึงควรคอยกระตุ้นกันไว้ คอยเตือนกันไว้ว่า อ้อ ! เราฝึกได้นะ เราควรจะพยายามพัฒนาตนเองต่อไปจนกระทั่งมีความสมบูรณ์เป็นชีวิตที่ดีงามสูงสุด โดยเอาพระพุทธเจ้าของเราเป็นตัวอย่าง ถ้าเราระลึกถึงความจริงแห่งธรรมชาติข้อนี้ เราจะเกิดจิตสำนึกในการศึกษา หรือจิตสำนึกในการฝึกตน

ที่ว่าเรียนรู้ฝึกหัดพัฒนานั้น ตัวศัพท์ ก็คือ สิกขาหรือศึกษา นั่นเอง เพราะฉะนั้นมนุษย์จะต้องตระหนักในความจริงที่ว่า ชีวิตของเราที่จะดีนั้นไม่ได้มาเปล่าๆ เราจะต้องเรียนรู้ ฝึกฝน พัฒนา ถ้าใครเรียนรู้ฝึกฝนพัฒนาตัวเองไม่หยุด เขาจะมีชีวิตที่ดีงามประเสริฐ เลิศอย่างที่สุด เราจะต้องสร้างจิตสำนึกนี้ขึ้นมาเมื่อเราเข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสถานการณ์ต่างๆ ด้วยจิตสำนึกนี้ คือด้วยท่าทีของการเรียนรู้ฝึกหัดพัฒนา แล้วเราจะมีการดำเนินชีวิตที่ดี และมีความสุขด้วย

จิตสำนึกในการศึกษาก็คือ จิตสำนึกในการฝึกฝนพัฒนาตน ว่าชีวิตของเราจะดีได้เราต้องฝึก เมื่อเจอสถานการณ์ หรือประสบการณ์ต่างๆ เราจะมองเป็นโอกาสในการฝึก ส่วนคนที่ไม่มีจิตสำนึกในการฝึกตน หรือไม่มีจิตสำนึกในการศึกษา พอเจออะไรก็ต้องการแต่ความสุขสะดวกสบายอย่างเดียว ต้องการเสพ คิดแต่จะบริโภค คิดแต่ว่ามันต้องมาบำรุงบำเรอฉัน พอไม่ได้ก็ทุกข์ พอเจออะไรต้องทำก็ฝืนใจ พอเจออะไรต้องทำหน่อย ก็ถอย เกิดความทุกข์ทันที ทีนี้มนุษย์อยู่ได้หรือโดยไม่ทำอะไร เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องทำ แต่พอจะต้องทำอะไร คนที่ไม่มีจิตสำนึกในการฝึกตน พอเจอปั๊บก็ถอยทันที เอาอีกแล้ว จะต้องทำอีกแล้ว พอจะต้องทำก็ใจไม่ดี เกิดความทุกข์ พอเกิดความทุกข์ก็ไม่เต็มใจทำ เมื่อไม่ตั้งใจทำก็ไม่ได้ผลด้วย จึงบอกว่า “งานก็ไม่ได้ผล คนก็เป็นทุกข์”

ทีนี้พอมีจิตสำนึกในการศึกษา คือจิตสำนึกในการฝึกตน ก็ถือว่าการเจอสถานการณ์อะไรที่เราจะต้องทำ ก็คือโอกาสที่เราจะได้ฝึกตนเอง เมื่อได้ฝึกตนเองเราก็จะเก่ง จะกล้า จะสามารถยิ่งขึ้น เช่น พอเจอปัญหา ก็คือโอกาสที่เราจะพัฒนา เมื่อเราสู้ปัญหา พยายามคิดแก้ปัญหาเราก็ได้ปัญญา เราก็พัฒนา แต่ถ้าเราไม่เจอปัญหา ไม่เจออะไรที่จะต้องทำ เราจะพัฒนาได้อย่างไร เราก็อยู่เท่าเดิม ดังนั้นคนจะเจริญพัฒนาจึงต้องมีสิ่งที่ต้องเจอ ต้องเผชิญ ต้องทำ ต้องแก้ไข เช่นเจอปัญหาเป็นต้น คนไหนเจอปัญหาแล้วสู้ ก็จะพัฒนาตนเอง แล้วก็จะทำสำเร็จ

ยิ่งกว่านั้น สิ่งที่เจอนั้น ถ้าง่ายเราก็ได้ฝึกตัวน้อย แต่ถ้าอะไรยากเราก็ได้ฝึกตัวเองมาก งานง่ายเราก็ได้ฝึกตัวเองนิดเดียว แต่ถ้างานยากเราก็ได้ฝึกตัวเองมาก กว่างานยากจะสำเร็จ เราก็ไปไกลเลย เพราะฉะนั้นคนที่มีจิตสำนึกในการฝึกตน จึงชอบงานยาก จิตสำนึกนี้เป็นตัววางท่าทีของจิตใจ มันเปลี่ยนความรู้สึกของคนได้ พอเจองานปุ๊บก็ดีใจ คิดว่านี่ดีแล้ว ฉันจะได้ฝึกตัว ถ้ามิฉะนั้นฉันจะพัฒนาได้อย่างไร พอเจองานยากยิ่งชอบใหญ่ว่า ฉันจะได้ฝึกตัวเองมาก ต่อไปงานง่ายไม่เอา คนประเภทนี้ ชอบแต่งานยาก พอมีงานให้เลือก งานง่ายกับงานยาก คนที่มีจิตสำนึกในการฝึกตน ฝึกมาบ่อยๆ ปรี่เข้าหางานยากเลย บอกว่า แหม ! ชอบใจเหลือเกินนะ ฉันจะได้ฝึกตัวเองมากๆ ทีนี้ก็มีแต่ได้

๑. สุขภาพจิตดี เต็มใจทำ ดีใจ มีความสุข

๒. ตั้งใจทำ ก็เลยทำได้ผลดีขึ้น

นี่คือ งานก็ได้ผล คนก็เป็นสุข

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกลัว นี่แหละ ที่ท่านบอกไว้ ธรรมชาติของมนุษย์เป็นอย่างนี้ คือเป็นสัตว์ที่ต้องฝึก เพราะฉะนั้นเราจึงต้องสร้างจิตสำนึกในการฝึกตนขึ้นมาทีนี้เจองานยาก เราไม่กลัวแล้ว พอเจอปัญหาก็ชอบเลย เพราะเป็นโอกาสที่จะได้ฝึกปัญญา ปัญหานั้นตรงข้ามกับปัญญา มันเปลี่ยนตัวอักษรกันตัวเดียวเท่านั้น ปัญหากับปัญญา ลองเปลี่ยนอักษรตัวเดียว ปัญหาก็เปลี่ยนเป็นปัญญาทันที เพราะฉะนั้น ถ้าเราเจอปัญหาเราต้องเปลี่ยนมันให้เป็นปัญญา พอเจอปัญหา เราก็บอกว่านี่คือเวทีพัฒนาปัญญา พอเราสู้ปัญหา เราก็เริ่มคิดหาทางแก้ไข ปัญญาของเราก็เจริญพัฒนาขึ้นเรื่อยๆพอปัญญามาปัญหาก็หมด ก็เลยเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา เพราะฉะนั้นสูตรของผู้มีจิตสำนึกในการฝึกตน จึงมีว่า

(๑) ยิ่งยากยิ่งได้มาก เพราะฉะนั้น จึงชอบใจนักเรื่องงานยาก

(๒) เปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา ถ้าใช้สูตรนี้ก็มีความสุขเรื่อย พร้อมกับที่ตัวคนก็พัฒนา และงานการก็ก้าวหน้าได้ผลดี ยิ่งขึ้นไป

ตอนก่อนหน้า/ตอนต่อไป<< งานจะเสียฐาน ถ้าคนเสียต้นทุนแห่งความสุข ๓ ประการ ธรรมเป็นแกนประสานให้ทุกอย่างลงตัวบังเกิดผลดีทุกประการถ้ามองวัตถุเสพเป็นจุดหมาย การทำงานก็กลายเป็นความทุกข์ ถ้ามองวัตถุเสพเป็นปัจจัย งานยิ่งได้ผลคนยิ่งเป็นสุข >>

No Comments

Comments are closed.