ศาสนาจะล้าสมัย ถ้าช่วยคนให้เป็นสุขได้แค่ในหมู่พวก แล้วกลายเป็นตัวสร้างปัญหาเมื่อคนออกมานอกกลุ่มของตัว

28 สิงหาคม 2536

ศาสนาจะล้าสมัย ถ้าช่วยคนให้เป็นสุขได้แค่ในหมู่พวก
แล้วกลายเป็นตัวสร้างปัญหาเมื่อคนออกมานอกกลุ่มของตัว

วันนี้ศาสนาทั้งหลายมาประชุมกัน เพื่อหาทางช่วยให้มนุษย์อยู่ร่วมกันโดยสงบสุข หาทางช่วยกันบรรเทาความทุกข์ยากของโลก ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นความเพียรพยายามในเวลาอันสมควร ซึ่งว่าที่จริงก็ถึงเวลาอันสมควรมานานแล้ว

แต่วงการศาสนาก็ควรจะต้องยอมรับความจริงว่า เท่าที่ผ่านมาในอารยธรรมมนุษย์นี้ ศาสนาได้มีบทบาทเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์แบ่งแยก ตลอดจนรบราฆ่าฟันทำสงครามกันไม่น้อย ถ้าจะแก้ปัญหาจริงก็ต้องเปิดใจกันมาพูด และพูดกันอย่างเปิดเผยด้วยความซื่อตรงและจริงใจ ยอมสำรวจตัวเองก่อน ก่อนที่จะไปสอน หรือไปเรียกร้องจากคนอื่น

เราจะต้องหันกลับไปค้นหาเหตุภายในศาสนาว่า มีจุดหันเหหรือเค้ามูลอะไรที่ทำให้ผู้คนในสมัยที่ผ่านมาแล้ว ต้องไปรบราฆ่าฟันกันด้วยเรื่องศาสนา ถ้าจับจุดนั้นได้ก็แก้ที่จุดนั้น จะถูกต้องกว่ามาพูดกันในวันนี้

การพูดในวันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี คือถ้าเราพิจารณาหาจุดนั้นได้ มองเห็นเหตุต้นเค้านั้นแล้ว การมาพูดกันที่นี่ก็จะพลอยได้ผลดีไปด้วย

ในบรรดาจุดหลายจุดที่อาจจะมองนั้น จุดสำคัญที่สุดในขั้นพื้นฐานที่จะต้องสำรวจให้ชัดเจนก็คือ ศาสนาของเราสอนให้มองมนุษย์อื่น หรือคนพวกอื่น ตลอดจนคนที่นับถือศาสนาอื่นอย่างไร ให้มองอย่างยอมรับและเคารพกันในภาวะและฐานะที่เสมอและโน้มไปในทางที่จะอยู่ร่วมกัน หรือมองในแง่ที่จะแบ่งแยก ไม่ยอมรับ ไม่เคารพ ไม่เห็นคุณค่าของกันและ กัน ตลอดจนจะต้องไปพิชิต หรือมองผู้อื่นเป็นคนบาปเป็นต้น ที่จะต้องไปกำจัด

ในอดีตแห่งยุคสมัยที่ผ่านมานั้น ศาสนาส่วนใหญ่ได้มีบทบาทช่วยเหลือสังคมเป็นกลุ่มๆ ทำให้คนในหมู่นั้นหรือกลุ่มนั้นอยู่กันเป็นสุข มีความสามัคคีกัน มีสันติด้วยดี แต่พอออกมาเกี่ยวข้องกับคนนอกกลุ่ม ที่เรียกว่าพวกอื่น การมองก็เปลี่ยนไป กลายเป็นการมองแบบแบ่งแยก เห็นกันเป็นปรปักษ์ ที่จะต้องขัดแย้งแย่งชิงหรือต่อสู้กัน นั่นแหละเป็นตัวเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้คนรบราฆ่าฟันกัน

คำสอนทางศาสนาอย่างนั้นจึงเหมาะกับความเป็นอยู่ของมนุษย์ที่อยู่ในระดับท้องถิ่น แต่พอขยายออกไป โดยเฉพาะเมื่อมาถึงยุคนี้ที่คนจะอยู่กันในระดับที่เป็นประชาคมโลก หรือเป็น global village อะไรทำนองนี้ คำสอนของศาสนาก็เลยจะไม่ทัน ไม่เข้ากันกับสภาพปัจจุบันของโลก

เลยกลายเป็นว่า พอมาถึงยุคนี้ โลกเจริญรุดหน้าไปถึงขั้นที่คนอยู่ร่วมกันทั้งโลก แต่คำสอนของศาสนานั้นยังเหมาะสำหรับการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ เป็นเหตุให้มนุษย์เหล่านี้ไม่พร้อมที่จะอยู่ร่วมกันในระดับโลกทั้งหมด ยังมีความรู้สึกนึกคิดในแบบที่จะอยู่เป็นกลุ่มๆ แล้วก็จะต้องยกพวกมาตีรันรบราฆ่าฟันกัน ดังที่เราก็เห็นกันอยู่ชัดเจนว่า สภาพปัจจุบันกำลังเป็นอย่างนั้น

ถ้าอย่างนี้ก็กลายเป็นว่า การพัฒนาคนไม่ทันกับสภาพการพัฒนาทางรูปธรรมของโลก โลกเจริญไปจนกระทั่งมนุษย์จะต้องอยู่รวมกันทั้งโลก แต่ภาวะจิตใจและปัญญาของมนุษย์ ยังไม่พร้อมที่จะอยู่ร่วมกันอย่างนั้น ยังเหมาะสำหรับการอยู่กันเป็นพวก เป็นกลุ่มเล็กๆ ศาสนาเองก็ไม่คุ้นกับบทบาทที่จะช่วยมนุษย์ในวงกว้างระดับโลกให้อยู่กันโดยสันติสุขได้

เพราะฉะนั้น ศาสนาแทนที่จะเป็นปัจจัยช่วยโลกให้อยู่ร่วมกันด้วยความสงบและสันติสุข ก็กลับเป็นตัวแบ่งแยกทำให้มนุษย์แตกกัน ขัดแย้ง และทำลายกัน ตลอดจนรบราฆ่าฟัน ทำสงครามกันรุนแรงยิ่งขึ้น กลายเป็นว่าศาสนาปรับตัวไม่ทันกับความเจริญของโลก

ถ้าเป็นอย่างนี้ ศาสนาจะต้องทบทวนบทบาทของตน และยิ่งกว่านั้นจะต้องทบทวนให้ลึกลงไปถึงรากฐานทางความคิด ที่เป็นทิฏฐิของตนด้วย เพราะบทบาทที่แสดงออกนั้นจะเป็นไปด้วยดีก็ต้องมีทิฏฐิที่ถูกต้องเป็นฐานให้ 4

ศาสนาจะต้องสอนให้มนุษย์นั้นมองมนุษย์พวกอื่นในภาวะและฐานะที่เสมอกันกับตน ยอมรับและเคารพกัน และให้มองด้วยท่าทีของการที่จะอยู่ร่วมกัน คือมีทั้งความเสมอและสมาน

เสมอคือเท่าเทียมกัน และสมานคือร่วมกัน ไม่ใช่สอนในแง่ที่ทำให้มองมนุษย์ไม่เป็นเพื่อนมนุษย์ ซึ่งไม่เสมอ และมองในแบบที่จะแยกกัน ซึ่งเป็นการไม่สมาน

ถ้ามองในแง่บวกอย่างนั้นยังไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้ในขั้นบวก อย่างที่ว่ามาแล้ว อย่างน้อยในแง่ลบ ก็ต้องให้ถือว่า การทำลายชีวิตมนุษย์เป็นบาป คือฆ่าคนแล้วเป็นบาปทั้งนั้น ไม่ว่าฆ่ามนุษย์คนไหนกลุ่มใด ให้หลักนี้เป็นพื้นฐานไว้ก่อน เป็นขั้นต้นที่สุดในเมื่อยังไม่มีความรู้สึกเชิงคุณธรรมในแง่บวก เช่นเมตตาเป็นต้น

พุทธวิธีแก้ปัญหาเพื่อศตวรรษที่ ๒๑ (A Buddhist Solution for the Twenty-first Century)

โลกเริ่มสำนึกรู้ตัว และจับจุดของปัญหาได้ แต่จะแก้ไขสำเร็จ ต้องมองสาเหตุให้ได้ครบทั่ว สิทธิมนุษยชนเป็นหลักประกันช่วยโลกไว้ ในยุคสมัยที่มนุษย์ยังมีรากฐานความคิดที่ผิดพลาด

No Comments

Comments are closed.