ไม่สันโดษมาขานรับกับสันโดษเมื่อใด เมื่อนั้นเมืองไทยจะก้าวไกลในการพัฒนา

3 เมษายน 2539

ไม่สันโดษมาขานรับกับสันโดษเมื่อใด
เมื่อนั้นเมืองไทยจะก้าวไกลในการพัฒนา

เมื่อสอนให้สันโดษในสิ่งเสพแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนต่อว่า ท่านจะต้องไม่สันโดษในกุศลธรรม พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนแต่สันโดษ คือ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนแค่สันโดษเฉยๆ สันโดษต้องมีตัวตามว่า สันโดษในอะไร และไม่ใช่สันโดษแล้วอยู่เฉยๆ สันโดษอย่างนั้นเป็นสันโดษเลื่อนลอย และผิด สันโดษ ต้องตามด้วยคำว่า “ในสิ่งเสพ” หรือ “ในวัตถุบริโภค” แล้วก็ทรงสอนคู่กันไว้ด้วยว่า จะต้องไม่สันโดษ “ในกุศลธรรม” คือในการสร้างสรรค์สิ่งดีงาม ถ้ากลับกันก็ผิดทันที คือ ถ้าคนไหนสันโดษในกุศลธรรม หรือสันโดษในสิ่งดีงามหรือในหน้าที่การงาน เป็นต้น ก็ผิดทันที การสร้างสรรค์สิ่งดีงามนั้นจะหยุดไม่ได้เลย

พระพุทธเจ้าตรัสรู้เพราะไม่สันโดษ ไม่ต้องมัวเถียงนะ ไปดูพระไตรปิฎกเลย พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ที่เราตรัสรู้นี้ได้เห็นคุณค่าของธรรม ๒ ประการ”

๑. ความไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย

๒. ความเพียรไม่ระย่อ

พระพุทธเจ้าทรงมีพระทัยเด็ดเดี่ยว เข้มแข็งอย่างยิ่ง ถ้าทรงมองเห็นเป้าหมายอะไรว่า เป็นจริง ดีงามแท้ ถูกต้องตามเหตุ ตามผล พระองค์ไม่มีสันโดษ ไม่มีหยุดยั้ง ไม่มีระย่อ ทรงอุทิศชีวิตให้เลย ถ้าพระพุทธเจ้าสันโดษ เราก็ไม่ได้เจอพระพุทธเจ้าแล้ว

เพราะพระพุทธเจ้าไม่สันโดษ จึงเสด็จออกไปบำเพ็ญเพียรแสวงหาสัจจธรรม ไปเข้าสำนักไหน เรียนจนอาจารย์สำนักนั้นหมดความรู้ อาจารย์สำนักนั้นก็ชอบ ชวนให้อยู่ด้วย มาสอนลูกศิษย์ด้วยกัน ถ้าพระพุทธเจ้าสันโดษก็ทรงพอพระทัยว่า เอ้อ… เราเรียนจบแล้วนะ ดีใจ ภูมิใจ พอ…ก็จบกัน ก็ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า นี่ยังไม่ถึงจุดหมาย ไม่เอา…ไปต่อ ทรงลาอาจารย์ ไปสำนักโน้น จบความรู้อาจารย์แล้วก็ไม่พอ ไปต่ออีก จนกระทั่งบรรลุจุดหมาย ฉะนั้น ในแง่กุศลธรรม สิ่งสร้างสรรค์ดีงามหรือหน้าที่แล้ว พระพุทธเจ้าไม่มีสันโดษ แต่พระพุทธเจ้าทรงสันโดษในสิ่งเสพ

สันโดษในสิ่งเสพ กับไม่สันโดษในกุศลธรรมนี้ มันมารับกันเลย พอสันโดษในสิ่งเสพก็ออมเวลา แรงงาน และความคิดมาทุ่มให้กับการไม่สันโดษในกุศลธรรม ก็ก้าวหน้ากันใหญ่ งานการก็เดินดี ฉะนั้นเราจะเห็นว่า มหาบุรุษทั้งหลายเป็นคนสันโดษในสิ่งเสพ และไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งนั้น ไม่ว่านักค้นคว้า นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ต้องเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น อย่างไอน์สไตน์นี่ แกสันโดษในวัตถุบริโภคและสิ่งเสพ แกไม่เอาเรื่องเลย แกไม่สนใจว่าจะหาสิ่งเสพบำรุงบำเรอ จะไปหาอะไรอร่อยกินที่ไหน ไอน์สไตน์ไม่วุ่นวายด้วย แต่ไอน์สไตน์คิดไม่หยุด จะค้นหาความจริงอย่างไร อย่างนี้ แกไม่ยอมหยุด แกไม่สันโดษเลยในกุศลธรรมคือการหาความรู้สร้างปัญญา

ทีนี้ คนที่ไม่ได้เรื่องนั้นมันตรงกันข้าม ในสิ่งเสพ ไม่สันโดษ แต่ในกุศลธรรม สิ่งสร้างสรรค์ กลับไปสันโดษ ก็ตัน กลายเป็นคนประมาท พระพุทธเจ้าตรัสเรียกคนที่สันโดษในกุศลธรรมว่า เป็นคน “ประมาท” ขนาดอริยบุคคล เป็นโสดาบัน เป็นสกทาคามีแล้ว บรรลุคุณธรรมชั้นสูง แล้วพอใจว่า แหม! เราได้บรรลุคุณธรรมพิเศษแล้วนะ เกิดความภูมิใจพอใจขึ้นมา พระพุทธเจ้าติเตียนทันทีเลยว่า “เธอเป็นปมาทวิหารี” คือเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องความดีงามนี้หยุดไม่ได้ ต้องทำยิ่งๆ ขึ้นไป

มีพุทธพจน์แห่งหนึ่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราไม่สรรเสริญแม้แต่ความตั้งอยู่ได้ในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่ต้องพูดถึงความเสื่อมถอยจากกุศลธรรม เราสรรเสริญอย่างเดียวแต่ความก้าวหน้าต่อไปในกุศลธรรมทั้งหลาย” นี่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ เพราะฉะนั้น ต้องต่อ ถ้าปฏิบัติถูกต้องแล้วทุกอย่างก็รับกันหมด เราจะต้องพัฒนาตนให้เป็นคนสุขง่ายด้วยวัตถุน้อย ถ้าคนไหนปฏิบัติตามหลักสันโดษแล้ว เขาจะเป็นคนสุขง่ายด้วยวัตถุน้อย ซึ่งจะยิ่งทำให้เป็นคนที่มีความสุขได้มากมายและการทำงานทำหน้าที่ก็ยิ่งมาเพิ่มความสุขให้เขาอีก พร้อมทั้งผลดีก็เกิดขึ้นแก่ส่วนรวมด้วย

ถึงตอนนี้ น่าจะสรุปเรื่องสันโดษไว้สักหน่อย สันโดษที่ใช้ทั่วไปหมายถึง สันโดษในสิ่งเสพหรือวัตถุบริโภค เป็นข้อปฏิบัติขั้นเตรียมความพร้อมในการพัฒนาคน ช่วยให้คนพัฒนาผ่านพ้นชีวิตในขั้นหาสุขจากการ “ได้” และการ “เสพ” เพื่อก้าวเข้าสู่ชีวิตในขั้นที่มีความสุขจากการ “ทำ” หรือสุขจากการศึกษาและ “สร้างสรรค์”

ความสันโดษและไม่สันโดษ (ในวัตถุบริโภคหรือสิ่งเสพ) ความสันโดษที่ผิดและสันโดษที่ถูก มีผลต่างกันในแง่ความสุข ดังนี้

๑. ไม่สันโดษ → ความสุขที่ไม่มาถึง + ชีวิตและสังคมที่เหลวแหลก

๒. สันโดษเลื่อนลอย → ความสุข + ความเกียจคร้านด้อยพัฒนา

๓. สันโดษเพื่อออมพลัง → ความสุข + การสร้างสรรค์

เป็นอันว่าถึงตอนนี้เราประสานได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบ ๓ หรือ ๔ ก็ตาม คือประสานงาน เงิน และความสุขให้กลมกลืนเป็นอันเดียวกันได้ ถ้าองค์ ๔ ก็เป็นงาน เงิน ความสุขของตน และประโยชน์ของสังคม ประสานให้งานกลายเป็นความสุข ไม่ใช่งานเป็นความทุกข์ ไม่ใช่งานต้องบันดาลสุขโดยผ่านเงิน ไม่ต้องรอให้ผ่านพ้นงานมาได้เงินก่อนแล้วจึงจะเป็นสุข คราวนี้งานเป็นความสุขเลย พองานเป็นความสุขแล้ว เงินก็เป็นส่วนแถมมาเสริมสุขอีก งานก็เป็นสุข เงินก็เป็นสุข คราวนี้สบาย ๒ ชั้นเลย งานก็สุขอยู่แล้วยังแถมเงินมาเสริมสุขอีก และสุขในงานนั้นก็ทำให้ทำงานได้ผลดีเป็นประโยชน์แก่สังคมยิ่งขึ้นด้วย สอดคล้องกันโดยสมบูรณ์ แต่ถ้าคนไหนคอยรอหวังสุขจากเงิน คนนั้นแย่ มีแต่ลบตลอดเวลา มีแต่ถอย ไม่มีบวกเลย

เพราะฉะนั้นจะต้องพัฒนาคน พัฒนาตนให้ถูกทาง โดยเฉพาะความสันโดษในวัตถุเสพบริโภค ที่ประสานกับความไม่สันโดษในการทำงานสร้างสรรค์นี้ ต้องถือว่าเป็นหัวใจของการแก้ปัญหาการพัฒนาของประเทศไทย ถ้าคนไทยเข้าใจและปฏิบัติได้ตามหลักการนี้ จะต้องการความสำเร็จในการพัฒนาประเทศระดับไหนก็ได้ แม้จะเป็นผู้นำในประชาคมโลก ก็ไม่ไกลเกินเอื้อม หรือพูดให้ถูกว่า ไม่ยากแต่อย่างใดเลย

ตอนก่อนหน้า/ตอนต่อไป<< สันโดษ พัฒนาคนให้พ้นจากสุขด้วยเสพ ขึ้นสู่สุขจากการทำงานสร้างสรรค์วัดความสำเร็จที่ไหน? ได้กำไรสูงสุด หรือช่วยให้มนุษย์มีชีวิตและสังคมที่ดี >>

No Comments

Comments are closed.