จริยธรรมเชิงลบ ตั้งอยู่บนฐานของการป้องกันตัวจริยธรรมเชิงบวก ตั้งอยู่บนฐานแห่งการพัฒนาตัวของมนุษย์

28 สิงหาคม 2536

จริยธรรมเชิงลบ ตั้งอยู่บนฐานของการป้องกันตัว
จริยธรรมเชิงบวก ตั้งอยู่บนฐานแห่งการพัฒนาตัวของมนุษย์

มนุษย์ที่พัฒนาดีแล้วจะค่อยๆ หลุดพ้นไปจากสิ่งที่ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า มัจฉริยะ คือความหวงแหนแบ่งแยกกีดกันกัน ๕ ประการ ตามหลักนี้ เราจะมองเห็นลักษณะของมนุษย์ที่พัฒนาแล้ว ในแง่ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ได้ด้านหนึ่ง คือการที่เขามีมัจฉริยะหรือความหวงแหนกีดกันแบ่งแยกนี้ลดน้อยลงไป มัจฉริยะ ๕ คือ

๑. ความหวงแหนกีดกัน เกี่ยวกับเรื่องที่อยู่อาศัย ประเทศ ท้องถิ่น ดินแดน

๒.การหวงแหนกีดกัน เกี่ยวกับเรื่องพรรคพวก พงศ์เผ่า เหล่ากอ หรือชาติพันธุ์ เช่น ethnic groups และ religious groups ต่างๆ

๓.ความหวงแหนกีดกัน เกี่ยวกับเรื่องลาภ ทรัพย์ สมบัติ และผลประโยชน์ต่างๆ

๔.ความหวงแหนกีดกัน เกี่ยวกับเรื่องชั้นวรรณะ ผิวพรรณ จำพวก class, caste ตลอดจน colour

๕. ความหวงแหนกีดกัน ในเรื่องของวิทยาการ ความรู้ คุณพิเศษ วุฒิ ความดีงาม ความก้าวหน้าในทางภูมิธรรมภูมิปัญญา และความสำเร็จต่างๆ

ในการศึกษา เมื่อมีการพัฒนามนุษย์ มนุษย์ที่พัฒนาแล้วจะต้องมีลักษณะในด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ที่มีมัจฉริยะเหล่านี้ลดน้อยลงจนกระทั่งหมดไปในที่สุด เพราะฉะนั้น เราจึงสามารถดูมนุษย์ว่ามีความเจริญหรือพัฒนาสักแค่ไหน จากการแสดงออกของมัจฉริยะในความสัมพันธ์ระหว่างกัน

บัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องกำจัดมัจฉริยะ คือความใจแคบทั้ง ๕ อย่างนี้ให้ได้ โลกจึงจะปลอดภัยจากการกีดกันทำลายกันระหว่างหมู่ระหว่างพวก แต่แนวโน้มเวลานี้ดูเหมือน จะเป็นไปในทางตรงข้าม อย่างที่บอกแล้วว่าโลกเจริญไปภายนอกในด้านเทคโนโลยี เป็นต้น ที่ทำให้มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกันในโลกที่แคบเข้า ทั้งโลกติดต่อทั่วถึงกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ภายในทางด้านจิตใจของมนุษย์ไม่ได้พัฒนา มนุษย์ยังมากไปด้วยความรู้สึกที่จะแยกกลุ่มแยกพวก เป็นกลุ่มศาสนา กลุ่มเชื้อชาติต่างๆ ในแต่ละพวกก็คิดจะผนึกกำลังของตน ด้วยความรู้สึกเกลียดชังหรือรังเกียจพวกอื่น มีแต่จิตใจที่จะแข่งขันหรือสู้รบกัน ไม่มีจิตใจที่จะอยู่ร่วมกัน มีแต่ความรู้สึกที่จะต้องได้เปรียบเหนือกว่าผู้อื่น หาทางครอบงำผู้อื่น กลายเป็นว่ามีการพัฒนามนุษย์ไปในแนวทางของการแบ่งแยกและสร้างความเข้มแข็งในการที่จะแข่งขันต่อสู้กัน ไม่ได้พัฒนาแนวความคิดความรู้สึกที่จะรักและอยู่รวมกัน จึงเป็นการสวนทางกับสภาพรูปธรรมของความเจริญในด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับข่าวสารข้อมูลและการสื่อสารคมนาคม

เนื่องจากความคิดหลักของคนในโลกปัจจุบันนี้ เป็นเรื่องของการแบ่งแยกตัวออกเป็นเราเป็นเขา และมุ่งที่จะแข่งขันต่อสู้ปกป้องตัว เชิดชูตัวขึ้นไป โดยไม่คำนึงว่าจะทำให้เกิดความพินาศเดือดร้อนแก่ผู้อื่น จึงทำให้เรื่องสิทธิมนุษยชนหรือ human rights กลายเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ที่เสียเปรียบก็ต้องเรียกร้องสิทธิมนุษยชน สิทธิมนุษยชนก็เลยเป็นเครื่องมือในการที่จะปกป้องตัว ช่วยกีดกั้นผู้อื่นไม่ให้เข้ามาครอบงำตน และเป็นเครื่องช่วยคุ้มครองพยุงรักษาโลกไว้ให้พออยู่พอเป็นไปได้ในขณะที่หมู่มนุษย์ยังอยู่ในระบบความคิดแบบแบ่งแยก

เป็นอันว่า การพัฒนามนุษย์สวนทางกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมเสกสรร (artificial environment) ที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งทำให้มนุษย์ทั่วทุกส่วนของโลกมีความเป็นอยู่และชะตากรรมร่วมกัน โลกกลายเป็นชุมชนอันเดียว เสมือนเป็นโลกเล็กๆ แคบๆ แต่มนุษย์ทั้งหลายยังไม่พร้อมที่จะอยู่ในโลกแบบนี้ มนุษย์ยังมีสภาพจิตปัญญาและพฤติกรรมที่เหมาะสำหรับการอยู่ในโลกที่แบ่งแยกจากกัน จึงได้พูดว่า การพัฒนามนุษย์ไม่ทันกับการพัฒนาของสภาพแวดล้อม

พุทธวิธีแก้ปัญหาเพื่อศตวรรษที่ ๒๑ (A Buddhist Solution for the Twenty-first Century)

จริยธรรมเชิงบวกจะต้องขึ้นมานำ จึงจะทำให้โลกอยู่ดีได้ โดยมีความหลากหลายในความเป็นหนึ่งเดียว จริยธรรมเชิงลบ จบลงด้วยการประนีประนอมข้างนอก พร้อมกับความขุ่นหมองคับข้องจิตอยู่ข้างใน

No Comments

Comments are closed.