พระกับป่า มีปัญหาอะไร

2 ตุลาคม 2532

พระกับป่ามีปัญหาอะไร?1

ขอเจริญพร วันนี้อาตมภาพคณะพระสงฆ์ ขออนุโมทนาคุณโยมเลียบ คุณโยมเจริญศรี พร้อมทั้งญาติมิตรเช่นเคยที่ได้ทำบุญเลี้ยงพระ ถวายภัตตาหาร

รายการนี้เป็นของเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของพรรษา อีกไม่ช้าก็จะออกพรรษาอยู่แล้ว และเมื่อออกพรรษาแล้วก็จะสิ้นปี จะเห็นว่าวันเวลานี้รวดเร็วเหลือเกิน

ในวันเวลาที่ผ่านไปเราก็จะได้ยินข่าวคราวอะไรต่างๆ มากมาย ระยะนี้รู้สึกว่ามีข่าวสำคัญอยู่หลายเรื่องทั้งข่าวทางบ้านเมือง และข่าวพระศาสนา ทางด้านข่าวพระศาสนาจะเห็นว่ามีข่าวที่ไม่ค่อยดีต่อเนื่องมาเรื่อย ไม่ใช่เฉพาะช่วงนี้เท่านั้น แต่เป็นแรมปีมาแล้ว เท่าที่นึกได้ก็คง ๓ ปี จะมีข่าวเสียหายเกี่ยวกับพระ และเรื่องการพระศาสนาตลอดมา ข่าวส่วนมากจะไปในแนวเดียวกัน

ในช่วงที่ผ่านมานี้มีข่าวที่เปลี่ยนแนวไปอีกข่าวหนึ่ง ซึ่งโยมก็สนใจกันมากเหมือนกัน หนังสือพิมพ์ก็ลงบ่อย ก็คือ เรื่องพระประจักษ์กับป่า ว่าพระประจักษ์อนุรักษ์ป่าจริงหรือไม่ ทำผิดหรือทำถูก และการที่ราชการทำอะไรลงไปนั้น ราชการทำผิดหรือทำถูก ก็เป็นปัญหา ญาติโยมก็วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา อาตมภาพเองก็ไม่ค่อยได้สนใจติดตามเรื่องนี้ ก็เลยมีความรู้ความเข้าใจเฉพาะกรณีน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ก็มีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องประโยชน์ของส่วนรวมทั้งด้านพระศาสนา และสังคมไทย อย่างน้อยข่าวเรื่องพระประจักษ์นี้ก็คงจะต้องแยกออกเป็นส่วนๆ คือ

ด้านที่หนึ่งเป็นเรื่องกรณีเฉพาะตัวพระประจักษ์ว่าท่านทำผิดทำถูก ละเมิดกฎหมายหรือไม่อะไรต่างๆ เป็นเฉพาะตัวของท่าน

ด้านที่สองก็คือเรื่องพระประจักษ์ที่โยงไปหาประโยชน์ของส่วนรวม คือ ที่เป็นกรณีกระทบกระเทือนต่อสังคมไทย และพระศาสนา สำหรับทางด้านสังคมไทยนั้นก็มีปัญหาโยงไปถึงการบ้านการเมืองด้วย

สำหรับด้านที่อาตมภาพจะเกี่ยวข้องใกล้ชิดก็คือ เรื่องพระศาสนา ว่าถ้าเราไม่พิจารณาดำเนินการกับเรื่องนี้ให้ดีแล้ว อาจจะเสียประโยชน์แก่พระศาสนาได้ คือ คนที่ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้นั้น ถ้าไม่เข้าใจเรื่องราวในด้านพระศาสนา ก็อาจจะปฏิบัติไม่ถูกต้อง เช่น มีการดำริกันที่จะออกกฎหมาย มีเสียงลือกันออกไปว่าทางราชการจะออกกฎหมายห้ามพระเข้าป่า ซึ่งอาตมภาพก็ยังไม่ทราบว่าเป็นความจริงหรือไม่ ถึงกับมีผู้ไปหาเพื่อจะให้ช่วยกันคัดค้านกฎหมายนี้ อาตมภาพก็บอกว่า เอ ! ยังไม่รู้รายละเอียดนี่ พูดไม่ได้ ต้องขอดูก่อน ถ้าจะให้คิดก็ช่วยไปเอาร่างกฎหมายที่ราชการจะออกมา เราจะได้รู้ว่าเขาว่าอย่างไร มีเงื่อนไข มีอะไรหรือเปล่า

แต่ถ้าว่าโดยหลักการแล้ว การห้ามพระเข้าป่า จะอย่างไรอยู่ เป็นเรื่องที่ต้องคิด แต่รวมแล้วก็คือจะต้องมีความเข้าใจให้ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องพระศาสนา โดยเฉพาะก็คือว่า ความสัมพันธ์ระหว่างป่ากับพระศาสนา หรือป่ากับพระสงฆ์ ถ้าเรารู้หลักแล้วเราจะได้ปฏิบัติต่อเรื่องนี้ถูกต้อง ซึ่งจะไม่ใช่เป็นปัญหาเฉพาะกรณีพระประจักษ์ เรื่องพระประจักษ์ก็เป็นเรื่องเฉพาะไป แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่เรื่องส่วนรวมระยะยาวที่ว่าเราจะเอาอย่างไร เพราะถ้ามีการปรารภเรื่องพระประจักษ์ แล้วออกกฎหมายหรืออะไรต่างๆ ขึ้นมา มันก็จะมีผลกระทบต่อพระศาสนาส่วนรวม

วันนี้อาตมภาพก็เลยอยากจะพูดเรื่องป่ากับพระนิดหน่อย ให้เห็นว่าตามหลักพระศาสนา ป่ามีความสำคัญอย่างไร พระควรจะปฏิบัติอย่างไรกับป่า พระพุทธศาสนามีทัศนะอย่างไรต่อเรื่องการอยู่ป่า

ถ้ามองแบบง่ายๆ เท่าที่เห็นภาพ จะเห็นว่า พระพุทธศาสนานี้คู่กับป่ามาตลอด เริ่มตั้งแต่พระพุทธเจ้าเองเมื่อเสด็จออกจากวัง ไปค้นหาสัจธรรมออกจากพระราชวังแล้วก็ไปอยู่ในป่า พระองค์อยู่ในป่าเป็นเวลานาน โดยเฉพาะตอนบำเพ็ญทุกรกิริยา รวมแล้วระยะเวลาที่แสวงหาสัจธรรมถึง ๖ ปี จนกระทั่งแม้จะตรัสรู้ก็ตรัสรู้ในป่าใต้ร่มไม้คือ ต้นโพธิ์

แม้มองหวนหลังกลับย้อนไปตั้งแต่ต้นพระชนมชีพ แม้พระองค์จะเป็นเจ้าชาย เป็นพระราชโอรส แต่พระองค์ก็ประสูติในป่า คือไปประสูติที่สวนลุมพินีวัน ใต้ร่มไม้สาละ เสร็จแล้วก็มาตรัสรู้ที่ป่าใต้ต้นโพธิ์ และตอนปรินิพพานก็มาปรินิพพานในป่า แม้จะไม่ใช่ป่าใหญ่แท้ คือเป็นป่าหลวงหรือเป็นสวนหลวง เป็นพระราชอุทยานที่ชื่อ สาลวโนทยาน และ ณ ที่นั่นก็ปรินิพพานใต้ต้นไม้ คือไม้สาละ

เป็นอันว่าประสูติก็ใต้ต้นสาละ นิพพานก็ใต้ต้นสาละ และตรัสรู้ที่ต้นโพธิ์ ล้วนแต่ที่ใต้ร่มไม้ทั้งหมด พระพุทธศาสนาก็เลยคู่กับป่ามาตั้งแต่พระประวัติของพระบรมศาสดาผู้ตั้งพระศาสนาเลยทีเดียว

หลังจากตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าได้ประกาศพระศาสนา เสด็จจาริกไปในที่ต่างๆ ก็มีการสร้างวัดขึ้น มีผู้ศรัทธาเริ่มตั้งแต่พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งแคว้นมคธ ครองราชย์อยู่ที่เมืองราชคฤห์ ทรงมีพระราชศรัทธาถวายวัดเป็นครั้งแรก อันนั้นเป็นจุดเริ่มที่ทำให้มีวัดในพระพุทธศาสนา ถือกันว่าเป็นวัดแรก

ในประวัติการสร้างวัดแรกนั้น พระเจ้าพิมพิสารทรงพิจารณาว่าพระองค์จะสร้างวัดถวายพระพุทธเจ้าควรจะเอาสถานที่ไหน ในที่สุดก็ตัดสินพระทัยเลือกได้สถานที่ถวาย คือ เวฬุวัน (ป่าไผ่) ก็เป็นป่าอีกแหละ

วัดต่อๆ มาในพุทธกาลนั้นเราจะเห็นว่าลงชื่อวันๆ ทั้งนั้น วันก็คือ วน ที่แปลว่า ป่า อย่างเวฬุวัน วัดแรกนี่แปลว่าป่าไผ่ ต่อมาวัดสำคัญที่มีชื่อเสียงมากคือเชตวัน เชตวันก็สวนป่าเจ้าเชต ต่อมามีอัมพวันของหมอชีวกก็เรียกว่า ชีวกัมพวัน แล้วก็มีปาลิกัมพวัน และอื่นๆ ตลอดจนกระทั่งป่ามหาวัน ซึ่งเป็นป่าที่พระพุทธเจ้าประทับในเวลาที่เสด็จไปแคว้นศากยะ เพื่อโปรดพระญาติที่เมืองกบิลพัสดุ์ แม้แต่ตอนสุดท้ายใกล้ปรินิพพาน เมื่อเสด็จเดินทางมายังเมืองกุสินาราก็เสด็จผ่านที่อัมพปาลีวัน ซึ่งเป็นสวนมะม่วงของนางอัมพปาลี

รวมแล้ว ประวัติของพระพุทธเจ้าในแง่สถานที่ประทับเป็นเรื่องเกี่ยวกับป่าแทบทั้งนั้น วัดในพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาลก็เป็นวัดที่มีชื่อว่าป่า ได้แก่คำว่า วน หรือ วนาราม แทบทั้งสิ้น

ชีวิตของพระสงฆ์ หรือบรรพชิตในพระพุทธศาสนานั้น พูดอย่างรวบรัดก็มี ๒ ด้าน คือ

  1. ในฐานะที่เป็นพระภิกษุ ผู้รับผิดชอบต่อชีวิตของตนเอง พระภิกษุว่าโดยหลักการแล้วก็มีชีวิตที่เรียบง่าย คล่องตัว มุ่งความเป็นอิสรเสรี และไม่เบียดเบียนก่อความเดือดร้อนแก่ใครๆ อุทิศชีวิตของตนให้แก่สิกขา คือการศึกษา หรือการฝึกฝนพัฒนาตน ตามหลักแห่ง ศีล สมาธิ ปัญญา ที่เรียกว่าไตรสิกขา ตราบใดที่ยังไม่บรรลุธรรมสูงสุด หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ ก็จะต้องปฏิบัติในสิกขา คือ ศึกษา หรือฝึกฝนตนเรื่อยไป
  2. ในฐานะที่เป็นสมาชิกของสงฆ์ ก็ต้องมีความเคารพสงฆ์ และกิจธุระของสงฆ์ ถือสงฆ์คือส่วนรวมเป็นใหญ่ เอาใจใส่รับผิดชอบในกิจการของส่วนรวม ที่เรียกว่า สังฆกรรม เมื่อมีเรื่องราวหรืองานการของส่วนรวมก็ต้องมาเข้าร่วมประชุม มีส่วนร่วมในสงฆ์คือชุมชนหรือหมู่คณะ ถือประโยชน์ของสงฆ์หรือส่วนรวมนั้นเป็นสำคัญ และขยายกว้างออกไปสู่การบำเพ็ญกิจ เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน หรือสังคมทั้งหมด เพราะว่าสงฆ์ที่เป็นส่วนรวมนั้น ตลอดถึงพระศาสนาทั้งหมดก็มีอยู่คงอยู่เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนนั่นเอง

ชีวิตทั้งสองด้าน คือ ทั้งด้านส่วนตัวในฐานะพระภิกษุ และในฐานะที่เป็นสมาชิกของสงฆ์ ย่อมประสานสนับสนุนซึ่งกันและกัน ดังจะเห็นได้ง่ายๆ ว่า การมีชีวิตที่เรียบง่าย คล่องตัว และฝึกฝนพัฒนาตน ย่อมจะช่วยให้สามารถทำกิจของส่วนรวม และบำเพ็ญธรรมเพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน ได้ผลดีและเต็มที่ยิ่งขึ้น

พระภิกษุอาศัยปัจจัย ๔ ซึ่งมีหลักการที่เตือนไว้เป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายอยู่เสมอ ปัจจัย ๔ สำหรับพระภิกษุจึงมีชื่อเรียกพิเศษว่า นิสัย ๔ เช่นในด้านที่อยู่อาศัยก็ให้อยู่ได้อย่างง่ายที่สุด ตั้งแต่อยู่โคนไม้ ที่เรียกว่า รุกขมูล เป็นการอยู่ได้ง่ายๆ ตามธรรมชาติ และชีวิตของพระจึงผูกพันอยู่กับธรรมชาติเริ่มแต่ต้นไม้นี้ไปโดยตลอด

ในพระวินัย มีพุทธบัญญัติกำหนดไว้มิให้ภิกษุตัดต้นไม้ ถ้าพระภิกษุทำลายต้นไม้ หรือพืชพันธุ์ ก็จะมีความผิด เป็นการละเมิดพระวินัย ถ้าหากว่าต้นไม้นั้นมีเจ้าของกรรมสิทธิ์ จะเป็นของหลวงก็ดี ของเอกชนก็ดี ถ้าพระไปตัดหรือทำลายโดยเจตนา ก็จะมีโทษทางพระวินัยที่รุนแรง อาจจะต้องถึงกับขาดจากความเป็นพระภิกษุเลยทีเดียว

การที่พระภิกษุจะอยู่ในป่านั้น แม้จะไม่ถึงกับมีพุทธบัญญัติกำหนดไว้เป็นพระวินัย แต่ก็เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสนับสนุน ถือว่าเป็นข้อปฏิบัติที่ดีงามเกื้อกูลเป็นประโยชน์ในการศึกษา จัดเป็นวัตรประเภทหนึ่ง เรียกว่า ธุดงควัตร คือข้อปฏิบัติที่เป็นคุณสมบัติของผู้ขัดเกลาตนเอง ซึ่งพระภิกษุจะถือปฏิบัติได้ตามความสมัครใจ จะถืออยู่ตลอดชีวิต หรือจะอยู่ชั่วคราวเป็นระยะเวลาสั้นยาวเท่าใดก็ได้ ซึ่งมีชื่อเรียกโดยเฉพาะว่า อารัญญิกังคะ (องค์แห่งภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร) เป็นธุดงควัตรข้อ ๑ ใน ๑๓ ข้อ

ในแง่คำสอน พระพุทธเจ้าได้ทรงสนับสนุนและสรรเสริญการอยู่ป่าไว้มากทีเดียว อย่างในโอวาทปาฏิโมกข์ที่เราเรียกว่าเป็นหัวใจพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงในวันเพ็ญเดือนสาม ที่เรียกว่า วันมาฆบูชา หรือ วันจาตุรงคสันนิบาต ในโอวาทปาฏิโมกข์นั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่ทำชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส แล้วก็มีข้อความอื่นต่อไปอีก ซึ่งมีตอนหนึ่งบอกว่าอยู่ในเสนาสนะอันสงัด การที่อยู่ในเสนาสนะอันสงัดนี้มุ่งหมายสำหรับพระสงฆ์ ก็คือ มุ่งให้อยู่ป่า หรือรู้จักเข้าไปใช้ป่าให้เป็นประโยชน์ในการบำเพ็ญสมณธรรม

ในพระสูตรหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสแนะนำแก่พระอานนท์ว่า “อานนท์ เมื่อมีภิกษุเข้ามาบวชใหม่เธอควรจะชักชวนผู้บวชใหม่เหล่านั้นให้ตั้งอยู่ในธรรมเหล่านี้” แล้วพระองค์ก็ทรงบรรยายไป เช่น ให้ตั้งอยู่ในศีล เรียกว่าสำรวมในพระปาฏิโมกข์ แล้วก็พูดจาถ้อยคำที่เป็นประโยชน์ จำกัดการพูดคุยสนทนาให้มีขอบเขต ไม่ใช่เห็นแก่การคุยสนุกสนานอะไรเป็นต้น พระองค์ตรัสอะไรต่างๆ แล้วก็มีข้อหนึ่งที่ตรัสว่าควรชักชวนให้พระภิกษุบวชใหม่อยู่ในที่สงบสงัด โดยเฉพาะถ้าเป็นไปได้ก็มุ่งเอาป่า

ธรรมอื่นๆ ก็มีอีกเยอะเลย อย่างเช่นพระองค์สรรเสริญการเจริญอานาปานสติ คือ การใช้สติกำหนดลมหายใจ เพื่อให้เกิดสมาธิ จนกระทั่งเจริญวิปัสสนา แล้วพระองค์ก็ตรัสบอกว่าการที่จะเจริญให้ได้ผลดีนี่องค์ประกอบประการหนึ่งก็คือ การอยู่ป่า หมายความว่า ถ้าอยู่ป่าก็จะช่วยให้การเจริญอานาปานสตินั้นได้ผลดียิ่งขึ้น

ตกลงว่าเรื่องการอยู่ป่านี่ในทางพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญไว้มาก ชีวิตของพระนี้จึงมีส่วนที่ควรจะเกี่ยวข้องกับป่าอยู่มาก เพราะเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการอยู่ป่าจะเป็นเรื่องสำคัญเป็นกิจที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ แต่เราก็ต้องรู้ขอบเขตเหมือนกันว่า มีหลักเกณฑ์อย่างไรในการอยู่ป่า มิฉะนั้นอาจจะเข้าใจผิดพลาดไปว่าพระพุทธเจ้าสรรเสริญการอยู่ป่าทุกแง่ทุกมุมซึ่งมิใช่เป็นอย่างนั้น

ถ้าจะให้เห็นขอบเขตที่ว่านี้ ก็ต้องดูตั้งแต่หลักการสร้างวัดในพระพุทธศาสนา เมื่อมีผู้ศรัทธาจะสร้างวัดในสมัยพุทธกาล จะเป็นวัดเวฬุวันก็ดี วัดเชตวันก็ดี วัดเหล่านี้ก็ได้ผ่านการพิจารณา โดยที่ว่าสร้างขึ้นโดยสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ให้รู้ว่าวัดที่ดีควรอยู่ที่ไหน กล่าวคือ ลักษณะที่สำคัญๆ นั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า วัดไม่ควรอยู่ห่างชุมชนเกินไปหรือใกล้ชุมชนเกินไป ให้เป็นสถานที่ที่สงบสงัดเหมาะแก่การหลีกเร้น ไม่พลุกพล่านจอแจ

ลักษณะอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ ไม่ใกล้เกินไป ไม่ไกลเกินไป ถ้าใกล้ชาวบ้านเกินไปก็พลุกพล่านจอแจ ถ้าไกลเกินไปก็ห่างชุมชนจนกระทั่งว่าอาจจะเสียศาสนกิจ

เป็นอันว่าหลักการสร้างวัดนี้ เราจะเห็นได้จากการที่พระพุทธเจ้าทรงแนะไว้แล้ว และมีการสร้างวัดในสมัยพุทธกาลเป็นตัวอย่างไว้แล้ว

สำหรับคำที่ว่า ไม่ให้ใกล้เกินไป ไม่ให้ไกลเกินไปนี้ ก็ยังมีข้อพิจารณาคือว่า ลักษณะที่ว่ามานี้เป็นไปตามหลักการของพระพุทธศาสนา ที่ว่าพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาไม่สามารถจะอยู่แบบโดดเดี่ยวอย่างพวกฤษีชีไพร

ในพระพุทธศาสนานั้น การอยู่ป่าของพระไม่เหมือนการอยู่ของฤษีชีไพร พระจะอยู่ลำพังโดดเดี่ยว กินเผือกมัน เก็บผลไม้หล่นกินอย่างพวกฤษีดาบสไม่ได้ พระพุทธเจ้าบัญญัติวินัยป้องกันไว้เลยทีเดียว เพื่อไม่ให้ภิกษุไปมีชีวิตเช่นนั้น

มีหลักเกณฑ์อยู่ ๒ อย่างที่ทำให้พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา แม้จะปลีกตัวอยู่สงัดไม่คลุกคลีอยู่ในสังคม แต่ก็ปลีกตัวเด็ดขาดจากสังคมไม่ได้ คือ

ข้อบัญญัติประการที่หนึ่ง ได้แก่ ในสังคมของพระเอง คือในสงฆ์ พระจะต้องมาประชุมกับสงฆ์อย่างน้อยเวลามีสังฆกรรม มีกิจของที่ประชุมของส่วนรวมต้องมาร่วมพิจารณาด้วย ถึงจะไม่มีสังฆกรรมอื่น อย่างน้อยกึ่งเดือนก็ต้องมาครั้งหนึ่ง เพื่อร่วมประชุมกันในสังฆกรรมที่เรียกว่า อุโบสถ ซึ่งเป็นเรื่องวินัยสงฆ์ที่ทำให้พระ แม้แต่ที่อยู่องค์เดียวในป่าก็ต้องมาประชุม ต้องมาพบกับพระอื่นๆ อย่างน้อยเดือนละ ๒ ครั้ง อันนี้เป็นข้อบัญญัติทางวินัยอันที่หนึ่งที่ทำให้พระปลีกตัวไปอยู่โดดเดี่ยวโดยเด็ดขาดไม่ได้

ประการที่สอง คือ การบัญญัติไม่ให้พระทำมาหาเลี้ยงชีพเอง แม้แต่จะไปเก็บผลไม้ฉันเองก็ยังไม่ให้ ทั้งนี้เพื่อผูกชีวิตพระไว้กับประชาชน หมายความว่า พระจะห่างจากประชาชนไม่ได้ ท่านให้ฝากท้องไว้กับประชาชน

ข้อที่หนึ่งนั้นผูกพระไว้กับสังคมสงฆ์ พระด้วยกันเองก็ต้องพบกัน ข้อที่สองในด้านญาติโยมประชาชน พระก็ตัดขาดไม่ได้เพราะต้องอาศัยบิณฑบาต

ตามหลักบิณฑบาต พระจะต้องออกมาหาประชาชนเรียกได้ว่าทุกวัน พอเช้าก็ต้องถือบาตรออกมา ถึงแม้จะไปอยู่เดี่ยวเดียวดาย อย่างไรก็ตาม ก็ต้องพบญาติโยมทุกวัน พอเช้าถือบาตรออกมา โยมก็ตักบาตรให้ และเป็นโอกาสที่พระจะได้แสดงธรรมแก่ญาติโยมที่ตักบาตรนั้น พระจึงได้ทั้งอาหารเลี้ยงชีวิตตัวเอง และได้ทำหน้าที่สั่งสอนประชาชน

การที่มีวัดอยู่ ในแง่หนึ่งก็เหมือนกับการได้มีป่าเป็นที่หลีกเร้นอยู่สงบสงัด แต่ในแง่หนึ่งก็ไม่ให้ไกลประชาชน เท่ากับว่าเป็นการทำให้ประโยชน์ของป่า ทั้งความสงบสงัดของป่า และธรรมที่ได้จากการปฏิบัติในที่สงบสงัดนั้นมาถึงประชาชนในบ้านในเมืองด้วย เป็นการเตือนประชาชนให้ระลึกถึงธรรมชาติ นำธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวกับประชาชน ให้ธรรมชาติเป็นประโยชน์แก่ประชาชนด้วย ให้สองอย่างนั้นมีความสัมพันธ์ในทางที่ถูกต้อง

เพราะฉะนั้น คติในทางพุทธศาสนานี้แม้จะสรรเสริญการอยู่ป่า ก็ไม่ใช่ว่าให้ไปอยู่อย่างฤษีชีไพร

นอกจากนี้ ในเวลาเดียวกันพระพุทธเจ้าก็ยังทรงแสดงข้อให้พิจารณาอีกหลายอย่าง บอกว่าแม้แต่พระที่ไปอยู่ป่านั้นก็ไม่ใช่เป็นเครื่องหมายที่แสดงว่า จะต้องเป็นพระที่มีคุณสมบัติดีพิเศษ หรือจะยกเอามาถือเป็นข้อดีเด่นที่จะให้เห็นว่าตนเองดีเลิศประเสริฐกว่าใคร พระพุทธเจ้าทรงเตือนอยู่เสมอว่าต้องระวังให้มาก เช่นที่พระองค์ตรัสว่าพระที่ไปอยู่ป่ามี ๕ ประเภท

  1. ไปอยู่ป่าเพราะโง่ เซอะซะ คือ ไม่รู้เรื่องรู้ราว เห็นเขาอยู่ก็อยู่ตามไป
  2. อยู่ป่าเพราะมีความปรารถนาอันเป็นบาป คือ อยากจะได้ชื่อเสียง อยากจะได้คำสรรเสริญเป็นต้น
  3. พระภิกษุที่อยู่ป่า เพราะจิตฟุ้งซ่าน เสียสติ อยู่ในที่ชุมนุมกับเขาไม่ได้แล้วต้องไปอยู่ป่า
  4. พระภิกษุที่อยู่ป่า เพราะเห็นว่าการอยู่ป่านั้น เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้า และท่านผู้เป็นบัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญ
  5. ภิกษุผู้อยู่ป่าเพราะมุ่งความมักน้อยสันโดษ ปรารถนาความวิเวก สงัด ฝึกหัดขัดเกลาตน

พระองค์ตรัสไว้ว่า ในบรรดาภิกษุที่อยู่ป่าห้าประเภทนี้ ประเภทที่ห้าเป็นประเภทที่ดีเลิศประเสริฐ ควรยกย่อง

นี่เป็นการเตือนพระที่อยู่ป่าให้สำรวจดูตนเองว่าอยู่ป่าเพราะอะไร แล้วก็ไม่ให้ถือเป็นเหตุตัดสินความดีความประเสริฐ เพียงเพราะอยู่ป่า

เคยมีคนไปยกย่องสรรเสริญพระพุทธเจ้า สรรเสริญองค์พระพุทธเจ้าเองเลยทีเดียว บอกว่า “โอ้ พระองค์นี่เป็นผู้ที่ประเสริฐ เลิศ สาวกทั้งหลายพากันยกย่องสรรเสริญ เพราะว่าพระองค์เป็นผู้มักน้อยสันโดษ ชอบความสงัดวิเวก” พระองค์ก็ตรัสบอกว่าไม่ถูกต้องที่จะมาสรรเสริญเราอย่างนั้น การที่ถือว่าเรานี่ เป็นผู้ที่สาวกทั้งหลายเคารพบูชา เป็นบุคคลผู้เลิศอะไรนี่ไม่ใช่เป็นเพราะเหตุเหล่านั้น ถ้าหากว่า จะถือว่าเป็นผู้มักน้อยสันโดษ สาวกของเราที่มักน้อยสันโดษกว่าตัวเราก็มีมากมาย อย่างเรานี่ ในเรื่องฉันอาหาร บิณฑบาตก็ไป พระราชานิมนต์ก็ไป เศรษฐีนิมนต์ก็ไป แต่ว่าสาวกของเราหลายองค์ ท่านถือเป็นธุดงค์เลย คือว่า ฉันอาหารบิณฑบาตอย่างเดียว ไม่รับนิมนต์ของญาติโยม หรือในเรื่องผ้าจีวร พระองค์เองก็ยังรับจีวรที่คฤหบดีเขาถวาย ใช้จีวรดีๆ ก็มี แต่สาวกของพระองค์ บางท่านถือใช้แต่ผ้าบังสุกุล อย่างเดียว คือต้องไปเก็บเอาผ้าที่เขาทิ้งแล้วเอามาต้ม มาตัด มาเย็บ มาย้อมทำเอง แล้วตลอดจนกระทั่งบางองค์ก็อยู่ป่าเป็นวัตรตลอดชีวิต อย่างพระมหากัสสปะเป็นต้น

เป็นอันว่าจะถือว่าพระองค์เลิศประเสริฐ เพราะคุณสมบัติที่ว่ามาข้างต้นไม่ถูกต้อง บรรดาสาวกของพระองค์หลายท่านฉันอาหารน้อย เช่น ฉันมื้อเดียว ฉันอาหาร อันจำกัด ภาชนะเดียว แม้แต่กำหนดว่าเป็นปริมาณเท่านั้นเท่านี้ทุกวันก็มี เพราะฉะนั้น จะเอาเหตุนี้มาสรรเสริญพระองค์ไม่ได้

การที่จะสรรเสริญพระองค์ว่าเป็นผู้ประเสริฐเลิศที่สาวกจะเคารพบูชา ก็เพราะว่าพระองค์เป็นผู้ค้นพบธรรม แล้วนำมาสั่งสอนแนะนำ

นี่ก็เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าจะเตือนสติผู้ฟังให้รู้จักความพอเหมาะ พอดีพร้อมทั้งชี้ให้เห็นเหตุผลในการที่จะประพฤติปฏิบัติเช่นนั้น ไม่ใช่ถือลำพังว่าการปฏิบัติอย่างนั้นแล้วจะเป็นสิ่งที่ดีโดยตัวของมันเอง บางทีการปฏิบัติเช่นนั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่ดีด้วยซ้ำไป ทั้งหมดนั้นก็อยู่ที่เหตุผลที่รองรับ คือ ตัวเหตุปัจจัย หรือว่าแรงจูงใจที่กระทำสิ่งเหล่านั้นเป็นตัวตัดสิน เพราะว่าพระองค์ก็สรรเสริญพระที่อยู่ป่า อย่างพระมหากัสสปะที่เป็นประธานสงฆ์ในการสังคายนาครั้งที่ ๑ นั้น ท่านอยู่ป่าเป็นวัตรตลอดชีวิตเลย อันนี้ก็เป็นธุดงค์ชนิดหนึ่งซึ่งพระองค์ก็ตรัสว่า การถืออยู่ป่าหรือไม่นั้นให้เป็นเรื่องของความสมัครใจ พระภิกษุจะถืออยู่ป่าหรือไม่อยู่ป่าก็ได้ จะถือบางตอนก็ได้ ถือตลอดไปก็ได้ ท่านเรียกว่าเป็นธุดงค์

ธุดงค์ คือ ข้อปฏิบัติในการขัดเกลาตนเอง ขัดเกลากิเลส ทรงสรรเสริญ แต่ว่าต้องสมัครใจถือ นี่ถ้าไม่สมัครใจถือก็อาจจะเกิดโทษ นอกจากนั้นบางองค์ที่ยังไม่เหมาะพระองค์ก็ไม่ให้ถือ อย่างเช่นเคยมีพระภิกษุบางองค์ไปลาพระพุทธเจ้าจะไปอยู่ป่า พระองค์พิจารณาดูอินทรีย์ของท่านยังไม่เหมาะ พระองค์บอกว่าให้อยู่ในสงฆ์ให้อยู่ในชุมชนให้อยู่ในหมู่ไปก่อน จะออกไปอยู่ป่าพระองค์ยังไม่เห็นสมควร

ฉะนั้น เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของความแตกต่างหลากหลาย เป็นความแตกต่างระหว่างบุคคลบ้าง เป็นเหตุเป็นผลในสภาพความเป็นอยู่แวดล้อมหลายอย่าง พระองค์จึงไม่ให้เอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นเครื่องตัดสินว่าพระจะดี พระจะไม่ดีอะไรต่างๆ เหล่านี้ เพียงเพราะสิ่งเหล่านี้ ต้องให้พิจารณาหลายอย่างหลายด้าน

เป็นอันว่าเรื่องการอยู่ป่านั้น เป็นสิ่งที่โดยหลักการแล้วพระพุทธศาสนาสรรเสริญจนกระทั่งถึงขนาดที่ว่า การอยู่ป่าเป็นสิ่งที่คู่เคียงกันมากับประวัติพุทธศาสนา แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีขอบเขต ซึ่งพุทธศาสนิกชนจะต้องทราบ เพื่อให้เข้าใจความแตกต่างหลากหลายเหล่านี้ เช่นที่พูดมาแล้วว่าพระบางองค์ท่านก็อยู่ป่าเฉพาะบางเวลา เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าบางพรรษาก็จะเข้าไปอยู่ป่าเลย ๓ เดือน พระองค์จะตรัสบอกว่า ระหว่าง ๓ เดือนนี้ไม่ให้ใครเข้าไป นอกจากพระภิกษุที่นำอาหารไปถวายองค์เดียว แต่ว่านอกเวลานั้นแล้ว พอออกพรรษาพระองค์ก็จาริกไปไม่ได้หยุดเลย ไปเที่ยวสั่งสอนประชาชน ทั้งนี้ก็เป็นไปต่างๆ กัน แล้วแต่การดำเนินชีวิตของแต่ละท่าน แม้แต่พระรูปเดียวกันบางทีก็มีการสลับอยู่ในป่าบ้าง อยู่ในเมืองบ้าง พระสงฆ์ไม่ว่าจะอยู่แบบไหนก็ช่วยกัน โดยที่ว่ามีทั้งพระอยู่ป่าและพระอยู่บ้าน ต้องประกอบกัน จึงทำให้พระพุทธศาสนาเจริญงอกงามมาได้

หลายครั้งทีเดียว พระที่อยู่ในป่าช่วยเป็นฐานให้เวลาพระพุทธศาสนาในเมืองเสื่อม ในเวลานั้นเราเหลือพระในป่าเป็นหลักให้ ทีนี้เวลาพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเต็มที่ ก็คือ เวลาที่เจริญเข้ามาในเมือง ถ้าอยู่ในป่าอย่างเดียวก็ไม่ส่อแสดงถึงการที่พระพุทธศาสนาเจริญเต็มที่รุ่งเรืองเต็มที่ ต่อเมื่อเข้ามาถึงในเมือง ช่วยประชาชนในเมืองให้มีศีลธรรมมีความประพฤติปฏิบัติที่ดี นี่คือระยะเวลาที่พระพุทธศาสนาเจริญเต็มที่ พอเสื่อมก็หดเข้าไปอยู่ในป่า เจริญก็ออกมารุ่งเรืองเฟื่องฟูทั่วเมือง อะไรทำนองนี้

ทีนี้ ถ้าเราจะดูว่าพระพุทธศาสนากำลังอยู่ระยะเสื่อมหรือเจริญ ตอนเสื่อมก็ดูเสื่อมไปจากในเมือง แต่ว่าเวลาที่เจริญก็ต้องดูที่เมืองอีกเหมือนกัน พอตอนที่เจริญสูงสุดก็มาเจริญในเมือง

แต่ว่าพระป่าก็ต้องระวัง พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสเตือนไว้แล้วว่าที่ตนเองคิดจะอยู่ป่านั้นควรจะมีความมุ่งหมายมีความเป็นอยู่และปฏิบัติตัวอย่างไร พระที่มีคุณสมบัติอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ จึงควรจะอยู่ป่า และจึงจะเป็นพระป่าที่ดี

ป่า โดยสรุปแล้วก็เป็นสถานที่เหมาะสมที่ดีเป็นบรรยากาศเกื้อกูลสำหรับให้พระสงฆ์ไปฝึกปฏิบัติขัดเกลาตน คือ จุดสำคัญ สาระสำคัญของการที่ว่าป่านี้ดี เป็นประโยชน์ก็เพราะว่าเป็นที่สงัด เป็นบรรยากาศที่เกื้อกูลเหมาะแก่การที่พระภิกษุจะไปเจริญภาวนา ฝึกหัดอบรมจิตของตนเอง เพราะฉะนั้น เมื่อพระพุทธศาสนาเจริญขึ้น ต่อมาก็มีวัดประเภทที่เรียกว่าวัดป่าเพิ่มมากขึ้น

อย่างที่โยมไปนมัสการสังเวชนียสถานในประเทศอินเดีย เมื่อถึงรายการที่ไปชมถ้ำอชันตา โยมก็คงได้เห็นแล้วว่า นี่แหละ เป็นตัวอย่างชัดๆ ที่ว่าแม้แต่ป่า ถ้ำ ภูเขา ก็เจริญขึ้นมาเป็นวัดวาอาราม

ถ้ำอชันตา คือ วัดที่เจริญรุ่งเรืองอย่างเต็มที่ เป็นวัดที่เจริญเต็มที่ได้สร้างอย่างดีแต่สร้างในภูเขา ขนาดแกะภูเขาออก เจาะภูเขาออกทำเป็นวัดไปเลย ในตัวถ้ำในตัวภูเขาเองนั้นแหละ เป็นวัดมีสิ่งก่อสร้างที่เกิดจากการแกะสลักที่เป็นศิลปวัตถุที่แสนจะสวยงาม แล้วก็ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังอะไรต่างๆ เต็มไปด้วยศิลปะ อันนี้ก็คือความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาซึ่งแม้แต่ป่า ถ้ำ และภูเขา ก็กลายเป็นวัดที่มีพระอยู่ท่ามกลางธรรมชาติเป็นจำนวนมากมาย

หลังจากนี้ พระพุทธศาสนาก็เจริญต่อมาอีก ในระยะหลังๆ นี่ถึงกับว่ามีการแบ่งเป็นวัดป่า วัดบ้าน พระอยู่ป่า พระอยู่บ้าน จะเห็นว่าตอนต้นพุทธกาลนั้น พระองค์เดียวกันนั่นแหละ บางเวลาต้องการจะไปอยู่ป่าก็ไปอยู่ป่า เมื่อออกจากป่าก็มาอยู่วัดในบ้านในเมือง และสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงวางหลักไว้ว่าควรจะสร้างเป็นวัดนั้น ก็เป็นที่ซึ่งอยู่ระหว่างป่าระหว่างบ้าน อย่างที่บอกว่า ไม่ให้ใกล้เกินไป ไม่ให้ไกลเกินไป พระองค์ให้หลักไว้อย่างนั้น นี่แสดงว่ามันกึ่งป่ากึ่งบ้านให้เชื่อมป่ากับบ้านเข้าด้วยกัน ให้บ้านได้รับประโยชน์จากป่า แล้วป่าก็จะให้ประโยชน์แก่คนในบ้านได้ โดยที่ยังคงสภาพเป็นป่าอยู่

ต่อมาก็ถึงกับมีการแยกกันชัดเจนดังที่ปรากฏในลังกา พอถึงลังกามีการแบ่งเป็นพระ ๒ ฝ่าย เป็นพระอยู่บ้านเรียกว่า พระคามวาสี และพระอยู่ป่าเรียกว่า พระอรัญวาสี ในสมัยพุทธกาลไม่มีการแบ่งชัดเจนอย่างนี้ มาสมัยลังกาแบ่งเป็น ๒ พวก พระอรัญวาสีก็ถนัดในเรื่องการเจริญภาวนาทำกรรมฐาน เรียกว่าวิปัสสนาธุระ พระอยู่บ้านก็หนักไปในทางเรื่องของการศึกษาเล่าเรียนเรียกว่า คันถธุระ พระคามวาสีก็ ชำนาญในเรื่องคันถธุระ เล่าเรียนพระคัมภีร์ และพระอยู่ป่า อรัญวาสีก็ถนัดในเรื่องวิปัสสนาธุระ เรื่องการเจริญวิปัสสนา

ขอทำความเข้าใจไว้ในที่นี้สักหน่อยว่า คามวาสี ที่ว่าพระอยู่บ้าน หรือพระอยู่ในบ้านนั้น เป็นสำนวนภาษา ไม่ใช่หมายความว่า พระมาอยู่ในบ้านในเรือนของชาวบ้าน แต่หมายความว่าอยู่วัดในเขตหมู่บ้าน หรือในเมือง

ทีนี้ มาถึงเมืองไทยเราในสมัยสุโขทัย เรารับพระพุทธศาสนาจากลังกาเข้ามา เราก็เลยเอาคติแบ่งพระ ๒ ฝ่าย เป็นพระคามวาสี กับพระอรัญวาสีเข้ามา แต่พระเถระผู้ใหญ่เป็นพระสังฆราชที่มาในตอนนั้น ที่มาจากสายลังกามาอยู่ที่นครศรีธรรมราช แล้วพ่อขุนรามคำแหงนิมนต์เข้ามาที่เมืองสุโขทัยมาอยู่วัดอรัญญิก วัดอรัญญิกชื่อก็บอกแล้วว่าวัดป่า แสดงว่าตอนนั้นนิยมพระอยู่ป่ามาก แล้วในเมืองไทยเราพุทธศาสนานับจากสุโขทัยมาก็เจริญเรื่อยมา โดยเราแบ่งเป็น ๒ ฝ่ายที่ว่า เป็นพระอยู่บ้านกับพระอยู่ป่า จนกระทั่งในสมัยอยุธยาถึงกับว่ามีตำแหน่งประมุขสงฆ์ ๒ ฝ่ายแยกกัน

ประมุขสงฆ์ฝ่าย คามวาสีฝ่ายอยู่บ้านก็เหมือนกับมีสังฆราชฝ่ายหนึ่ง แล้วก็ฝ่ายอรัญวาสีก็มีประมุขที่เหมือนกับเป็นสังฆราชอีกฝ่าย

ฝ่ายบ้านหรือคามวาสีนั้น ประมุขสงฆ์ได้แก่พระพุทธโฆษาจารย์ ส่วนฝ่ายป่า อรัญวาสี ได้แก่ พระวันรัต ทำไมท่านเอาอย่างนี้ คำว่า วันรัต นั้นแปลว่าผู้ยินดีในป่า บอกชัดอยู่แล้วเป็นสังฆราชฝ่ายพระวัดป่า แล้วก็ฝ่ายบ้านได้แก่พระพุทธโฆษาจารย์ เพราะอะไร เพราะว่าพระพุทธโฆษาจารย์เป็นชื่อของพระอรรถกถาจารย์องค์สำคัญ เป็นผู้แต่งคัมภีร์อรรถกถาอธิบายพุทธพจน์ที่มีชื่อเสียงมาก เป็นผู้คงแก่เรียน เป็นนักปราชญ์ ก็แสดงว่าฝ่ายคามวาสีนี่ถนัดเรื่องทางปริยัติการเล่าเรียนศึกษา ก็เอาชื่อมาตั้งเป็นประมุข

ตอนนั้นคำว่าสังฆราชมีแต่สังฆราชา และสังฆราชานี้เป็นตำแหน่งพระแค่ชั้นเจ้าคณะจังหวัด ที่เล่านี่เพื่อโยมจะได้ทราบเรื่องนี้เป็นเกร็ดความรู้ว่าสมัยอยุธยานั้น สังฆราชาเป็นตำแหน่งแค่เจ้าคณะจังหวัดเท่านั้นเอง ประมุขสงฆ์กลับเป็นโน่น พระพุทธโฆษาจารย์ และพระวันรัต

พระวันรัต หรือบางครั้งเรียกว่าพระพนรัตนั้น บางองค์มีชื่อเสียงมาก อย่างในประวัติศาสตร์อยุธยาสมัยสมเด็จพระนเรศวรโยมคงเคยได้ยิน ท่านช่วยข้าราชบริพาร ทหารใหญ่ แม่ทัพนายกองไว้เยอะแยะ ไม่ให้ถูกประหารชีวิต คือ ตอนที่สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จไปรบกับพม่า แล้วช้างพาเตลิดเข้าไปท่ามกลางกองทัพพม่า กองทัพไทยตามไปไม่ทัน พระองค์ก็อยู่ลำพัง ๒ พระองค์ ในท่ามกลางกองทัพข้าศึก

ตอนนั้นฝุ่นตลบไปหมด พอฝุ่นสงบลงไป มองเห็นกันก็ปรากฏว่ามีแต่ทหารพม่าล้อมเต็มไปหมด แต่ว่าบังเอิญสมเด็จพระนเรศวรทรงเหลือบไปเห็นพระมหาอุปราชา แม่ทัพฝ่ายพม่ายืนช้างอยู่ใต้ต้นไม้ พระองค์ก็เลยได้โอกาสมีปฏิภาณตรัสเรียก สมเด็จพระมหาอุปราชา ให้มาชนช้างกัน สมเด็จพระมหาอุปราชาด้วยขัตติยมานะ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ต้องจำใจรับคำท้า กองทัพพม่าก็ทำอะไรไม่ได้ แม่ทัพต้องมารบกันด้วยวิธียุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรก็ทรงรบชนะ ทำให้สมเด็จพระมหาอุปราชา ขาดคอช้าง แล้วพร้อมกันนั้นสมเด็จพระเอกาทศรถ ก็ทรงชนะเช่นเดียวกัน อันนั้นเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่

แต่เมื่อทัพพม่าแตกไปแล้ว สมเด็จพระนเรศวรกลับคืนสู่พระราชวังทหารใหญ่กลับมาก็มีกฎมณเฑียรบาลบอกไว้ว่า ถ้าหากว่าพวกทหารละทิ้งพระมหากษัตริย์ในการรบ ก็จะต้องถูกประหารชีวิต และตอนนั้นแม่ทัพนายกองทั้งหลายผู้ใหญ่จะต้องถูกประหารชีวิตกันหมด เรื่องก็มาถึงขั้นที่พิจารณาความและจะต้องลงโทษประหารชีวิต

ตอนนั้นเองที่พระวันรัตได้เข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์ พระวันรัตหรือสมเด็จพระวันรัตองค์นี้ในประวัติศาสตร์ เรียกว่า พระพนรัตน์ เพราะท่านอยู่วัดป่าแก้ว อาตมภาพได้บอกแล้วว่า พระวันรัต แปลว่า ผู้ยินดีในป่า ถ้าแผลง ว เป็น พ ก็เป็นพระพนรัต แต่พระวันรัตองค์นี้ ท่านอยู่วัดป่าแก้ว ก็เลยเรียกเลียนเสียงให้เหมือนกัน แต่เขียนเป็น พนรัตน์ โดยให้แปลว่าป่าแก้ว

พระพนรัตน์นี่ท่านก็เดินทางมาเข้าเฝ้าในหลวง คือสมเด็จพระนเรศวร แล้วก็มาแสดงธรรมเทศนาถวาย ชักจูงพระทัย จนกระทั่งให้เห็นว่า การที่ทรงรบครั้งนี้โดยที่ว่าทหารตามไม่ทันเหมือนกับละทิ้งพระองค์นี้ เป็นการทำให้พระองค์มีเกียรติคุณยิ่งใหญ่ พระพนรัตน์เปรียบเทียบบอกว่า เหมือนอย่างสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงชนะมารที่ใต้ต้นโพธิ์

ตอนนั้นพระพุทธเจ้าทรงผจญมาร ก่อนที่มารจะมานั้น พระพรหมเทวดาทั้งหลายมาเฝ้ากันเต็มไปหมด แต่พอมารมา ปรากฏว่าเทวดาและพรหมทั้งหลายหนีกันไปหมดเลย คือ มันเป็นอย่างนั้นมารนี่มีอำนาจมาก พระพรหมก็ยังกลัวมารเลย พอบอกว่ามารมาเท่านั้นแหละ พระพรหมและเทวดาทั้งหลายหนีไปสุดขอบจักรวาลเลย ตอนนั้นพระพรหมและเทวดาทั้งหลายก็กลัวมารมาก พากันหนีไปหมด ทิ้งให้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอยู่ลำพังพระองค์เดียวท่ามกลางกองทัพมาร จนกระทั่งพระองค์พิชิตมารได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าดังที่เราเรียกพระพุทธรูปปางนี้ว่า ปางมารวิชัย

พระพนรัตน์นำเรื่องนี้มาเทศน์ถวาย วิสัชชนาอธิบายแก่สมเด็จพระนเรศวรว่า ถ้าหากว่าพระพุทธเจ้าชนะต่อมารโดยอานุภาพของพรหมหรือเทวดามาช่วย ก็ไม่ใช่เรื่องอัศจรรย์ แต่ในการที่พระองค์ผู้เดียวอยู่ในท่ามกลางกองทัพมารแล้ว ทรงชนะมารได้นี่ จึงเป็นความยิ่งใหญ่ที่เรานับถือพระพุทธเจ้าจนกระทั่งปัจจุบัน ในการที่องค์สมเด็จพระนเรศวรอยู่ในท่ามกลางข้าศึก โดยที่ทหารทั้งหลายเข้าไปไม่ถึงนี่เหมือนกับว่า เทพยดาจะดลบันดาลให้พระองค์ได้เกียรติยศยิ่งใหญ่ จึงให้ทหารเหล่านั้นไม่สามารถตามทัน โดยที่ทหารเหล่านั้นไม่ได้ตั้งใจที่จะทอดทิ้งพระองค์แต่ประการใด แต่เป็นอานุภาพของเทพยเจ้าหากบันดาลให้เป็นไปอย่างนั้นเอง เป็นเหมือนกับต้องการประกาศเกียรติคุณ ของพระนเรศวรให้ปรากฏ ทำให้เป็นประวัติศาสตร์สืบต่อไปในภายหน้า

สมเด็จพระนเรศวรทรงสดับพระธรรมเทศนา ทรงฟังคำถวายวิสัชชนาแล้วก็ทรงปลื้มพระทัย เกิดพระปีติมาก ก็เลยถือเป็นเหตุในการทรงพระราชทานอภัยโทษแก่แม่ทัพนายกองทั้งหลาย เป็นเหตุการณ์โดดเด่นเกี่ยวกับพระพนรัตน์ที่เป็นประมุขสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสีเป็นประวัติศาสตร์สืบมา

อาตมภาพนำเรื่องนี้มาเล่าเพื่อให้โยมเห็นว่าในเมืองไทยเรานี้มีประเพณีวัด ๒ แบบ คือ วัดฝ่ายคามวาสีกับ อรัญวาสี ซึ่งเป็นเรื่องของวิวัฒนาการของพระพุทธศาสนา ฉะนั้น การที่จะจัดการเกี่ยวกับเรื่องวัด เรื่องป่า อะไรต่ออะไรนี่คงจะต้องเข้าใจคติเหล่านี้ให้ดีว่า คติเดิมในพระพุทธศาสนาสมัยพุทธกาลเป็นอย่างไร คติในเมืองไทยเราถือกันมาอย่างไร เราแบ่งเป็น คามวาสี กับ อรัญวาสี มีประวัติศาสตร์อย่างไร เราเข้าใจเรื่องอย่างนี้แล้วเราจะจัดอะไรต่ออะไรได้ถูกต้อง

แม้ว่าขณะนี้ การปกครองคณะสงฆ์ในประเทศไทยปัจจุบัน จะไม่ได้แยกเป็นฝ่ายคามวาสี กับอรัญวาสี เหมือนอย่างในสมัยโบราณ คือ กฎหมาย เกี่ยวกับการปกครองของคณะสงฆ์ ฉบับที่ใช้กันอยู่ในบัดนี้ ไม่ได้บัญญัติเอาไว้ แต่คติการจัดพระสงฆ์เป็นฝ่ายคามวาสี กับฝ่ายอรัญวาสี ก็ยังปรากฏอยูอย่างชัดเจน ในประเพณีที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและเลื่อนสมณศักดิ์ ซึ่งจะเห็นได้ในพระราชทินนามของพระราชาคณะ ตัวอย่างทางฝ่ายคามวาสี เช่น

พระเทพปริยัติมุนี ศรีปริยัติวิธาน กิตติสารโสภิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

ส่วนทางฝ่ายอรัญวาสี (ถ้าเขียนอย่างสันสกฤต ก็เป็น อรัณยวาสี) ก็มีตัวอย่าง เช่น

พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ ยติคณิสสร บวรสังฆาราม อรัณยวาสี พระราชาคณะชั้นราช ฝ่ายวิปัสสนาธุระ”

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ในระดับสูงทั้งฝ่ายคามวาสี และอรัญวาสี ได้ถูกจัดรวมเข้าอยู่ภายใต้การบริหารเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังจะเห็นได้ในพระราชทินนามของสมเด็จพระราชาคณะทุกองค์ มีทั้งคำว่าคามวาสี และอรัญวาสี รวมอยู่ด้วยกัน แสดงว่าสมเด็จพระราชาคณะทุกองค์เป็นผู้นำของคณะสงฆ์ทั้งฝ่ายคามวาสี และอรัญวาสี ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหนแม้แต่จะอยู่แต่ในเมืองก็ตาม ดังเช่น

สมเด็จพระวันรัต ปริยัติพิพัฒนพงศ์ วิสุทธิสังฆปริณายก ตรีปิฎกโกศล วิมลคัมภีรญาณสุนทร ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัณยวาสี

รวมความว่า วัดยุคแรกในสมัยพุทธกาลนั้น เป็นวัดป่า ไม่ห่างไกลบ้านเมืองอาจจะเรียกว่า วัดกึ่งป่ากึ่งบ้าน หรือเป็นวัดป่าคู่เคียงกับบ้านเมือง ซึ่งก็เป็นยุคแรกของการประกาศพระศาสนา พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดคนในเมือง และพระสงฆ์สาวกทั้งหลายในยุคแรกนั้นก็ล้วนเป็นผู้บรรลุธรรม จบการศึกษา หรือจบสิกขาแล้วแทบทั้งสิ้น ไม่มีการที่จะต้องฝึกหัดขัดเกลาตน ได้แต่มุ่งสั่งสอนประชาชน ชาวบ้าน ชาวเมืองให้มีความร่มเย็นเป็นสุข

แต่ต่อมา เมื่อพระพุทธศาสนาเจริญขยายตัวมากขึ้น มีผู้เข้ามาบวชมากขึ้น พระภิกษุจำนวนมากเป็นผู้เริ่มศึกษา อยู่ในสิกขาชั้นแรก ก็ต้องมีการเน้น ในเรื่องการปฏิบัติขัดเกลาตนเองนี้มากขึ้น จึงต้องการสถานที่วิเวกหรือสงบสงัด โดยเฉพาะป่านั้น เพื่อเป็นบรรยากาศอันเกื้อกูลแก่การเจริญภาวนา การเน้นเรื่องการอยู่ป่า หรือเข้าไปใช้ป่า จึงมีมากขึ้น และวัดป่าประเภทห่างไกลเมือง ก็มีเพิ่มมากขึ้นด้วย

พร้อมกันนั้นวัดที่อยู่ไม่ห่างไกลเมือง เมื่อบ้านเมืองขยายออกไปก็มีลักษณะใกล้ชิดบ้านเมือง หรืออยู่ท่ามกลางบ้านเมืองมากขึ้นทุกที พระที่ไม่ได้ปลีกตัวไปอยู่ป่าหรือกลับมาจากป่าแล้ว มาอยู่ในวัดเหล่านี้ ก็จะอยู่ใกล้ชิดชาวบ้าน บางองค์มัวยุ่งกับกิจของสงฆ์ ยุ่งกับการเล่าเรียนสั่งสอนพระเณรในวัดบ้าง ยุ่งกับงานอบรมสั่งสอนชาวบ้านบ้าง บางทีก็เลยไม่ได้ปลีกตัวออกไปอยู่ในป่า แม้แต่ในบางระยะเวลา ส่วนพระบางองค์มีอัธยาศัยโน้มเอียงชอบอยู่สงัด แม้จะจบสิกขาบรรลุธรรมสูงสุดแล้ว ก็ยังถือธุดงค์ อยู่ป่าตลอดชีวิตก็มี ไปๆ มาๆ ลักษณะที่แยกเป็นพระอยู่บ้านกับพระอยู่ป่าก็ชัดยิ่งขึ้นๆ จนกระทั่งในสมัยต่อมากลายเป็นมีพระสองฝ่าย ที่เรียกกันว่า คามวาสี กับ อรัญวาสี อย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น

แต่จะอย่างไรก็ตาม พระที่แยกเป็น ๒ ฝ่ายนั้น ก็ต้องปฏิบัติอยู่ในทางสายกลางถึงจะอยู่ในบ้านในเมือง เป็นคามวาสีก็ต้องไม่ให้ถึงกับวุ่นวายกลายเป็นคลุกคลีกับชาวบ้าน ถึงจะอยู่ในป่าเป็นอรัญวาสี ก็ต้องไม่ให้ถึงกับปลีกตัวโดดเดี่ยว เป็นฤษีชีไพร

สำหรับวัดป่านั้น อย่างน้อยเราก็ต้องเข้าใจว่าวัดป่าเป็นอย่างไร มีลักษณะอย่างไร วัดป่าควรจะอยู่ห่างจากบ้านเท่าไร (วัดป่าควรอยู่ห่างจากหมู่บ้านอย่างน้อย ๕๐๐ คาวุต คาวุต = ๑ วา เพราะฉะนั้น ๕๐๐ คาวุต เท่ากับ ๑ กม.) เพราะถ้าทำไม่ดีมันกลายเป็นว่าไปสร้างวัดบ้านในกลางป่าอีก ก็คนละอย่างไม่ใช่วัดป่า จึงต้องพิจารณาให้ดีด้วย

นี่ก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับด้านประวัติศาสตร์ แต่อย่างที่อาตมภาพกล่าวแล้วว่า คติที่สำคัญในเรื่องนี้ ก็คือการที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญการอยู่ป่า ก็เพราะว่าป่าเป็นสถานที่มีบรรยากาศเป็นวิเวก ชวนให้เกิดความสงบสงัด ซึ่งเริ่มด้วยกายวิเวก ความสงัดทางกายก่อน เมื่อเรามีความสงัดทางกาย กายห่างจากเสียงอึงคะนึง เอิกเกริก สิ่งที่จะมาล่อเร้าชักจูงต่างๆ แล้ว ก็โน้มน้อมชักจูงจิตใจให้สงบไปด้วย เมื่อจิตใจสงบแล้วก็เหมาะที่จะบำเพ็ญเพียรเพื่อกำจัดกิเลสได้ เมื่อใจปราศจากกิเลสก็เรียกว่าเป็นความสงัดจากกิเลสซึ่งเป็นวิเวก หรือความสงัดอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นขั้นสูงสุด

พระพุทธเจ้าจึงตรัสเรื่องวิเวกไว้ ๓ ขั้น คือ

  1. กายวิเวก ความสงัดกาย กายปลีกออกจากสิ่งที่ รบกวน เอิกเกริก อึงคะนึง พลุกพล่าน จอแจ
  2. จิตวิเวก ความสงัดของจิต คือ จิตใจที่สงบ
  3. อุปธิวิเวก ความสงัดกิเลส หมดกิเลสไปจากใจ

แม้บางคนจะมีกายวิเวก แต่จิตก็ไม่วิเวกแม้จะเข้าไปอยู่ในป่าแล้ว กายสงัดแต่ใจฟุ้งซ่าน คิดไม่เป็นเรื่อง มีแต่ ความคิดที่สับสนวนเวียน ไม่สบาย ไม่มีความสุข ถูกกิเลส ก่อกวนเร้ารุมใจก็ไม่ได้รับประโยชน์จากป่า กลับกลายเป็นว่าป่าเป็นโทษแก่บุคคลนั้น

ทีนี้แม้มีจิตวิเวก จิตสงบสงัดแล้ว แต่ถ้ายังมีกิเลสเป็นเชื้ออยู่ภายในก็สามารถฟุ้งขึ้นมาอีก เมื่อกระทบอารมณ์ภายนอกจิตนั้นก็จะหมดความสงัด ก็จะถูกความทุกข์ ความเร่าร้อน ความมีกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ รบกวนขึ้นมา ให้เดือดร้อนให้กระวนกระวายได้จึงต้องกำจัดกิเลสให้หมดสิ้นไป ให้ถึงขั้นปราศจากกิเลส ที่ท่านเรียกว่า เป็นความสงัดจากกิเลส (อุปธิวิเวก)

ทีนี้มองในมุมกลับว่าถ้าผู้ใดสงัดกิเลสแล้วเป็น อุปธิวิเวก ปราศจากกิเลสแล้ว แม้กายจะอยู่ท่ามกลาง ความสับสนอลเวง อึงคะนึง ก็ไม่มีปัญหา ท่านผู้นั้นก็มีจิตใจที่สงบสามารถกลับเป็นผู้ที่จะมาช่วยคนที่อยู่ในสังคม ที่พลุกพล่านจอแจ ให้มีความสงบไปด้วยอีก

เพราะฉะนั้น วิเวกเหล่านี้จึงสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ป่าเป็นกายวิเวก มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้เกิดจิตวิเวก แล้วจะได้บำเพ็ญอุปธิวิเวกให้เกิดขึ้น แต่ถ้าผู้ใดมีอุปธิวิเวก สงัดกิเลสแล้ว จะไปอยู่ที่ไหนก็ตามก็จะพาให้วิเวกความสงบ สงัด เกิดขึ้นในที่นั้นได้ครบถ้วนทุกประการ

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสพระคาถาไว้บทหนึ่งว่า

คาเม วา ยทิ วารญฺเญ นินฺเน วา ยทิ วา ถเล
ยตฺถ อรหนฺโต วิหรนฺติ ตํ ภูมิรามเณยฺยกํ

แปลว่า ไม่ว่าป่า ไม่ว่าบ้าน ไม่ว่าที่ลุ่ม หรือ ที่ดอน พระอรหันต์ คือ ผู้ที่ไกลกิเลสอยู่ที่ไหนที่นั่นไซร้คือสถานอันรื่นรมย์

เพราะฉะนั้นถึงที่สุดแล้วจะเป็นป่า หรือเป็นบ้านก็ได้ ขอให้ใจห่างจากกิเลส ใจสงัดกิเลสแล้วที่นั่นเป็นสถานที่รื่นรมย์ได้ทั้งหมด

อันนี้ก็กลายเป็นว่าต้องมองดู ๒ ชั้น ทางด้านวัตถุ สภาพภายนอกและด้านจิตใจ ดังนั้นพระพุทธเจ้าแม้จะอยู่ในป่าบ้าง อยู่ในบ้านในเมืองบ้าง แต่พระองค์ก็นำแต่ ความร่มเย็นไปให้ ทั้งนี้เพราะว่าพระหฤทัยนั้นปราศจาก กิเลส เป็นอุปธิวิเวก ปลีกจากกิเลสได้ทั้งหมดแล้วนั่นเอง

เพราะฉะนั้นพุทธสาวกก็พึงปฏิบัติตามนี้ คือ อาศัยป่าเป็นบรรยากาศแวดล้อมที่มีกายวิเวกเพื่อชักจูงใจให้สงบเป็นจิตวิเวก บำเพ็ญเพียรเพื่อให้ปราศจากกิเลสเป็นอุปธิวิเวก เมื่อมีอุปธิวิเวกแล้วก็ไปช่วยเหลือสั่งสอนแนะนำประชาชนในสถานที่ต่างๆ ให้ความสงบให้ความร่มเย็นเป็นสุขนั้นมีในทุกสถานที่ ไม่ว่าจะอยู่ป่าอยู่บ้านก็ตาม เป็นสุขโดยทั่วกัน

สรุปว่า

  1. สำหรับมนุษย์ผู้มีกิเลสนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในบ้าน หรืออยู่ในป่าก็ทำให้เดือดร้อนทั่วไปหมด
  2. สำหรับพระภิกษุในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนแนะนำให้ใช้ป่าเป็นที่ บำเพ็ญเพียร เพราะเป็นที่เหมาะสม สภาพแวดล้อมเป็นที่วิเวกเกื้อกูลแก่การบำเพ็ญเพียร ทางจิตจะได้ทำตนให้เป็นผู้หมดกิเลสต่อไป
  3. เมื่อหมดกิเลสแล้วจะไปอยู่ป่าอยู่บ้านก็ทำให้รื่นรมย์ไปหมด

เพราะฉะนั้น จึงควรจะช่วยกันรักษาป่าไว้ และสนับสนุนให้พระสงฆ์ได้ไปอยู่ป่า เพื่อจะได้อาศัยกายวิเวก เป็นเครื่องโน้มนำจิตใจให้สงบ ใช้ป่าเป็นที่บำเพ็ญเพียรขัดเกลากิเลสให้หมดสิ้นไป แล้วท่านจะได้นำความสงบ ร่มเย็นนั้นออกไปเผยแพร่ให้ทั่วถึงในที่ทุกสถาน

ในการปฏิบัติตามหลักการที่กล่าวมานี้ มีข้อที่ควรระลึกไว้ เพื่อเป็นแนวทางของการปฏิบัติ คือ

  1. มีพุทธบัญญัติห้ามมิให้ภิกษุตัดต้นไม้ หรือแม้เด็ดดอกไม้ เก็บผลไม้ ถ้าพระภิกษุตัดต้นไม้ก็เป็นการละเมิดพุทธบัญญัติผิดวินัย
  2. ถ้าภิกษุตัดต้นไม้ของหลวง หรือที่มีเจ้าของโดยเจตนาลักลอบตัดหรือทำลาย ก็จะเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง อาจจะถึงกับขาดจากความเป็นพระภิกษุ
  3. ความเป็นอยู่ และการประพฤติปฏิบัติตาม พระธรรมวินัยของพระภิกษุ จะเป็นการรักษา ป่าโดยตัวของมันเอง โดยมิต้องให้พระทำหน้าที่อนุรักษ์ป่า
  4. ถ้าหากว่าความดำรงอยู่ของป่าเป็นไปเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของประชาชนและสันติสุขของสังคม พระก็ควรแนะนำสั่งสอนประชาชนให้มองเห็นคุณค่าของป่า และรู้จัก รักษาป่า
  5. ประชาชนหรือพุทธศาสนิกชน ควรช่วยกันรักษาป่า และสนับสนุนให้พระภิกษุสงฆ์ ได้มีโอกาสใช้ป่าเป็นที่แสวงวิเวก ในการบำเพ็ญ สมณธรรม
  6. รัฐหรือทางการบ้านเมือง ถ้าเห็นแก่ความเจริญ มั่นคงของพระพุทธศาสนา และการพัฒนาจิตใจของประชาชน พร้อมทั้งปรารถนาจะอุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์ สนับสนุนให้ท่านปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ควร จะสนับสนุนให้พระสงฆ์ได้มีโอกาสแสวงวิเวก ในป่า ใช้ป่าให้เป็นประโยชน์ในการบำเพ็ญสมณธรรม และรักษาป่าไว้เพื่อประโยชน์ นี้ประการหนึ่งด้วย
  7. รัฐและประชาชนชาวไทย ถ้าเห็นแก่ประวัติศาสตร์ และต้องการผดุงรักษาวัฒนธรรม ประเพณีของชาติไทย ก็ควรจะดำรงรักษา ประเพณีที่ให้มีวัด ทั้งวัดบ้านและวัดป่า คือการมีวัดแบบคามวาสี และวัดอรัญวาสี ดังที่ประเทศไทยเราได้เคยมีคณะสงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่าย

อาตมภาพได้นำธรรมเกี่ยวกับเรื่อง ป่า มาเล่าให้โยมฟัง ก็คิดว่าใช้เวลาโยมไปเยอะแล้ว จึงขออนุโมทนาคุณโยมอีกครั้งหนึ่งที่ได้ถวายภัตตาหารในครั้งนี้ และก็ได้มาสดับธรรมกถาเป็นส่วนประดับปัญญาบารมี ก็ขออาราธนาคุณพระรัตนตรัยอวยชัยให้พร

รตนตฺตยานุภาเวน รตนตฺตยเตชสา

ด้วยเดชานุภาพคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ พร้อมทั้งกุศลเจตนามีศรัทธาเป็นต้น และเมตตาไมตรีธรรม ในจิตใจของโยมทุกท่าน จงเป็นปัจจัยอภิบาลรักษาให้ทุกท่านเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย มีความ ร่มเย็นงอกงาม เป็นสุขในพระธรรมคำสอนของพระสัมมา สัมพุทธเจ้า ตลอดกาลนาน เทอญ

พระกับป่า มีปัญหาอะไร

ตอบปัญหาเรื่องพระกับป่า

เชิงอรรถ

  1. ธรรมกถาของพระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตโต) แสดงแก่คณะโยมญาติมิตร ณ บ้านคุณเลียบ – เจริญศรี รักตะกนิษฐ เมื่อวันพุธที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๓๔ พร้อมทั้งข้อความจากธรรมกถาเรื่องอื่นของท่านบางเรื่อง เช่น ที่กล่าวตอบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นต้น ซึ่งได้คัดลอกมารวมไว้ด้วย

No Comments

Comments are closed.