สันโดษ พัฒนาคนให้พ้นจากสุขด้วยเสพ ขึ้นสู่สุขจากการทำงานสร้างสรรค์

3 เมษายน 2539

สันโดษ พัฒนาคนให้พ้นจากสุขด้วยเสพ
ขึ้นสู่สุขจากการทำงานสร้างสรรค์

ทีนี้เราพัฒนาต่อไป ใครทำได้ ก็ลองดูนะ รักษาศีล ๘ เพียง ๘ วันครั้งเดียว ไม่ยากหรอก แต่คุณค่าเหลือคุ้ม เพราะทำให้รักษาอิสรภาพของชีวิตไว้ได้ และทำให้เป็นคนสุขง่ายด้วยวัตถุน้อย แถมยังดีต่อสุขภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิต ทำให้ใช้เวลาอย่างเป็นประโยชน์มากขึ้นอีกด้วย ถึงตอนนี้ก็ไปเชื่อมกับหลักธรรมหรือหลักปฏิบัติอีกข้อหนึ่ง ที่เรียกว่า “สันโดษ”

สันโดษนี้ในสังคมไทย ยังเข้าใจผิดมาก สันโดษ คืออะไร? ลองถามหลายท่าน ให้ความหมายไม่ถูก บางคนบอกว่า คนสันโดษ คือ คนที่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับใคร อยากปลีกตัวอยู่เงียบๆ คนเดียว ไม่ใช่นะ อันนี้ไม่ใช่สันโดษ การปลีกตัวอยู่สงบนั้น เรียกว่า วิเวก สันโดษไม่ใช่อย่างนั้น สันโดษ แปลให้ถูกว่า ความยินดีในของของตน คือ มีเท่าไร พอใจเท่านั้น ได้เท่าไรพอใจเท่านั้น แล้วก็มีความสุขได้ด้วยสิ่งที่ได้มาเป็นของตน เท่าที่มีที่ได้ อย่างนี้เรียกว่า สันโดษในความหมายพื้นๆ

สันโดษทำให้เป็นคนสุขง่ายด้วยวัตถุน้อย ส่วนคนที่ไม่สันโดษก็คือ คนที่จะสุขต่อเมื่อได้มากที่สุด แต่ที่สำคัญก็คือ คนที่ไม่สันโดษนั้น ความสุขอยู่กับสิ่งที่ยังไม่ได้ คนที่ไม่สันโดษ จะมีลักษณะที่ว่า ต้องมีสิ่งเสพมากที่สุด ต้องได้มามากที่สุด ต้องได้อีกๆ จึงจะสุข เพราะฉะนั้นความสุขจึงอยู่กับสิ่งที่ยังไม่ได้ คนพวกนี้ก็จะวิ่งหาความสุข วิ่งตามความสุขไม่ถึงสักที เพราะความสุขอยู่กับสิ่งที่ยังไม่ได้

ตอนนี้ขอแทรกหน่อยว่า สันโดษนี้ไม่ใช่เพื่อความสุข ถ้าสันโดษเพื่อความสุขจะพลาด คนที่สันโดษจะสุขง่ายด้วยวัตถุน้อย เพราะว่าได้เท่าไรก็พอใจแล้วก็มีความสุข แต่ถ้าเขาพอใจแล้วมีความสุข นึกว่าแค่นั้น ก็จบ ก็นอนเท่านั้นเอง ทีนี้ก็สบายแล้ว ได้มาเท่าไรพอใจแค่นั้นก็สบายแล้ว มีความสุขได้แล้ว ก็นอนสิ ถ้าอย่างนี้ก็สันโดษขี้เกียจ ผิด ธรรมะของพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนไว้เพื่ออย่างนี้

สันโดษไม่ใช่เพื่อความสุข ความสุขเป็นผลพลอยได้ที่ตามมาเองของสันโดษ แต่สันโดษมีความมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ก้าวไปในกระบวนการพัฒนาตนของมนุษย์

ธรรมะของพระพุทธศาสนานี้ มีวิธีมองความหมายง่ายๆ คือ ธรรมทุกข้อ แต่ละข้อๆ เป็นองค์ประกอบอยู่ในระบบการฝึกฝนพัฒนามนุษย์ที่ท่านเรียกว่า “ไตรสิกขา” สิกขา คือ การศึกษา ชีวิตมนุษย์นั้นเป็นชีวิตแห่งการศึกษาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ธรรมะทุกข้ออยู่ในกระบวนการฝึกฝนพัฒนามนุษย์นี้ มันอยู่ในระบบที่สัมพันธ์ส่งผลต่อกัน เราจะต้องมองต้องคอยถามว่า เอ ! ธรรมะข้อนี้จะส่งผลต่อการปฏิบัติ ให้ก้าวหน้าไปในกระบวนการพัฒนาชีวิตอย่างไร ถ้ามันทำให้หยุดก็แสดงว่า ผิดแล้ว เพราะฉะนั้น สันโดษจะต้องส่งผลช่วยให้เราก้าวต่อไปในกระบวนการพัฒนาชีวิต จึงต้องถามว่ามันส่งผลอย่างไร เอาละ ทีนี้มาดูกัน

ดูคนไม่สันโดษก่อน คนที่ไม่สันโดษ ไม่พอใจในสิ่งที่ได้ ความสุขอยู่กับสิ่งที่ยังไม่ได้ หวังความสุขจากสิ่งเสพบำรุงบำเรอมากขึ้นยิ่งขึ้นไป ใจของเขาก็ไปอยู่ที่สิ่งเสพบำรุงบำเรอ คิดว่าพรุ่งนี้จะไปกินที่ไหน จะไปกินเหลาไหนอร่อย จะกินอาหารชนิดไหน ใจมันนึกคิดอยู่แค่นี้

๑. ใจ : ก็ครุ่นคิดอยู่กับเรื่องสิ่งเสพและการหาเสพ

๒. เวลา : ก็ใช้ไปในการหาความสุขจากวัตถุเสพ

๓. แรงงาน : ก็ใช้หมดไปกับการหาสิ่งเสพบำรุงบำเรอ

เป็นอันว่าเวลา แรงงาน และความคิดของคนไม่สันโดษ หมดไปกับการเที่ยวโลดแล่นหาสิ่งบำเรอความสุข นี่หนึ่งแล้ว แต่หนึ่งยังไม่พอ สอง… เวลานั้นไม่พอหาสิ่งเสพ ก็เบียดบังเวลาที่จะทำงานไปอีก สาม…เงินไม่พอ เพราะว่าสิ่งเสพต้องใช้เงิน ซื้อหามากขึ้นๆ ยิ่งของหรูหราฟุ่มเฟือยโก้เก๋ตามค่านิยม ก็ยิ่งมีราคาแพง เมื่อเงินไม่พอแล้วจะทำอย่างไร ก็ทุจริตซิ เอาอีก …ยุ่งแล้วนะ แล้วนอกจากนั้น สี่… เพราะว่าความสุขไปอยู่ที่การเสพวัตถุ แกก็ทำงานด้วยใจไม่เป็นสุข แกจะต้องสุขจากการหาสิ่งเสพ เมื่อต้องมาทำงานแกก็ทรมานใจเต็มที ดังนั้นแกก็ทำงานด้วยความทุกข์ทรมาน นี่แกเสียกี่อย่างแล้ว ลองดู

๑. สุขจากวัตถุ แกก็ยังไม่ได้ เพราะแกทะยานไล่หาความสุขที่อยู่กับสิ่งเสพที่ยังไม่ได้

๒. เวลา แรงงาน ความคิด และเงินของแก
ก) หมดไปกับสิ่งเสพและการหาสิ่งเสพนั้น
ข) เมื่อเวลาไม่พอ ก็ต้องเบียดบังเวลาทำงาน ทำให้งานเสียอีก
ค) เมื่อเงินไม่พอหาซื้อสิ่งเสพ ก็อาจจะต้องทุจริตด้วย

๓. ใจเร่าร้อนรอเวลาหาสิ่งเสพ ใจไม่อยู่กับงาน ไม่ตั้งใจทำงาน แกก็ทำงานนั้นด้วยความทุกข์ทรมานใจ ไม่มีความสุข และไม่มีสมาธิในการทำงาน

ทีนี้ในทางตรงข้ามคนที่สันโดษเป็นอย่างไร พอสันโดษในสิ่งที่ได้ ที่มี มีเท่าไรแกก็สุขได้ทั้งนั้น หนึ่ง… สุขจากวัตถุ แกมีแล้ว สอง… แกสงวนเวลา แรงงาน ความคิด ไว้ได้หมด เวลาแกก็ไม่ต้องเอาไปใช้ในการเที่ยวว่อนหาสิ่งเสพบำรุงบำเรอตัวเอง แรงงานก็ไม่ต้องเสียไปกับเรื่องพวกนี้ และความคิดก็ไม่ต้องมัวครุ่นอยู่กับเรื่องอย่างนี้ แกก็เอาเวลา แรงงาน และความคิดนั้น มาทุ่มให้กับงานที่ทำ งานการ หน้าที่ การสร้างสรรค์ที่แกทำอยู่ แกเอาเวลา แรงงาน และความคิดทุ่มให้หมด เงินที่ได้รับ เช่น เงินเดือน ก็เพียงพอที่จะเก็บออมไว้ และนำไปใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ชีวิตตนเอง ดูแลครอบครัว และช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์หรือเกื้อหนุนสังคม นอกจากนั้นที่สำคัญมากก็คือ แกมีความสุขจากการทำงานอีกด้วย ทีนี้ก็ได้หมดเลย กี่อย่างนะ

๑. สุขจากวัตถุ ก็มีเต็มที่

๒. ได้เวลา แรงงาน และความคิดมาทุ่มให้กับการทำงาน

๓. ประหยัดเก็บออมทรัพย์ไว้ได้ มีเงินมีเวลาที่จะดูแลครอบครัว และเกื้อหนุนสังคม

๔. เวลาทำงานก็มีความสุข เพราะสุขจากการทำงานด้วยใจรักและมีสมาธิ งานก็ได้ผลดียิ่งขึ้น

พูดไปแล้วว่า สุขจากการทำงาน เพราะทำงานด้วยความรู้เข้าใจความหมายและความมุ่งหมายของการทำงาน บวกด้วยสุขจากการเรียนรู้ในการทำงาน แถมด้วยสุขจากการที่ได้ฝึกฝนพัฒนาตนเอง ซึ่งทำให้ชีวิตของเราเจริญพัฒนาดีขึ้น มีความรู้ความสามารถเป็นต้นมากขึ้น แล้วยังสุขจากปีติความอิ่มใจที่ได้มองเห็นคุณค่าประโยชน์ของงานนั้นในการสร้างสรรค์ชีวิตและสังคม ดังนั้นความสุขในการทำงานก็ยิ่งเพิ่มพูน สุขสมบูรณ์ ทั้งสุขจากวัตถุก็พอแล้ว และงานการก็ได้ผล ทุกอย่างดีไปหมด สันโดษที่แท้เป็นอย่างนี้ นี่คือสันโดษ

หลักการของสันโดษคือ เพื่อจะออมหรือสงวนเวลา แรงงาน และความคิดไว้ แล้วเอามาใช้ในการ “ทำ” คือในการสร้างสรรค์ ทำสิ่งที่ดีงาม ทำหน้าที่การงาน เท่านั้นเอง เป้าหมายอยู่ที่นี่ แต่ผลพลอยได้คือ พลอยมีความสุขไปด้วย

ตอนก่อนหน้า/ตอนต่อไป<< ต้องรักษาอิสรภาพของชีวิตไว้ จึงจะพัฒนาความสุขต่อไปได้ไม่สันโดษมาขานรับกับสันโดษเมื่อใด เมื่อนั้นเมืองไทยจะก้าวไกลในการพัฒนา >>

No Comments

Comments are closed.