ผลผลิตบัดนี้ ผลิตผลเบื้องหน้า
อดีตนั้นล่วงลับไปแล้ว เอาคืนไม่ได้ แต่มันส่งผลมาให้เกิดเป็นปัจจุบัน และสิ่งที่จะต้องทำ ก็คือปัจจุบันที่จะเป็นเหตุปัจจัยนำไปสู่อนาคต
อนาคตจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่เราต้องเอาใจใส่ให้ความสำคัญ เพื่อจะได้ทำปัจจุบันนี่แหละให้ถูกให้ดีที่สุด
นี่ก็หมายความว่า บัดนี้ ผู้ที่เป็นผลผลิตทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาตมภาพก็ตาม ท่านผู้อื่นก็ตาม จะต้องคำนึงว่า เราจะมาช่วยกัน มาร่วมกันอย่างไร ในการที่จะสร้างสรรค์ความดีงาม ความเจริญก้าวหน้าสืบต่อไปในอนาคต
ทั้งนี้เพราะว่า ไม่ว่าเราจะตั้งใจหรือไม่ หรือจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เวลานี้ เราที่เป็นผลผลิตของอดีต ก็กลายเป็นผู้ผลิตผลผลิตที่จะเกิดมีต่อไป ดังนั้น ไหนๆ ก็ต้องผลิตกันแล้ว ก็เตรียมผลิตกันให้ดีจริงๆ
การที่เราจัดตั้งชาติภูมิสถาน และมูลนิธิกันขึ้นนี้ เมื่อมองให้ดี ก็จึงเป็นเรื่องของการที่เรามาคิดกันถึงอนาคตนี่เอง คือ เรามาจัดกิจกรรมดำเนินกิจการ ตั้งองค์กร เตรียมการอะไรต่างๆ ขึ้นมา ก็เพื่อให้เป็นปัจจัยที่จะหนุนให้เกิดความดีงามความเจริญก้าวหน้าในอนาคตสืบไป
เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะต้องคิดต้องพิจารณากันให้มาก จึงอยู่ที่ว่า เราจะทำอะไรกันอย่างไร เพื่อให้เกิดความเจริญงอกงามสืบต่อไปในอนาคต อันนี้คือภารกิจที่อยู่ต่อหน้า
ตรงนี้แหละสำคัญนัก อย่างที่กล่าวแล้วว่า การที่เราจะมีความดีงามความเจริญอะไรเกิดขึ้น ก็ต้องอาศัยเรี่ยวแรงกำลังขององค์ประกอบต่างๆ มาเสริม มาอุดหนุนซึ่งกันและกัน และองค์ประกอบสำคัญที่สุด ก็คือบุคคลผู้มีคุณธรรม มีคุณสมบัติ ที่มาเริ่ม มาร่วม และมาทำงาน
งานอย่างที่ทำอยู่นี้ แสดงถึงน้ำใจของท่านที่ทำงาน คือ ตามปกติท่านที่ทำงานอย่างนี้ มักมีน้ำใจอยู่แล้วที่จะเอื้อเกื้อหนุนต่อกิจการที่ดีงาม ที่เป็นประโยชน์แก่ชุมชน แก่สังคมส่วนรวม พอมาเจอเรื่องนี้ ท่านจึงจัด จึงทำขึ้นด้วย
แต่ถ้ามองไปในอดีต เราจะเห็นว่า ท่านเหล่านี้ได้จัดทำสิ่งดีงาม หรือเรื่องบุญกุศลอย่างนี้เรื่อยมาอยู่แล้ว
ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็อย่างหลวงพ่อวัดเสือ คือท่านพระครูโสภณสิทธิการ นั้น ก็ไม่ใช่ว่าท่านจะมาทำประโยชน์เฉพาะงานนี้เท่านั้น แต่ท่านได้สนใจในเรื่องงานบุญ งานกุศล งานสร้างสรรค์ งานทำประโยชน์แก่ท้องถิ่น งานสร้างชุมชนให้มีความเจริญงอกงามอยู่ในสันติสุข มาแต่ไหนแต่ไร ไม่รู้กี่สิบปีแล้ว
งานสำคัญของท่าน ก็คือการสร้างคน ทั้งงานเผยแผ่สั่งสอน อบรมประชาชนในวงกว้าง และใกล้ชิดเข้ามาจนกระทั่งถึงในวัด คือบวชพระบวชเณร เฉพาะอย่างยิ่ง การจัดกิจกรรมบวชเณรภาคฤดูร้อนที่วัดพยัคฆาราม ซึ่งท่านทำมานานเป็นสิบๆ ปี จนกระทั่งเวลานี้ เณรที่ท่านได้ให้บรรพชา ที่บวชภาคฤดูร้อนเดือนหนึ่ง บางส่วนอยู่ต่อมาจนกระทั่งหลายองค์ได้เรียนจบประโยค ๙ แล้ว และมาเป็นกำลังของพระศาสนา
ที่ว่านี้ก็เป็นตัวอย่าง คือ เราดูว่าท่านเหล่านี้มาทำกิจกรรมความดีอันนี้ แต่ที่จริงนั้น ท่านได้ทำงานสร้างสรรค์เรื่อยมาอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เราก็มาก้าวกันไปอีกขั้นหนึ่ง คือ มารวมกำลังกันว่า เมื่อเรามีบุคคลผู้เอาใจใส่ในกิจการของส่วนรวม มีกำลังอย่างนี้แล้ว เราก็หนุนให้กำลังเหล่านั้นมาร่วมกัน มาสามัคคี มาพร้อมเพรียงกัน ที่จะเดินหน้าสู่อนาคตต่อไป
รวมความว่า การที่ได้มีงานนี้ขึ้น เป็นการประกาศว่า เรามีความดีและมีคนดีอยู่ในถิ่น และเราก็นำเอาความดีและคนดีนั้น มาร่วมกันสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าให้แก่ท้องถิ่น แล้วขยายไปถึงสังคม ประเทศชาติสืบต่อไป
ข้อสำคัญก็คือ ในการที่จะเอาความดีและคนดีมารวมกันได้นั้น จะต้องมีพลังความสามัคคี
ตอนนี้ จึงต้องเอาความสามัคคีมาเป็นพลังที่จะรวบรวมคน เพื่อรวบรวมความดี รวบรวมพลังความรู้ สติปัญญาความสามารถ ให้เข้ามาประสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
เมื่อรวมกันได้ ก็จะเป็นพลังอันใหญ่ที่จะขับเคลื่อนท้องถิ่น ชุมชน สังคม ประเทศชาติ ให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
งานบุญวันนี้ เป็นการประกาศความสามัคคีของญาติโยมชาวศรีประจันต์ ร่วมด้วยชาวสุพรรณบุรี รวมกับชาวกรุงเทพฯ และชาวประเทศไทยทั้งหมด
เมื่อได้ประกาศความสามัคคีที่ได้มีมาแล้ว ก็ขอให้เรามีพลังความสามัคคีนั้นสืบต่อไป เพื่อให้ความสามัคคีเป็นพลังนำไปสู่ความสำเร็จ

No Comments
Comments are closed.