- จะแข่งขัน ต้องเข้มแข็ง – งานของพระ-จุดยืนของพุทธ
- มองให้กว้าง คิดให้ไกล
- กระแสโลกาภิวัตน์แรงร้าย-จะสู้ไหม?
- วัฒนธรรมทางปัญญา เพื่อชัยชนะที่ยั่งยืน
- มนุษย์ฉลาดจึงตั้งสมมุติได้
- ตั้งสมมติไว้แล้ว อย่ามัวทำเหยาะแหยะ
- ฉลาดตั้งสมมุติได้ ทำไมจะมาติดตายอยู่แค่สมมุติ
- วิกฤติท้าปัญญาไทย – ชาติไทยจะฟื้นได้ ต้องให้การศึกษาที่สร้างวัฒนธรรมทางปัญญา
- คน “เก่ง-ดี-มีความสุข” เสร็จมาจากบ้าน
- ถ้ามีการศึกษา คนจะไม่อยู่แค่รู้สึกและเสพ แต่จะก้าวสู่การสร้างสรรค์และแสวงปัญญา
- มุ่งสู่จุดหมาย – มั่นในหลักการ
- กรรมเก่า – กรรมใหม่
- อยู่เพื่อพัฒนากรรม ไม่ใช่อยู่เพื่อใช้กรรม
- โลกทัศน์เอาชนะธรรมชาติ ต้องแทนด้วยการหนุนระบบสัมพันธ์ แห่งการก้าวไปดีด้วยกัน
ตั้งสมมติไว้แล้ว อย่ามัวทำเหยาะแหยะ
ถามแทรก สมัยนี้ถือว่ามนุษย์เจริญ มีอารยธรรมสูงมากแล้ว มองจากฐานนี้ มนุษย์ปัจจุบันเป็นอย่างไร?
พระธรรมปิฎก ปัจจุบันนี้ที่น่ากลัว คือ
- มนุษย์แปลกแยกจากธรรมชาติในขั้นพื้นฐาน
- มนุษย์แปลกแยกจากกฎธรรมชาติ โดยหลงสมมติ ไม่รู้ถึงความมุ่งหมายแท้จริงที่ทำให้มีการตั้งกฎมนุษย์ขึ้นมา ทำให้โยงไม่ถึงความจริงของธรรมชาติ ก็นึกแต่เพียงว่า ฉันทำงาน ฉันจะต้องได้เงินเดือน ๗,๐๐๐ บาท เอาแค่นี้
ตอนนี้แหละที่เป็นอันตรายมาก คือ แม้แต่คำว่า “สมมติ” แกก็นึกว่า เป็นเรื่องไม่จริงไม่จัง ฉันไม่เอาด้วย ฉันไม่ติดสมมติ แต่พอปฏิบัติก็เอาอีกแหละ กลายเป็นหลงสมมติ เห็นสมมติเป็นเรื่องจริง เลยไปกันใหญ่ เรียกว่าหลงสองชั้น
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้รู้ว่า การที่เราวางสมมติ ก็เพราะเราต้องการผลตามกฎธรรมชาติ เพราะฉะนั้น จึงมีเหตุผล คุณต้องปฏิบัติตามกฎสมมติให้จริงจัง
อย่างพระนี่อยู่กับวินัย ซึ่งเป็นสมมติทั้งสิ้น พระเองทั้งตัว ก็เป็นพระโดยสมมติ คือเป็นพระขึ้นมาโดยมติร่วมกัน ตั้งต้นแต่การตกลงยอมรับของที่ประชุมสงฆ์ เมื่อเข้าสู่การอุปสมบท ก็เป็นพระภิกษุขึ้นมาโดยเรายอมรับกัน
เมื่อเป็นพระภิกษุแล้ว กฎแห่งวินัยก็บัญญัติว่า ถ้าภิกษุทำอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นการล่วงละเมิด เป็นอาบัติ คือเป็นความผิดนั้นๆ ล้วนแต่สมมติที่ต้องเอาจริงทั้งนั้น
สมมติก็จัดวางโดยบัญญัติ บัญญัติก็ตั้งอยู่บนสมมติ เมื่อยอมรับร่วมกัน บัญญัติก็อยู่ได้ ต่างจากการกระทำตามความจริงของธรรมชาติ ซึ่งไม่ขึ้นต่อสมมติ มติร่วมกันของมนุษย์ไม่เกี่ยว กฎของธรรมชาติไม่เข้าใครออกใคร เป็นของมันอย่างนั้น คือกฎธรรมชาติ เป็นไปตามสภาวะ
พระพุทธเจ้าเวลาตรัสถึงธรรมคือความจริงของธรรมชาติ พระองค์จะตรัสว่า “แสดงธรรม” แต่ถ้าพูดถึงวินัย คือการจัดตั้งวางระบบในสังคมมนุษย์ที่เป็นสมมติ จะเรียกว่า “บัญญัติวินัย”
เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาจึงมีองค์ประกอบ ๒ ส่วน คือ
- ธรรม คือความจริงของธรรมชาติ ความเป็นจริงที่มีตามสภาวะของมัน ใครจะเป็นอย่างไร ไม่เป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขา ธรรมชาติไม่เกี่ยว ก็เป็นของมันอย่างนั้น
- วินัย คือการที่รู้ความจริงของกฎธรรมชาติแล้ว และรู้ความมุ่งหมายของมนุษย์ว่าเราต้องการผลอย่างไรแล้ว ก็จึงจัดตั้งวางระบบขึ้นมาให้สอดคล้องตามกฎธรรมชาติที่จะให้มนุษย์ได้ประโยชน์จากธรรมอย่างเต็มที่ ก็เกิดเป็นวินัย เป็นระบบการจัดตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องบัญญัติทั้งหมด และตั้งอยู่บนสมมติ คือการยอมรับร่วมกัน ถ้าไม่ยอมรับก็เหลว
ถาม ทำไมในชีวิตความเป็นจริงนี่ เรียกว่าร้อยละ ๙๙ ในชีวิตมนุษย์นี่สมมติทั้งนั้นเลยนะครับ มนุษย์กำหนดขึ้นมา
พระธรรมปิฎก อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา เพราะมนุษย์สร้างวัฒนธรรมอารยธรรมขึ้นมาเป็นโลกมนุษย์ซ้อนอยู่บนโลกธรรมชาติ โลกมนุษย์คือสังคมเป็นเรื่องของสมมติทั้งนั้น ขณะที่ธรรมชาติเป็นเรื่องของสภาวะ
ถ้าเข้าถึงความจริงแล้วสมมติก็ไม่เป็นไร ก็คือความฉลาดของมนุษย์อย่างที่ว่าไปแล้ว อย่างชื่อเราก็สมมติ ถ้าคนอื่นเขาไม่ยอมรับ เขาไม่เรียกตาม ก็ดี หรือมีกฎหมายบัญญัติว่าต้องแจ้งให้ได้รับอนุมัติจากราชการแต่ชื่อที่เราเรียกตัวเองนั้นราชการไม่ยอมรับก็ดี ก็เหลวหมดใช่ไหม เพราะมันไม่มีจริง แต่เกิดจากความฉลาดของมนุษย์ ที่เก่งในสมมติ
เมื่อจะให้มีผลจริงเราก็ต้องทำให้ถูกตามสมมติ คือตามที่ตกลงยอมรับกันนั้น โดยรู้ความจริง รู้เหตุ รู้ผล เรียกว่าทำตามมันอย่างรู้เท่าทัน และไม่หลงติดมัน
ศัพท์ของพระท่านเก่งนักในเรื่องสมมติ คือเรื่องของวินัย ซึ่งกำหนดว่า พระอยู่ร่วมกันจะต้องมีการจัดระบบความเป็นอยู่ เช่นเรื่องอาหาร ปัจจัยสี่ ต่างๆ พระมีจีวร ท่านบอกว่าให้มีชุดเดียว ๓ ผืนประจำตัว ถ้ามีอีกชุดหนึ่งท่านเรียกว่า อดิเรก เป็นส่วนเกิน จะเก็บไว้ได้เพียงในเวลาจำกัด เกินกว่านั้นมีความผิด
ทีนี้ มีผ้ามีจีวรมาสู่วัดมาก คนถวายมาก จะทำอย่างไร วินัยคือกฎของระบบจัดตั้ง ก็กำหนดหรือตราไว้ว่า ให้พระภิกษุทั้งหลายประชุมกัน “สมมติ” คือเลือกตั้งพระองค์หนึ่งขึ้นมาทำหน้าที่เก็บจีวร โดยอาจจะมีห้องมีโรงเก็บ แล้วก็สมมติ คือเลือกตั้งภิกษุอีกองค์หนึ่งเป็นผู้แจก
พระที่ทำหน้าที่เก็บจีวรเรียกว่า “จีวรนิทหกะ” พระที่ทำหน้าที่แจกจีวรเรียกว่า “จีวรภาชกะ” ๒ องค์ทำคนละหน้าที่ องค์ที่เก็บจะแจกไม่ได้ องค์ที่แจกก็ไม่ได้เป็นผู้เก็บ อย่างนี้เป็นต้น เป็นเรื่องสมมติที่ต้องเอาจริงทั้งนั้น
ถาม เหมือนอย่างพวกนักธุรกิจ ที่มีอำนาจสั่งจ่ายก็เขียนเช็คไม่ได้ มีการคานอำนาจกัน
พระธรรมปิฎก ท่านกำหนดด้วยว่า พระที่จะตั้งขึ้นมาให้ทำหน้าที่เหล่านี้ ต้องมีคุณสมบัติหลักเหมือนกัน ๔ ประการ คือ
- ไม่มีฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรัก หรือชอบ
- ไม่มีโทสาคติ ลำเอียงเพราะไม่ชอบ หรือชัง
- ไม่มีโมหาคติ ลำเอียงเพราะเขลา ไม่รู้เรื่อง
- ไม่ภยาคติ ลำเอียงเพราะขลาด หรือกลัว
นอกจากไม่มีอคติแล้วก็ต้องมีคุณสมบัติเหมาะกับหน้าที่นั้นๆ
โดยเข้าที่ประชุม พระภิกษุองค์หนึ่งก็เสนอว่า พระองค์นี้มีคุณสมบัติเหมาะจะทำหน้าที่นี้ ที่ประชุมก็พิจารณาว่าจะเอาไหม ถ้าเอาก็ตกลงสวดประกาศ เรียกว่า “สมมติ” พระภิกษุรูปนั้นก็ได้รับสมมติ คือมติร่วมกัน ให้เป็นผู้ทำหน้าที่แจกจีวรเป็นต้น นี้สมมติทั้งนั้น คือเป็นไปตามมติร่วมกัน
แต่ในภาษาไทยเรานำคำว่าสมมติมาใช้ในความหมายว่า ติ๊งต่าง คนละความหมาย เลยไม่รู้เรื่องกัน
เวลาผูกสีมาวัด คือกำหนดเขตชุมนุมสงฆ์ ท่านก็เรียกว่าสมมติทั้งนั้น สมมติก็คือมติร่วมกัน ก็คำเดียวกันหรือคำเดิมของ “เลือกตั้ง” นั่นเอง คือเป็นไปโดยมติร่วมกัน หมายความว่า เรายอมรับร่วมกันว่าให้คุณคนนี้ ไปทำหน้าที่นี้ หรือให้ใช้วัตถุสถานที่ เป็นต้นนี้ ตามมติที่ได้ตกลงกันนี้
พระองค์ไหนจะมาทำหน้าที่อะไร จะใช้อาคารนี้ทำกิจการอะไร เป็นเรื่องสมมติทั้งนั้น และก็เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติกันอย่างจริงจังทั้งนั้น แต่เวลานี้มันคลาดเคลื่อนไปหมด
ขอย้ำว่าสมมติเป็นเรื่องสำคัญที่แสดงความฉลาดของมนุษย์ ความสามารถของมนุษย์อยู่ที่ว่าตั้งสมมติได้บัญญัติขึ้นจากสมมติได้ แต่ต้องฉลาดอีกขั้นให้ตลอดสาย คือโยงไปถึงความจริงของธรรมชาติได้ด้วย
พอโยงด้วยปัญญาถึงความจริงของธรรมชาติได้แล้วก็ปฏิบัติได้ประโยชน์จริงด้วย ตัวเองก็ไม่ติดหลงในสมมตินั้นด้วย

No Comments
Comments are closed.