มนุษย์ฉลาดจึงตั้งสมมุติได้

29 พฤษภาคม 2543

มนุษย์ฉลาดจึงตั้งสมมุติได้

ถาม ทีนี้ จะทำอย่างไรให้คนรู้ว่า “ความจริง” นี้กับสิ่ง “สมมติ” มันแตกต่างกัน เพราะว่าในชีวิตประจำวันของคนเราเจอแต่สิ่งสมมติ แต่คนมายึดติดว่าเป็นความจริง ขอให้พระคุณเจ้าช่วยขยายความตรงนี้ด้วยครับ

พระธรรมปิฎก ไม่มีปัญหาอะไร ประเด็นไม่ใช่ให้รู้ความแตกต่าง แต่ให้รู้ว่าความจริงกับสมมตินั้นโยงสัมพันธ์กันอย่างไร และจะปฏิบัติต่อมันแต่ละอย่างนั้นอย่างไร

เราจะต้องเข้าใจว่า สมมติมีขึ้นก็เพื่อประโยชน์ที่จะให้มนุษย์เอาความจริงมาใช้อย่างได้ผล ฉะนั้น ในทางพุทธศาสนา “สมมติ” หรือ “สมมุติ” นี้ท่านจึงให้ความสำคัญมาก โดยถือเป็น “สัจจะ” ชนิดหนึ่ง ขออธิบายนิดหน่อยว่า สัจจะหรือความจริงนั้น ท่านจัดเป็น ๒ ระดับ คือ

  1. “สภาวสัจจะ” ความจริงที่เป็นตามสภาวะ หรือตามที่มันเป็นของมันตามธรรมชาติจะเรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” ก็ได้
  2. “สมมติสัจจะ” ความจริงตามที่มนุษย์ตกลงกัน

คำว่า “สมมติ” แปลว่า มติร่วมกัน เท่านั้นเอง คือ สมมติมาจาก “สม” กับ “มติ” สม มาจาก สํ แปลว่า ร่วมกัน หรือด้วยกัน มติก็คือ การยอมรับ การรับรู้หรือข้อตกลง เพราะฉะนั้น สมมติ ก็คือ มติร่วมกัน หรือการตกลงยอมรับร่วมกัน

ทีนี้ มนุษย์มีมติร่วมกันขึ้นมาเพื่ออะไร ก็เพราะความฉลาดของมนุษย์ที่จะเอาประโยชน์จากความจริงของธรรมชาติเท่านั้นเอง การที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ที่เรียกเต็มว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ได้ ก็เพราะมีปัญญาฉลาด ๒ ชั้น คือ

  1. รู้ความจริงที่มีอยู่ตามธรรมดาของธรรมชาติ อย่างที่ตรัสว่า “ตถาคตจะเกิดหรือไม่เกิด ความจริงก็มีอยู่ของมันตามธรรมดาอย่างนั้น” อันนี้คือความจริงขั้นสภาวสัจจะ คือ ความจริงที่มีอยู่ตามสภาวะหรือตามที่มันเป็นของมัน
  2. เมื่อรู้แล้วว่าความจริงเป็นอย่างนี้ ก็รู้ต่อไปด้วยว่า มนุษย์ก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง หรือเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มีความเป็นไปตามธรรมชาติ ชีวิตของเขาต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปตามธรรมชาติ จะต้องดำเนินชีวิตและจัดทำกิจกรรมต่างๆ โดยปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ จึงจะเกิดผลดีและเป็นผลสำเร็จได้

จากขั้นรู้ความจริง สู่ขั้นได้ประโยชน์และใช้ประโยชน์จากความจริงที่รู้ ก็ทำให้ท่านผู้เป็นมนุษย์ ผู้มีพระนามว่าเจ้าชายสิทธัตถะกลายเป็นพระพุทธเจ้า และทำงานของพระพุทธเจ้าได้สำเร็จ เริ่มตั้งแต่ยืนยันพระองค์เองได้ว่าเป็นผู้ที่มีความสุขมากที่สุด ตลอดจนจัดตั้งวางระบบต่างๆ ที่จะให้มนุษย์อื่นๆ จำนวนมากมีความสุขอย่างนั้นด้วย

ขอทบทวนว่า เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น พระองค์ก็ได้ประโยชน์แก่พระองค์เอง จากนั้นก็ทรงดำริต่อไปว่าแล้วทำอย่างไรมนุษย์ทั้งหลายจึงจะได้ประโยชน์นี้ด้วย ตอนนี้ก็ถึงขั้นจัดตั้งวางระบบในสังคมมนุษย์ขึ้น เพื่อให้มนุษย์สามารถรู้และได้ประโยชน์จากความจริงที่มีตามธรรมชาตินี้

ตอนที่จัดตั้งวางระบบเพื่อประโยชน์แก่มนุษย์ เพื่อให้มนุษย์จำนวนมากได้ประโยชน์จากความจริงแท้ของธรรมชาติด้วยนี้ ขั้นตอนนี้อยู่ในสมมติทั้งหมด เพราะฉะนั้น พุทธศาสนาจึงเต็มไปด้วยสมมติ ซึ่งเป็นเรื่องที่จัดวางขึ้นเพื่อให้มนุษย์ได้ประโยชน์จากความจริงของธรรมชาติ หรือให้สมมติสัจจะเชื่อมโยงมนุษย์เข้าถึงสภาวสัจจะ

จุดสำคัญอยู่ที่ว่า จะต้องจัดวางสมมติขึ้นบนฐานของความรู้ความจริงตามสภาวะนั้น และต้องปฏิบัติต่อสมมติให้ถูกต้องอย่างจริงจัง และปฏิบัติด้วยความรู้เท่าทันโดยไม่หลงมันเท่านั้นเอง

ถามแทรก ถ้าอย่างนั้น รู้ความจริงที่เป็นสภาวสัจจะอย่างเดียวก็ไม่ได้ประโยชน์ ต้องถึงสมมติด้วย อย่างนั้นหรือ?

พระธรรมปิฎก ได้ประโยชน์ตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ถ้ารู้สภาวสัจจะอย่างเดียว ก็ได้ประโยชน์เฉพาะตนเอง ช่วยคนอื่นกว้างขวางไม่ได้

ถ้ารู้ความจริงที่มีอยู่ตามธรรมดาของธรรมชาติด้วยตนเอง แต่รู้แล้วไม่ถนัดที่จะจัดสรรจัดตั้งวางระบบระเบียบ ก็ไม่สามารถช่วยคนอื่นให้ได้ประโยชน์ เริ่มแต่ไม่สามารถสอนเขาให้รู้ความจริงอย่างตัวเองด้วย ก็เป็นพุทธะประเภทหนึ่งเรียกว่า “ปัจเจกพุทธะ”

แต่ถ้ารู้ความจริงด้วยตนเองแล้ว ยังมีปรีชาสามารถในการจัดตั้งวางหลัก จัดสรรคำสอนระบบระเบียบต่างๆ ด้วย ก็ช่วยให้คนอื่น หมายถึงคนหมู่มาก เป็นชุมชน เป็นสังคม ได้รู้ตามและได้ประโยชน์จากธรรมคือจากความจริงนี้อย่างพระองค์ด้วย ก็เรียกว่าเป็น “สัมมาสัมพุทธะ”

เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงมีความสามารถ ๒ ขั้น คือ

ขั้นที่ ๑ ต้องรู้แจ้ง สภาวสัจจะ

ขั้นที่ ๒ ต้องเก่งในการจัดตั้งด้วยสมมติสัจจะ

ทั้งนี้เพราะขั้นสมมติก็คือ ขั้นที่จะให้มนุษย์ได้ประโยชน์ จึงต้องมาจัดตั้งวางระบบแบบแผนต่างๆ ที่เป็นสภาพเอื้อและสร้างโอกาส ซึ่งเป็นเรื่องบัญญัติทั้งนั้น บัญญัติคือการจัดตั้งเรื่องของสมมติ ซึ่งเป็นเรื่องไม่มีจริงตามธรรมชาติ แต่เป็นความสามารถของมนุษย์ที่จะได้ประโยชน์จากความจริงนั้น

ขอยกตัวอย่างเรื่องง่ายๆ ที่จะได้เห็นว่า ทั้ง ๒ อย่างต้องไปด้วยกัน เช่น ถ้ามีต้นไม้เจริญงอกงามเราเห็นว่าดี เราก็เลยต้องการให้มีต้นไม้เจริญงอกงามในวัดนี้ ทีนี้ความจริง ตามกฎธรรมชาติก็คือ ต้นไม้ที่จะเจริญงอกงาม ต้องมีดิน มีน้ำ มีปุ๋ย ถ้ามีคนมาดูแลบำรุงก็จะช่วยให้มันเจริญเติบโตงอกงาม

การที่มีคนมาตกแต่งรดน้ำดูแล เราเรียกง่ายๆ ว่าทำสวน เมื่อทำสวนแล้วต้นไม้ก็เจริญงอกงาม อันนี้ก็เป็นเรื่องของความเป็นไปตามกฎธรรมชาติ คือ การทำสวนเป็นเหตุ ต้นไม้เจริญงอกงามเป็นผล ขั้นนี้เรียกว่า “กฎธรรมชาติ”

ทีนี้ ด้วยความฉลาดสามารถของมนุษย์ มนุษย์ก็คิดหรือหยั่งเห็นว่า ถ้ารอให้ฝนมาน้ำมาตามฤดูกาล เป็นต้น เมื่อไรมันจะเจริญงอกงามได้อย่างดี มนุษย์รู้ความจริงตามกฎธรรมชาติว่า ต้นไม้จะเจริญงอกงามต้องอาศัยเหตุปัจจัยอย่างนี้ๆ และมนุษย์ก็ยังคิดต่อไปอีกว่า ถึงจะมีคนมาช่วยดูแล มารดน้ำ ใส่ปุ๋ย ฯลฯ ช่วยเกื้อหนุนธรรมชาติ โดยมาจัดสรรเหตุปัจจัยให้มัน แต่ถ้าเขาทำบ้างไม่ทำบ้าง หรือบางทีไม่มีใครมาทำ ก็จะไม่ได้ผล

ด้วยปัญญา มนุษย์ก็มองเห็นต่อไปอีกว่า ถ้าเราจัดระบบมีการแบ่งงานแบ่งการในสังคมแล้ว มันจะช่วยให้การบำรุงดูแลต้นไม้ทำสวนนี้จริงจังได้ผลดี เราก็จัดให้มีคนกลุ่มหนึ่งมาทำหน้าที่โดยเฉพาะเรียกว่า คนทำสวน

นอกจากนั้น เรารู้ด้วยว่าคนจำเป็นต้องอยู่ต้องกินต้องใช้ เดี๋ยวเขากังวล มัววุ่นวาย ก็จะทำงานไม่ได้เต็มที่ เราก็บอกว่า คุณไม่ต้องห่วงกังวล ฉันจะให้เงินคุณ คุณมีกินมีใช้ คุณก็ตั้งหน้าตั้งตาทำสวนไป

เพื่อจุดหมายที่ประสงค์คือจะให้ต้นไม้เจริญงอกงาม เราก็ตั้งกฎของมนุษย์ขึ้นมาว่า ทำสวนหนึ่งเดือน ได้เงิน ๗,๐๐๐ บาท ตอนนี้ก็เกิดกฎอย่างหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า กฎสมมติ ของมนุษย์ คือ ทำสวน ๑ เดือน ได้เงินเดือน ๗,๐๐๐ บาท ก็เป็นกฎเหมือนกัน คือ การทำสวน ๑ เดือนเป็นเหตุ และการได้เงินเดือน ๗,๐๐๐ บาท เป็นผล

อันนี้เป็นกฎเหมือนกัน เพราะมีความเป็นเหตุเป็นผล แต่เป็นกฎที่ตั้งอยู่บนสมมติคือการยอมรับร่วมกัน ถ้าไม่มีสมมติคือยอมรับร่วมกัน กฎนี้ก็หายไปเลย

พอมีกฎสมมติขึ้นมา ก็ทำให้กฎธรรมชาติดำเนินไปในทางที่ให้ผลดีอย่างมากที่สุดแก่มนุษย์ หรือทำให้มนุษย์ได้ประโยชน์มากที่สุดจากความจริงของธรรมชาติ ทั้งนี้ความมุ่งหมายที่แท้ของมนุษย์ คือ ต้องการผลตามกฎธรรมชาติ แต่เพราะความฉลาดของมนุษย์ จึงมาจัดตั้งวางระบบในหมู่มนุษย์ ด้วยการตั้งกฎสมมติขึ้นมาเกื้อหนุนเพื่อให้ได้ผลตามกฎธรรมชาตินั้น

ถ้ามนุษย์รู้เข้าใจความจริง ๒ ระดับนี้ และโยงกันได้ ก็ไม่มีปัญหาเลย คนทำสวนก็รู้ว่าผลแท้จริงที่ต้องการ คือ ผลตามกฎธรรมชาติ ว่าให้ต้นไม้เจริญงอกงาม เราได้ปัจจัยเครื่องยังชีพตามกฎสมมติของมนุษย์มาแล้ว เราก็ตั้งใจทำงานให้เต็มที่

แต่ถ้ามนุษย์แปลกแยกจากกฎธรรมชาติ ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่ตระหนักถึงความจริงและความสัมพันธ์ระหว่างสัจจะ ๒ ระดับนี้ มัวหลงติดอยู่แค่กฎสมมติของมนุษย์ เขาก็เข้าใจว่ากฎมีอยู่แค่ว่า การทำสวน ๑ เดือนเป็นเหตุ เงินเดือน ๗,๐๐๐ บาทเป็นผล ก็มองเท่านี้

ถ้าแปลกแยกอย่างนี้แล้ว เขาก็ไม่คิดไม่คำนึงว่า ต้นไม้จะเจริญงอกงามหรือไม่ เขาก็เอาแต่ให้ฉันได้เงินเดือน ๗,๐๐๐ บาทก็แล้วกัน ทีนี้เขาก็ไม่ตั้งใจทำงาน อาจจะหาทางเลี่ยงงาน หลบงาน ต้นไม้ก็ไม่เจริญงอกงาม เราก็ต้องตั้งคนคุมขึ้น ตั้งคนคุมแล้วไม่ได้ผล ก็ตั้งคุมซ้อนๆ ขึ้นไป ๑๐ ชั้น ต่างก็พากันคอรัปชั่นหมด ในที่สุดสังคมก็พังพอดี

เพราะฉะนั้น กฎสมมติคือกฎมนุษย์ กับกฎธรรมชาติ ๒ อย่างนี้ต้องประสานกัน กฎมนุษย์นี่แสดงถึงความฉลาดของมนุษย์ที่เราตั้งสมมติขึ้นมาเกื้อหนุนเพื่อให้มนุษย์ได้ประโยชน์จากความจริงของธรรมชาติ คือกฎธรรมชาติ

ถ้าสังคมมนุษย์ไม่เกิดความแปลกแยกนี้ คือ ยังเข้าถึงความจริงของธรรมชาติอยู่ พร้อมทั้งใช้สมมติจัดระบบของสังคมให้ได้ผลดีตามความจริงของกฎธรรมชาตินั้น ให้ประสานสอดคล้องกัน มนุษย์ก็จะประสบผลดีและสังคมก็จะเจริญมั่นคง

ธุรกิจ-ฝ่าวิกฤต: ตอบปัญหา-สนทนาธรรม กับ คุณอานันท์ ปันยารชุน และคณะ

วัฒนธรรมทางปัญญา เพื่อชัยชนะที่ยั่งยืน ตั้งสมมติไว้แล้ว อย่ามัวทำเหยาะแหยะ

No Comments

Comments are closed.