- พระกับป่า มีปัญหาอะไร
- ตอบปัญหาเรื่องพระกับป่า
ตอบปัญหาเรื่อง
พระกับป่า1
อาตมาได้ทราบจากโยมที่มาที่นี่ ถามว่า “เขาจะออกกฎหมายให้พระออกจากป่านี่ท่านจะเอาอย่างไร?”
อาตมาบอกว่า เอ ! ก็ต้องขอดูร่างกฎหมายนั้นก่อน คือ เพื่อความรอบคอบโยมช่วยไปเอาร่างกฎหมาย นั้นมา เพราะอาตมาจะพูดอะไรไปเดี๋ยวมันพลาด คือเราไม่รู้รายละเอียด อาตมาก็บอกว่าเฉพาะกรณีพระประจักษ์นี่ อาตมาไม่รู้ข้อมูลเพียงพอ แต่ว่าปัญหาจากพระประจักษ์โยงไปหาปัญหาส่วนรวมนี่อาตมาคิดว่าน่าพูด เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เราต้องแยกเป็นสองส่วนคือ ปัญหาของตัวกรณีพระประจักษ์เองอันหนึ่ง ปัญหาที่สอง คือ ปัญหาที่เกิดจากกรณีพระประจักษ์โยงไปหาประโยชน์ของส่วนรวม ของสังคม และของพระศาสนาอันนี้ซิเราต้องเอาใจใส่
ทีนี้อาตมาก็สนใจส่วนที่สอง สำหรับกรณีแรกจะให้พูดก็ยังไม่แน่ใจ เพราะไม่มีข้อมูลเพียงพอ แต่ในแง่ของพระศาสนา เราแทบจะพูดได้เลยว่า พระพุทธศาสนากับป่าคู่กันมา พระพุทธศาสนานี่คู่กันมากับป่า พระพุทธเจ้าเสด็จออกไปผนวช แล้วก็ไปบำเพ็ญเพียรในป่า วัดทั้งหลายในสมัยพุทธกาลก็ลงชื่อว่า วันๆ เช่น เชตวัน เวฬุวัน วัน คือ ป่า แสดงว่าวัดในสมัยพุทธกาลนี่ลงชื่อ ป่า หมดเลย เป็นวัดป่าทั้งนั้น
คำสอนในพระไตรปิฎกที่สรรเสริญการอยู่ป่าก็มีอีกมากมาย
คามวาสี อรัญวาสีนี่เกิดที่ลังกา พอพ่อขุนรามคำแหงนำพระพุทธศาสนาแบบลังกา เข้ามาสุโขทัยก็นำเอาพระพุทธศาสนาที่แยกเป็นคามวาสี อรัญวาสีเข้ามาด้วย สมเด็จพระสังฆราชที่มาจากนครศรีธรรมราช มาจาก ลังกาอีกต่อหนึ่ง เมื่อไปอยู่ที่สุโขทัยท่านก็ไปอยู่วัดอรัญญิก ซึ่งแปลตามตัวอักษรก็เป็นวัดป่า อยู่วัดป่า แล้วต่อมาในเมืองไทยเองก็มีประเพณีคู่กันมาในสมัยอยุธยา แยกเป็นวัดสายคามวาสี อรัญวาสี มีประมุขแยกกันเหมือนกับมีสังฆราช ๒ ฝ่าย
สังฆราชฝ่ายอรัญวาสี ได้แก่ พระวันรัต
สังฆราชฝ่ายคามวาสี ได้แก่ พระพุทธโฆษาจารย์
ถ้าว่าประเพณีในเมืองไทยก็ชัดแล้ว วัดในป่าก็เป็นวัดจริงๆ มีสิ่งก่อสร้างตามแบบที่เรียกว่า เสนาสนะป่า เป็นประเพณีของเมืองไทย ซึ่งสืบมาจากลังกา เมื่อเรารู้คติอย่างนี้แล้วก็มาปฏิบัติให้ถูกต้องว่า คติของเมืองไทยที่เราสืบกันมาแต่สมัยสุโขทัยนี่เราจะเอาไว้ไหม ? วัดนี่มีสองแบบ วัดคามวาสี กับวัดอรัญวาสี
ทีนี้ก็มีคำถามซึ่งเกิดขึ้นตอนนี้หลายข้อ
- ประเพณีพุทธศาสนาแบบไทยที่แยกเป็นคามวาสี อรัญวาสี มีวัดอยู่ในป่า และวัดอยู่ในบ้านนี่ เราจะเอาหรือเปล่า เราจะสืบประเพณีนี้หรือไม่
- ถ้าเราไม่เอาประเพณีนี้ เอาคติเดิมของพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็สนับสนุนพระให้อยู่ป่า ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ท่านเรียกว่า เสนาสนะอันสงัด เช่นที่มาในโอวาทปาฏิโมกข์ ว่า ปนฺตญฺจ สยนาสนํ คือ เสพเสนาสนะอันสงัด
เฉพาะในกรณีนี้เราจะต้องเอื้อเกื้อกูลต่อพระ น่าจะให้โอกาสแก่พระได้เข้าไปอาศัยป่า เพื่อจะได้ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้ได้ผลดีตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงแนะนำไว้ คือ อย่างน้อยก็เพื่อเปิด โอกาสให้พระได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ฉะนั้น ถ้าหากว่ายังปรารถนาจะอนุเคราะห์พระสงฆ์อยู่ ก็น่าจะให้โอกาสพระได้เข้าไปอยู่ในป่า หรือใช้ป่าได้ นี่เป็นการพูดตามหลักการ
ฉะนั้น อาตมาก็ไม่อยากจะคิดว่าจะมีการให้พระออกจากป่า เพราะว่ามันจะขัดทั้งประเพณีไทย และทั้งหลัก การของพระพุทธศาสนา
แต่ทั้งนี้ จะต้องดูรายละเอียดที่เขาจะออกกฎหมาย ว่ามีการร่างกฎหมายไว้อย่างไร
น่าคิดว่าต่อไปนี้เสนาสนะอันสงัดจะหายากเข้าทุกที ดังนั้นเรื่องนี้เราชาวพุทธ น่าจะให้ความสนใจเหมือนกัน จะต้องช่วยกันดูวิถีทางว่าจะเอาอย่างไรกัน ถ้าจะออกกฎหมายจริงอาตมาว่าต้องให้มีความรอบคอบ ต้องระวัง ไม่อย่างนั้น มันกลายเป็นว่าถ้าห้ามจริงๆ นะ ถ้าให้พระออกจากป่าจริงนี่ มันจะเป็นการเบียดเบียนหรือตัดรอนพระพุทธศาสนาหรืออย่างน้อยเป็นการไม่เอื้อเฟื้อต่อพระพุทธศาสนาไปหรือเปล่า
หมายเหตุ: เรื่อง “พระกับป่า” ฉบับนี้ ให้ถือเป็นฉบับใช้ไปพลางก่อน ขอเรียกว่า ฉบับ หูกับปาก เพราะอยู่ในระยะที่อาพาธใช้ตาทำงานไม่ได้ เมื่อใดใช้สายตาทำงานได้ตามปกติ ก็จะได้เรียบเรียงให้ สมบูรณ์ เป็นฉบับ ตากับมือ ต่อไป

No Comments
Comments are closed.