ทำงานให้ถูกตามธรรมชาติ ไม่ต้องประสาน งานก็มาด้วยกันกับความสุข

1 กันยายน 2540

ทำอย่างไร
จะให้งานประสานกับความสุข1

ทำงานให้ถูกตามธรรมชาติ
ไม่ต้องประสาน งานก็มาด้วยกันกับความสุข

ชื่อเรื่องที่พูดนี้ก็ตั้งมาร้อนๆ นี้เอง ชื่อว่า ทำอย่างไรจะให้งานประสานกับความสุข ความจริงก็ตั้งไปอย่างนั้นเอง เมื่อตั้งแล้วก็ทำให้เกิดความรู้สึกคล้ายๆ ว่า งานกับความสุขเป็นคนละเรื่องคนละทาง เราจึงต้องจับมาประสานกัน คือทำอย่างไรจะให้งานกับความสุขมาอยู่ด้วยกัน

ว่าที่จริง งานกับความสุขไม่ใช่ของแยกกัน มันไม่ใช่คนละพวก มันเป็นพวกเดียวกันได้ โดยธรรมชาตินั้นงานกับความสุขนี้มันมาได้ด้วยกัน งานมาได้ทั้งกับความทุกข์และความสุข อยู่ที่ว่าเราจะปฏิบัติถูกหรือผิด ถ้าเราปฏิบัติถูก งานก็จะทำให้เกิดความสุข แต่ถ้าปฏิบัติผิด งานก็จะทำให้เกิดความทุกข์ ทั้งนี้ก็อยู่ที่เหตุที่ปัจจัยจะเข้ามาประสานกัน ที่พูดคล้ายกับว่าจะจับเข้ามาประสานกันนั้น จึงเป็นเพียงสำนวนภาษาเท่านั้นเอง

ทำไมอาตมาจึงบอกว่างานกับความสุขเป็นเรื่องเดียวกัน โดยธรรมชาติเราก็รู้กันว่า สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน เรื่องของธรรมชาตินั้น อยู่ที่ว่าเราต้องปฏิบัติให้ถูก หมายความว่า ปฏิบัติให้ถูกตามเหตุปัจจัย พูดง่ายๆ ว่าดำเนินชีวิตให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ ถ้าเราดำเนินชีวิตถูกต้องตามกฎธรรมชาติ งานก็สามารถมากับความสุข พูดอย่างนี้อาจจะฟังยากหน่อย อาตมาจะยกตัวอย่าง

ธรรมดาคนเราทำงานก็ต้องมีจุดมุ่งหมายว่าทำงานไปทำไม คือ เราต้องมีความต้องการอย่างหนึ่งก่อน แล้วจึงจะทำงาน งานก็คือการกระทำให้บรรลุจุดมุ่งหมายนั้น ยกตัวอย่างง่ายๆ เราเรียกการทำสวนว่าเป็นงานชนิดหนึ่ง คนที่จะทำสวนก็ต้องมีจุดมุ่งหมายว่า จะทำสวนทำไม งานคือการทำสวนนั้นเกิดขึ้นจากการมีความมุ่งหมายก่อน ความมุ่งหมายอะไร คือ ต้องการใหัต้นไม้เจริญงอกงาม เราต้องการให้ต้นไม้เจริญงอกงาม เราจึงไปทำสวน

ถ้าเราต้องการให้ต้นไม้เจริญงอกงาม แล้วเราจึงไปทำงานคือทำสวน พอต้นไม้เจริญงอกงาม เราก็บรรลุเป้าหมาย เมื่อเราบรรลุเป้าหมาย ความต้องการของเราได้รับการสนองแล้ว เราจะได้รับผลอะไร เราก็เกิดความสุขขึ้น ไม่ต้องพูดถึงว่าต้องรอให้บรรลุจุดมุ่งหมายหรอก แม้แต่ในระหว่างนั้น ถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี งานเดินคืบหน้าไปสู่จุดมุ่งหมาย ใกล้เข้าไปๆ เราก็จะมีความอิ่มใจ มีความสุขไปเรื่อย

ที่ว่านี้แสดงว่าการทำงานต้องมีจุดมุ่งหมาย และถ้างานนั้นตรงกับจุดมุ่งหมายที่ต้องการก็เป็นเรื่องของธรรมชาติ งานเป็นเหตุ ผลคือสำเร็จเป้าหมายที่ต้องการ เมื่อต้องการอะไร แล้วได้อันนั้น ความต้องการได้รับการตอบสนอง เหตุกับผลตรงกัน ก็เกิดความสุขความพึงพอใจขึ้น นี่เป็นเรื่องของธรรมชาติ

แต่มนุษย์นั้นมีปัญหาเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องซับซ้อน คือเวลาเราทำงานไปๆ บางทีเราลืมสนิทว่าเราไม่ได้ดำเนินชีวิตตามกฎธรรมชาติ คือการทำงานของเราไม่เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ของตัวงานนั้น เราก็ได้รับผลที่ไม่ตรงกับความต้องการ ตอนนี้แหละก็จะเกิดเรื่องเป็นปัญหาขึ้น

โลกปัจจุบันมีอารยธรรม เมื่อมนุษย์เจริญขึ้นมา มีระบบความเป็นอยู่และความสัมพันธ์ในสังคมที่ซับซ้อน ก็จะมีความก้าวหน้าอย่างหนึ่งเกิดขึ้น คือ การสมมติ

ตามเรื่องเดิมของธรรมชาตินั้น การทำสวนเป็นตัวงาน ผลที่แท้ของมันคือต้นไม้เจริญงอกงาม เมื่อเราทำเหตุคือทำสวน แล้วได้ผลคือต้นไม้เจริญงอกงาม เราก็มีความสุข แต่ในโลกปัจจุบัน เมื่อมนุษย์เจริญขึ้นมา ก็มีการสร้างเป็นระบบทางสังคมขึ้น ในระบบที่จัดตั้งในทางสังคมนี้ ก็มีสิ่งซึ่งทางพระเรียกว่าสมมติ สมมติอย่างไร คือมีการกำหนดให้การทำสวนเป็นงานชนิดหนึ่งในสังคม เมื่อทำไปแล้วจะได้รับผลตอบแทนคือเงิน ทำให้เรามองว่าการได้เงินเป็นผลของการทำสวน

ตรงนี้ถ้ามองให้ดีจะเห็นว่าได้มีผลเกิดซ้อนขึ้นมา ๒ ชั้น หมายความว่าผลของงานนั้นมี ๒ อย่าง ผลที่ ๑ คือต้นไม้เจริญงอกงาม ซึ่งเป็นผลของการทำสวน ชนิดที่เป็นผลตามธรรมชาติ แต่คราวนี้มีผลอีกอย่างหนึ่งเป็นผลที่ ๒ เกิดซ้อนขึ้นมาด้วย จากเหตุเดียวกันนั้น ซึ่งเป็นผลที่มนุษย์สมมติขึ้น โดยบัญญัติจัดตั้งวางเป็นระบบขึ้นว่าทำสวนแล้วได้เงิน เหตุคือการทำสวน แต่ผลที่ต้องการคือเงิน

ถึงตอนนี้เราก็เห็นแล้วว่าจากเหตุเดียวกันคือการทำสวน มีผลเกิดขึ้น ๒ อย่าง คือ การที่ต้นไม้เติบโตเจริญงอกงาม เป็นผลตามธรรมชาติ และการที่คนได้เงิน เป็นผลตามสมมติของมนุษย์

การทำสวนเป็นเหตุตามธรรมชาติ ผลที่แท้ของการทำสวนคืออะไร ตอบได้เลยว่าคือการที่ต้นไม้เจริญเติบโตงอกงาม

แต่คนอาจจะทำสวนโดยไม่ต้องการผลตามธรรมชาติ เขาอาจจะทำสวนเพราะต้องการได้เงิน ซึ่งเป็นผลตามบัญญัติ สมมติ เราจะต้องรู้เท่าทันว่าผลตามบัญญัติตามสมมติของมนุษย์นี้ ไม่เป็นจริงตามธรรมชาติ จริงไหมที่ว่า การทำสวนเป็นเหตุแล้วได้เงินเป็นผล ตอบว่าจริง แต่เป็นจริงตามสมมติของมนุษย์ ไม่มีความจริงแท้อยู่ในธรรมชาติของตัวมันเอง

สมมติแปลว่าอะไร สมมติ มาจากคำว่า สํ + มติ มติ แปลว่า ข้อตกลง การยอมรับ หรือรู้กัน สํ แปลว่า ร่วมกัน สมมติจึงแปลว่า มติร่วมกัน หรือข้อตกลงร่วมกัน เราจึงต้องตกลงร่วมกันว่า คุณไปทำสวนนะ แล้วฉันจะให้เงินคุณ เดือนละ ๕,๐๐๐ บาท หรือ ๓,๐๐๐ บาทก็แล้วแต่ เมื่อตกลงกันอย่างนี้แล้ว ก็เกิดเป็นกฎเกณฑ์ขึ้นมา แต่เป็นกฎเกณฑ์ของมนุษย์ที่ไม่เป็นจริงตามธรรมชาติ คือมันขึ้นอยู่กับสมมติ หรือการตกลงกันนั้น ถ้าการตกลงหายไป กฎนี้ก็หมดความหมายไปด้วย

ถ้าเราไปทำสวนแล้วเขาไม่ยอมรับข้อตกลงนี้ ตัวสมมติหายไป กฎเกณฑ์นั้นก็ไม่เป็นความจริง เมื่อทำเหตุแล้ว ผลก็ไม่เกิด คือทำสวนไปหนึ่งเดือน เงินไม่มา กฎถูกยกเลิกไปแล้ว ฝ่ายที่จะให้เงินก็ไม่ให้ กฎสมมติจึงไม่เป็นความจริงที่แท้ เพราะเป็นของที่มนุษย์ตกลงกันขึ้น มาซ้อนผลที่แท้จริงของธรรมชาติอีกทีหนึ่ง

ถ้าพูดกันตรงไปตรงมาตามธรรมชาติ เราทำสวนเพื่ออะไร การทำสวนเป็นเหตุ ผลที่แท้จริงตามธรรมชาติก็คือ ต้นไม้เจริญงอกงาม อันนี้แน่นอน เป็นผลตามธรรมชาติ ถ้าเราต้องการให้ต้นไม้เจริญงอกงาม เราก็ต้องดูแลรดน้ำต้นไม้ที่เรียกว่าทำสวน เมื่อทำสวน ต้นไม้จึงจะเจริญงอกงาม นี้เป็นเหตุเป็นผลที่แท้จริง เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่เป็นจริงแน่นอน ที่มนุษย์ยกเลิกไม่ได้ และก็หลอกมันไม่ได้ด้วย

แต่ถ้าเป็นเหตุผลของมนุษย์ที่ตกลงกันสมมติเป็นกฎเกณฑ์ขึ้นมา ว่าการทำสวนเป็นเหตุ แล้วมีการได้เงินสามพันบาทหรือห้าพันบาทเป็นผล อันนี้เป็นกฎเกณฑ์ของมนุษย์ที่ซ้อนขึ้นมา กฎมนุษย์ที่สมมติกันนี้ มนุษย์ยกเลิกได้ และก็หลอกกันได้ด้วย เรื่องมันจึงยุ่ง แล้วก็จะมีผลต่อความสุขความทุกข์ของเรา ชนิดที่เป็นแบบซับซ้อนหลายชั้นหลายเชิง และถ้าจับไม่ถูกจุด ก็จะนุงนังสับสน วุ่นกันไปหมด ทั้งตัวคน และสังคม

ถ้าเราดำเนินชีวิตถูกต้องตามกฎธรรมชาติ ก็หมายความว่า เราต้องการผลที่ตรงตามเหตุ คือเราต้องการให้ต้นไม้เจริญงอกงาม แล้วเราจึงทำสวน ถ้าเราทำสวนโดยต้องการผลตามกฎธรรมชาติ เรียกว่าดำเนินชีวิตตามกฎธรรมชาติ เราก็จะได้ความสุขตลอดเวลา เพราะว่าการกระทำของเรานั้น เป็นเหตุนำมาซึ่งผลโดยตรง ทำสวนไป เห็นต้นไม้เจริญงอกงามไปก็มีความสุขไป และเราก็รู้ทันด้วยว่าการที่ตกลงให้เราได้เงินสามพันบาทหรือห้าพันบาทนั้นเป็นเรื่องสมมติของมนุษย์ เพื่อมาเสริมขึ้นอีกชั้นหนึ่ง ให้เราทำสวนไปได้ด้วยดี คือเราจะได้ตั้งหน้าตั้งตาตั้งใจทำสวนไปได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องมัวห่วงกังวลเรื่องความเป็นอยู่

ถ้าเรารู้เท่าทันสมมติอย่างนี้ เราก็มีความสุขขั้นพื้นฐานขึ้นมาจากความต้องการผลตามธรรมชาติ และเมื่อได้รับผลตามสมมติด้วยก็จะได้ความสุขซ้อนขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง พูดอย่างทางพระว่า อยู่ด้วยความรู้เท่าทันสมมติ แต่ถ้าเราหลงสมมติเมื่อไร ก็จะเกิดปัญหาเมื่อนั้น หมายความว่า ถ้าเราต้องการแต่ผลตามสมมติ คือต้องการเงิน แต่ไม่ต้องการผลตาม ธรรมชาติคือไม่ต้องการให้ต้นไม้เจริญงอกงาม ถ้าเป็นอย่างนี้เราจะทำงานด้วยความทุกข์ เพราะตลอดเวลาทั้งหมด ซึ่งเป็นเวลาของการทำงาน เราไม่ได้นึกถึงความเจริญงอกงามของต้นไม้ มันจะเจริญงอกงามหรือไม่เราก็ไม่เอาใจใส่ แต่ใจเราไปรอที่เงิน ตลอดเวลาที่ทำงาน เราไม่ได้มองไม่ได้เห็นไม่ได้ความสุขจากผลตามกฎธรรมชาติที่เกิดอยู่ตลอดเวลานั้น แต่ไปคอยผลตามกฎของมนุษย์ ที่จะเกิดขึ้นครั้งเดียวข้างหน้าอีกนาน เมื่อยังไม่ถึงเวลาได้เงิน การทำงานก็เลยเหมือนกับเป็นการทรมาน ที่ว่ายังไม่ได้เงินสักที เมื่อไรหนอเงินจะมา ระหว่างนี้เราก็ต้องจำใจทำสวนไปเรื่อย การทำสวนอย่างนี้จึงเป็นความทุกข์ไปตลอดเวลา

นี่แหละโลกมนุษย์ ซึ่งมีความซับซ้อนที่มนุษย์ทำขึ้นเอง เราสร้างระบบสังคมขึ้นมาเพื่อหนุนผลตามกฎธรรมชาติ แต่แล้วเราก็ไปหลงติดมันเสีย แล้วเราก็ทำให้ชีวิตของเราเองห่างเหินแปลกแยกจากความเป็นจริงของธรรมชาติ ปัญหาขั้นพื้นฐานอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นคนผู้ใดสามารถดำเนินชีวิตให้ตรงกับกฎของธรรมชาติได้ คือต้องการผลที่ตรงตามเหตุที่เป็นจริง เขาจะทำงานด้วยความสุข นี่เป็นขั้นที่หนึ่ง

ทำอย่างไรจะให้งานประสานกับความสุข

เกริ่นนำ สิ่งที่ต้องประสาน มิใช่งานกับความสุข แต่ต้องประสานตัวเรา ให้เข้าถึงความจริงของธรรมชาติ

เชิงอรรถ

  1. บรรยายที่โรงพยาบาลตำรวจ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ เวลา ๑๓.๓๐ – ๑๕.๓๐ น.

No Comments

Comments are closed.