- เกริ่นนำ
- ทำงานให้ถูกตามธรรมชาติ ไม่ต้องประสาน งานก็มาด้วยกันกับความสุข
- สิ่งที่ต้องประสาน มิใช่งานกับความสุข แต่ต้องประสานตัวเรา ให้เข้าถึงความจริงของธรรมชาติ
- ถ้าเก่งจริง ต้องให้การพัฒนา ๒ ด้านมาประสาน ข้างในก็ยิ่งสุขได้ง่าย ข้างนอกก็ยิ่งหาได้มาก
- ถ้าไม่ลืมธรรมชาติตัวเองของมนุษย์ จะยิ่งพบโอกาสที่จะพัฒนาความสุข
- สร้างสรรค์ สิ่งประดิษฐ์ภายนอกแล้ว อย่าลืมสร้างสรรค์ความสุขภายในด้วย
- พอเห็นงานและปัญหาเป็นเวทีพัฒนาตน งานก็ยิ่งได้ผล และคนก็ยิ่งเป็นสุข
- ทำงานคือได้สร้างสรรค์ประโยชน์ จึงยิ่งสุขที่รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า
- รักษาอิสรภาพของชีวิตไว้ ทั้งได้งาน ทั้งมีภูมิคุ้มกันทุกข์ และเป็นฐานให้สุขยิ่งงอกงาม
- ถ้ารู้ผิดพลาด ปฏิบัติไม่ถูก จะสันโดษหรือไม่สันโดษ ก็ไม่มีทางพัฒนา
- พอสันโดษกับไม่สันโดษมาประสานเสริมกัน จะมีแต่การพัฒนา ที่ใครๆ ไม่อาจกีดกั้น
- ทะลุสมมติ ถึงตัวธรรมชาติ สุขจากวัตถุเสพก็มาประสานสุข จากงานสร้างสรรค์ แม้ไม่ร่ำร้องหา ชีวิตก็ดีงาม สังคมก็พัฒนา
ทำงานคือได้สร้างสรรค์ประโยชน์
จึงยิ่งสุขที่รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า
งานสุจริตทุกอย่างมีคุณค่า เพราะมีจุดหมายที่ดีงามเป็นประโยชน์ เป็นธรรมดาว่า งานทุกอย่างที่มีขึ้นในสังคม ก็เพื่อแก้ปัญหาของมนุษย์หรือเพื่อสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น มีงานทำสวนก็เพื่อให้ต้นไม้เจริญงอกงาม สร้างความร่มรื่น ให้สถานที่มีบรรยากาศดี ช่วยให้ผู้คนมีความสุข เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ อย่างน้อยก็เป็นปอดของชุมชน งานทุกอย่างมีจุดหมายที่มีคุณค่า ฉะนั้นเวลาทำงานก็ควรมองงานด้วยจิตสำนึกในคุณค่า
การมองเห็นคุณค่าของงานทำให้รักงาน อยากทำงาน และเมื่อทำสำเร็จ มองเห็นคุณค่าหรือประโยชน์เกิดขึ้น เราก็จะมีความสุข และจะรู้สึกว่าชีวิตของเรามีคุณค่าซึ่งทำให้มีความสุขชนิดที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก คนที่ทำงานแล้วเกิดผลสำเร็จตามความมุ่งหมายของงานและเห็นคุณค่าแห่งชีวิตของตัวเอง เวลาระลึกขึ้นมาเขาจะรู้สึกไม่อ้างว้าง ไม่เหมือนคนที่มุ่งความสุขอย่างเดียวจากการเสพวัตถุ เวลาทำงานไม่ได้นึกถึงเลยว่า เราจะทำชีวิตให้มีคุณค่าอย่างไร กว่าจะนึกได้ เวลาผ่านไปหลายสิบปี พอนึกถึงชีวิตของตนขึ้นมา ก็จะรู้สึกอ้างว้างว้าเหว่
ความสุขจากการเสพบริโภควัตถุนั้นพึ่งได้ไม่นาน ในที่สุดแม้กระทั่งร่างกายจะพึ่งความสุขจากวัตถุเสพภายนอกก็ไม่ได้จริงจังยาวนานอะไร เพียงแค่เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย อาหารที่เคยอร่อยก็ไม่อร่อย สิ่งที่บำเรอตาบำเรอหู ก็ไม่มีความหมาย ยิ่งถึงเวลาแก่เฒ่าลงไป อินทรีย์ต่างๆ ที่เคยเสพความสุขจากวัตถุ ไม่ว่าตา หู จมูก หรือลิ้น ก็เสื่อมลงไป หมดความหมาย แล้วถึงตอนนั้นจะอยู่เพื่ออะไร
ถ้าไม่พัฒนาจิตใจให้มีความสุข ชนิดที่เป็นอิสระจากวัตถุบ้าง จะมีชีวิตที่ง่อนแง่นมาก พอแก่เฒ่าหรือเจ็บไข้ จะว้าเหว่อ้างว้างทุรนทุรายเต็มไปด้วยความทุกข์ เพราะฉะนั้นตอนที่ยังหนุ่มยังสาวยังทำงานทำการได้ จึงควรรีบพัฒนาตัวเอง ทำให้เกิดความสุขภายในที่เป็นอิสระ ซึ่งมีทางพัฒนาได้หลายอย่าง เริ่มจากใกล้ตัวคือให้มีความสุขตลอดเวลาจากการทำงาน ต่อจากนั้นเมื่อทำงานไปมองเห็นคุณค่าของงานเกิดขึ้น รู้สึกขึ้นมาว่าชีวิตของเรามีคุณค่าจากการทำงานนั้น ก็เกิดมีปีติมีความสุขในการทำงานที่สำเร็จผล เกิดคุณค่าขึ้นมานั้น
ยิ่งงานของแพทย์พยาบาลและท่านที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดโรคนี้ เป็นงานที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะมีความหมายเท่ากับชีวิตของเพื่อนมนุษย์ การทำงานคือการได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าจะช่วยทางตรง หรือทางอ้อมก็ตาม ก็เป็นการทำให้ชีวิตของเพื่อนมนุษย์ดีขึ้น ช่วยให้เขาหายป่วย หายทุกข์ทรมาน พร้อมกันนั้นเมื่อช่วยชีวิตหรือสุขภาพของคน ก็หมายถึงการช่วยสังคมด้วย เพราะประเทศชาติก็อาศัยทรัพยากรมนุษย์ คือพลเมืองที่มีสุขภาพดีร่างกายแข็งแรง จึงเท่ากับช่วยกันพัฒนาประเทศชาติด้วย โดยเฉพาะงานของคนที่อยู่ในวงการแพทย์พยาบาล รวมทั้งท่านที่เป็นพนักงานช่วยเหลือเกี่ยวกับการเจ็บไข้นี้ เป็นงานที่มีคุณค่าสูงสุด เพราะไม่มีอะไรจะมีคุณค่าสูงสุดเท่าชีวิตคน
เรามักจะมองโลกในยุคปัจจุบันนี้ เป็นเรื่องของเงินทอง จริงอยู่เงินทองเป็นสิ่งมีค่ามาก จนกระทั่งเราพูดกันว่า เวลาเป็นเงินเป็นทอง อันนั้นก็จริงอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ที่จริงแท้แน่นอนนั้น เวลามีค่ายิ่งกว่าเงินทอง เพราะเวลามีค่าเป็นชีวิตของเรา เพราะฉะนั้น จะต้องคิดให้มากว่าชีวิตทุกขณะที่ผ่านไป เราได้อะไรดีขึ้นหรือเปล่า ชีวิตของเรานี้มีความสุขแท้ที่มีความหมายมากขึ้นหรือไม่ แต่นอกจากนั้นมันยังหมายถึงชีวิตของผู้อื่นด้วย
โดยเฉพาะงานของแพทย์พยาบาลและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเป็นงานที่ช่วยเหลือชีวิตของเพื่อนมนุษย์ เพราะฉะนั้นเวลาจึงมีค่าเป็นชีวิตของเพื่อนมนุษย์ด้วย เมื่อทำงานจึงต้องระลึกให้ตระหนักว่า ทุกขณะที่ผ่านไปนี้มีความหมายเป็นความอยู่รอดหรือไม่ของเพื่อนมนุษย์ ถ้าเราทำงานได้ดีก็จะช่วยชีวิตของเขาได้ และชีวิตของเราเองก็ได้พัฒนาไปด้วย เราจะได้ทั้งสองอย่าง
เมื่อมองลึกลงไปอย่างนี้ งานของคนจึงมี ๓ ขั้น คนประเภทที่ ๑ คิดถึงแต่เรื่องเงินทองอย่างเดียว บางทีก็ทำลายทั้งชีวิตของคนอื่น และทำลายชีวิตของตนเองไปด้วย เพราะยิ่งอยู่ไปๆ ชีวิตก็ยิ่งหมดคุณค่า คนประเภทที่ ๒ ไม่คิดอยู่แค่เงินทอง เขาเอาเงินทองเป็นส่วนประกอบ แล้วมองลึกลงไปถึงคุณค่าของชีวิต เมื่อเวลาผ่านไป ก็พยายามทำชีวิตให้มีคุณค่ามีความหมายมากขึ้น ต่อจากนั้นพัฒนาอีกขั้นหนึ่ง คนประเภทที่ ๓ นอกจากคำนึงถึงชีวิตของตนเองแล้ว ยังคิดถึงชีวิตของเพื่อนมนุษย์ด้วย ฉะนั้น เราจะต้องทำการงานของเราซึ่งทั้งคู่และแข่งกับกาลเวลา ให้มีคุณค่าอย่างแท้จริง
ถ้าเรามีความรู้สึกอย่างนี้ เราก็จะมองเห็นความสำคัญในงานอาชีพของเรา ว่ามีความหมายเป็นชีวิตของเพื่อนมนุษย์ เมื่อเราทำงานไป เราก็ได้ช่วยเหลือชีวิตของเพื่อนมนุษย์ และช่วยเหลือสังคมให้เจริญงอกงามไปด้วย เราจะมีความสุขความอิ่มใจจากการทำงาน ซึ่งเป็นที่หวังพึ่งของสังคม

No Comments
Comments are closed.