เกร็ดชีวิตพระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

12 มกราคม 2550

เกร็ดชีวิตพระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

บุบผา คณิตกุล

ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน ฝั่งตะวันออก อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ตลาดใต้ มหาสำราญ และนางชุนกี อารยางกูร ช่วยกันบริหารร้านขายผ้าแพรและผ้าไหม ครอบครัวมีโรงสีไฟขนาดกลางตั้งอยู่ในพื้นที่กว่า ไร่ เมื่อวันที่ ๑๒ เดือนมกราคม ปีพุทธศักราช ๒๔๘๑ เวลาประมาณ ๒๓.๑๕ น. ซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดี แรม ๗ ค่ำ เดือนยี่ ปีขาล เด็กชายประยุทธ์ อารยางกูร คือ ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต) ถือกำเนิดมาเป็นบุตรอันดับที่หกของครอบครัวนี้ พี่ชายคนโตปัจจุบัน คือ นายแพทย์เกษม อารยางกูร คนที่สอง นายผาสุก อารยางกูร รับราชการกรมการปกครอง คนที่สาม นายสรรค์ อารยางกูร ซึ่งต่อมาได้สืบทอดกิจการงานของบิดามารดา พี่คนที่สี่ ชื่อธิดา ซึ่งเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก อายุเพียงหนึ่งขวบ พี่ชายคนที่ห้า ทันตแพทย์เอนก อารยางกูร ขณะนี้มีคลินิกทันตแพทย์อยู่ที่ตลาดอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และมีรังกล้วยไม้ที่มีชื่อเสียง แล้วจึงมาถึงตัวท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต) ส่วนน้องสามคนของท่านคือ นางสาวกานดา อารยางกูร นางบุบผา คณิตกุล และน้องน้อย นางจิตรา วัชรบุศราคำ ซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๗

ชีวิตในวัยเยาว์ ตั้งแต่ท่านยังไม่ครบขวบปี ก็ป่วยเป็นโรคทางเดินอาหาร มีอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงจนแทบจะไม่รอด แต่ก็ยังโชคดีที่ได้หมอมาช่วยวางยารักษาได้ถูกกับอาการของโรค หลังจากท่านหายป่วยได้ไม่นาน โยมมารดาก็ป่วยเนื่องด้วยต่อมไทรอยด์เป็นเนื้องอก จำเป็นต้องเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งต้องใช้เวลาพักรักษาตัวหลายเดือน จำต้องฝากท่านไว้กับญาติผู้น้องของโยมมารดา ชื่อนางเฮียะ ทั้งนี้เนื่องจากโยมบิดาเองก็มีภาระมาก กับการงานทั้งร้านขายผ้าแพร และผ้าไหม อีกทั้งโรงสีไฟซึ่งโยมบิดาเป็นทั้งเจ้าของ และผู้จัดการด้วย ส่วนพี่ๆ ต่างก็ยังเด็กและกำลังเรียนหนังสือ หลายเดือนต่อมาพอโยมมารดาหายป่วยแล้วกลับมาบ้าน ตอนแรกท่านจำโยมไม่ได้ พอถูกอุ้มถึงกับแสดงอาการแปลกหน้า (แม่เล่าให้ฟัง)

ทางด้านสุขภาพ ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้น ที่ว่าอายุท่านยังไม่ครบขวบดี ก็ป่วยหนักด้วยโรคทางเดินอาหาร และท้องร่วงอย่างรุนแรงนั้นภายหลังถึงแม้จะหายแล้วก็ตาม โรคเก่านี้คงจะเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ท่านไม่แข็งแรงอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งต่อมาท่านก็ยังพบกับโรคภัยไข้เจ็บอยู่เสมอ

ครั้นพอจำเริญกาลได้บรรพชาเป็นสามเณรแล้ว ก็เกิดเป็นไส้ติ่งอักเสบต้องเข้ารับการผ่าตัด เป็นโรคปอด มีแผลในปอด และก็ได้รับการรักษาจนหายขาดแล้ว ตอนหลังก็เป็นโรคแพ้อากาศ หายใจไม่สะดวกแพทย์ให้ยาพ่นขยายหลอดลม ต่อมาก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกด้วย หูอักเสบ อย่างหนักอักเสบเข้าไปถึงในกระดูกพรุนหลังหู ที่เรียกว่า มาสตอยด์ มีอาการปวดตุบๆ เป็นพักๆ ต้องเข้ารับการผ่าตัดโดยเฉพาะเรื่องหูและมาสตอยด์ถึง ๒ ครั้ง และในช่วงที่เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เกิดมีก้อนนิ่วในกรวยไต ต้องเจ็บปวดทรมานอยู่หลายวันกว่าก้อนนิ่วจะหลุดไป และที่ร้ายยิ่งกว่านั้น ความที่ท่านจริงจังกับงานเขียนหนังสือ เขียนจนกระทั่งกล้ามเนื้อที่แขนเกิดอาการเกร็งและอักเสบรุนแรง ปวดถึงกับยกแขนไม่ได้ คุณหมอพี่ชายต้องส่งรถโรงพยาบาลรับตัวไปพักรักษาอยู่หลายสิบวัน เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๖ ต่อมาหลอดลมอักเสบ ตับไม่ปกติ ลำไส้พับ พอปีพุทธศักราช ๒๕๓๔ ไวรัสเข้าตา อักเสบบวม ต้องปิดตาทั้งสองข้าง ฉะนั้นงานนิพนธ์ของท่านที่ออกมาในช่วงนั้น จึงเป็นงานที่สำเร็จด้วย “หู” (ท่านบอกเอง) เรียบเรียงและตรวจโดยการฟังผู้อื่นอ่านให้

ต่อมาปีพุทธศักราช ๒๕๓๖ ในช่วงเข้าพรรษาท่านก็ป่วยด้วยสายเสียงอักเสบ แพทย์สั่งห้ามพูด เพราะฉะนั้นญาติโยมที่ไปเยี่ยมในตอนนั้น คงจำได้ว่าท่านต้องใช้กระดานแม่เหล็กมาเขียนตอบข้อซักถาม และสั่งงาน ซึ่งขณะนั้นอาการของท่านเป็นที่วิตกของญาติโยมเป็นอันมาก มีแพทย์บางท่านถึงกับขึ้นไปนอนเฝ้าอาการบนภูเขา ที่สถานพำนักสงฆ์สายใจธรรม อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ด้วยความเป็นห่วง แล้วทุกอย่างก็ผ่านพ้นได้ด้วยดีโดยนายแพทย์ผู้ชำนาญได้ให้การรักษาด้วยยา และให้การแนะนำให้ท่านพักผ่อน เป็นการรักษาโดยวิธีธรรมชาติที่ดีที่สุด นอกจากนั้นยังมีอาการผิดปกติของกรามบนและกรามล่าง ไม่ได้ส่วนกัน ซึ่งเป็นมานานจนใน พ.ศ. ๒๕๓๗ แพทย์ได้ให้ใช้วิธีเข้าเฝือกกราม (ไม่ใช่จัดฟัน) ซึ่งอาการอย่างนี้คุณหมอบอกว่าน้อยคนจะเป็น ทั้งหมดที่กล่าวมาเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับท่าน และได้รับการรักษาหายเป็นปกติแล้วนั้น แสดงถึงความอดทนของท่านสูงยิ่ง ดูท่านไม่ค่อยเดือดร้อนใจสักเท่าไร แต่ก็สนใจในการถวายยาจากแพทย์ เรื่องการเจ็บป่วยนี้ท่านบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดา และสำหรับเรื่องโรงพยาบาลท่านคุ้นเคยกันมาก เข้า-ออกอยู่ประจำตั้งแต่เด็ก การที่เป็นโรคนั้นโรคนี้อยู่บ่อยๆ ถือว่าเป็นประสบการณ์ส่วนตัวไปอีกด้านหนึ่ง สำหรับผู้อื่นเมื่อมีการปรารภกันถึงเรื่องความเจ็บป่วย ท่านจะบอกให้คิดถึงพุทธพจน์ที่ตรัสสอนไว้ ให้ตั้งจิตตั้งใจ “ถึงแม้ร่างกายของเราจะป่วย แต่ใจของเราจะไม่ป่วยไปด้วย”

พระพรหมคุณาภรณ์ ในวัยเยาว์ได้รับการอบรมจากโยมบิดาอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกับพี่น้องทุกคนและประกอบกับได้รับการถ่ายทอดอุปนิสัยที่ดีงามของโยมมารดา รวมทั้งความอบอุ่นในครอบครัว อีกทั้งตัวท่านเองก็มีคุณลักษณะของความเป็นผู้นำ ผู้สอน มีเหตุผล รักความยุติธรรมความถูกต้อง มีความจริงจังในความสนใจใฝ่รู้ยิ่ง มีความเมตตากรุณา รักความสงบเคร่งครัดในระเบียบวินัยมาตั้งแต่เด็ก มีความมุ่งมั่นให้บุคคลทั่วไปปฏิบัติตนในทางที่ดีรวมทั้งความเสียสละให้อภัยอยู่เสมอโดยเฉพาะกับน้องๆ ท่านรักเอ็นดู และปกป้องมาตลอด เป็นที่ปรึกษาหาแนวทางที่ดีและถูกต้องให้ในยามที่มีปัญหา และจะให้กำลังใจในขณะที่ปัญหานั้นยังต้องรอเวลาแก้ไข สำหรับเรื่องความเกเรชกต่อยกันแบบเด็กชายทั่วๆ ไป ไม่มี แต่กล้าหาญกล้าต่อสู้ถ้าถูกรังแกโดยไม่เป็นธรรม ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็กรุ่นเดียวกัน และต่างรุ่น เป็นที่รักของครูอาจารย์ และเพื่อนๆ มาก โดยเฉพาะความมีระเบียบวินัย มีเหตุผล รวมทั้งความเสียสละและการให้อภัยต่อผู้ที่ทำผิดนั้น ทำให้เป็นที่เกรงใจของบรรดาผู้ใหญ่ไปอีกด้วย ในบรรดาลูกๆ โยมมารดาก็จะติชมความประพฤติและอุปนิสัยไปคนละอย่าง แต่สำหรับท่านเจ้าคุณฯ แล้วจะถูกชมว่าเป็นเด็กช่างคิด “คิดก่อนพูดและก่อนที่จะทำสิ่งใด”

เมื่อถึงวัยที่จะต้องเข้ารับการศึกษา ท่านเจ้าคุณฯ ได้รับการศึกษาโดยที่โยมทั้งสองนั้นมีแนวความคิดก้าวหน้า เพราะโยมบิดาได้เคยบรรพชาและอุปสมบทในพระบวรพุทธศาสนา ศึกษาเล่าเรียนได้ถึงชั้นเปรียญธรรม ๔ ประโยค จึงมีแนวคิดทางการศึกษาให้แก่บุตรหลานอย่างจริงจังและกว้างไกล สมัยนั้นที่ตลาดอำเภอศรีประจันต์ มีโรงเรียนเด็กเล็กรับเด็กที่อายุยังไม่เข้าเกณฑ์การศึกษา ชื่อโรงเรียนครูเฉลียว โยมก็ส่งท่านเข้าไปเรียนอยู่ปีหนึ่ง ในปีพุทธศักราช ๒๔๘๗ ต่อมาปีพุทธศักราช ๒๔๘๘ ก็ย้ายไปเข้าเรียนในโรงเรียนประชาบาลใกล้บ้าน โรงเรียนชัยศรีประชาราษฎร์ (วัดยาง) จบชั้นประถมปีที่ ๔ ในปีพุทธศักราช ๒๔๙๐ แล้วจึงได้ย้ายไปเข้าเรียนโรงเรียนมัธยมวัดปทุมคงคา อำเภอสัมพันธวงศ์ พระนคร เพื่อศึกษาระดับมัธยมศึกษา ในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ โดยได้รับทุนเรียนดีของกระทรวงศึกษาธิการ จนถึงชั้นมัธยมปีที่ ๓ และในช่วงนั้นโยมบิดาได้ฝากให้พักอยู่ที่วัดพระพิเรนทร์กับพวกพี่ๆ ซึ่งขณะนั้นพระศีลขันธโศภิต เป็นเจ้าอาวาส (ภายหลังได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นที่พระเทพคุณาธาร)

ขณะที่ยังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ระหว่างปิดภาคเรียนก็กลับบ้าน ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า ท่านเจ้าคุณฯ มีคุณลักษณะและอุปนิสัยเป็นผู้ให้ ผู้สอนมาตั้งแต่เด็กก็จะชวนน้องๆ ช่วยกันจัดแจงตั้งห้องเรียนเพื่อเล่นสอนหนังสือ โดยตัวท่านเจ้าคุณฯ เองเป็นครู ส่วนศิษย์นั้นก็จะเป็นน้องและเด็กๆ ในละแวกนั้น โดยมีอุปกรณ์เก่าของโรงเรียนบำรุงวุฒิราษฎร์ โรงเรียนมัธยมแห่งแรกในอำเภอศรีประจันต์ ซึ่งโยมบิดาตั้งขึ้นด้วยมีเหตุดำริว่า เด็กในอำเภอศรีประจันต์ และบริเวณใกล้เคียง เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาแล้วถ้าจะเรียนต่อชั้นมัธยมก็จะต้องเดินทางไปเรียนต่อในเมืองสุพรรณ หรือถ้ามีฐานะดีหน่อยและมีญาติอยู่ในกรุงเทพฯ จึงจะส่งเข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ ได้ นี่เป็นเหตุให้เด็กบางคนหมดโอกาสเรียนต่อ ทั้งที่อยากเรียน ตั้งใจเรียน และเรียนได้ดี แต่ภายหลังโรงเรียนนี้ก็ได้ยุบเลิกกิจการลง ด้วยเหตุว่ามีโรงเรียนมัธยมแห่งใหม่เปิดขึ้นมา ฉะนั้น ความห่วงใยเด็กๆ ของโยมบิดาก็หมดไปและประกอบด้วยภารกิจทางด้านอื่น ก็มากอยู่แล้ว จึงได้หลีกทาง ให้โอกาสที่ดีกับโรงเรียนที่เปิดขึ้นใหม่นั้น จึงคงยังเหลืออุปกรณ์การเรียนการสอนต่างๆ ไว้ เช่น กระดานดำ โต๊ะ เก้าอี้ครู และนักเรียน เป็นต้น

จากอุปกรณ์ทั้งหลายเหล่านี้เอง จึงทำให้พระพรหมคุณาภรณ์ สมัยนั้นสามารถเปิดห้องเรียนเล่นสอนพิเศษได้ ในขณะที่ตัวเองยังเรียนอยู่แค่ชั้นมัธยมต้นเท่านั้น สอนวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งเด็กนักเรียนต่างจังหวัดในสมัยนั้น สำหรับในชั้นประถมศึกษายังไม่มีภาษาอังกฤษสอนในหลักสูตร สอนเขียน อ่านหัดออกเสียง สอนเลข หัดให้จำสูตรต่างๆ และสอนวิธีคิดเลขในใจให้สอนจริยธรรม ความรู้ทั่วไป ประวัติศาสตร์ และวรรณคดี มีการสอบให้คะแนน และจะให้ของขวัญเป็นกำลังใจถ้าได้คะแนนดี นักเรียนต่างสนุกได้ความรู้อย่างไม่รู้เบื่อ บางวันก็จะเปลี่ยนไปเล่นละคร มีการจัดฉาก จัดการแสดง ตัวท่านเจ้าคุณ ฯ เองเขียนบทละคร เป็นผู้กำกับการแสดงเอง แล้วก็ยังเป็นตัวแสดงเองอีกด้วย แล้วก็เลือกตัวละครตามลักษณะนิสัย เรื่องที่ชอบให้เล่นมีหลายเรื่อง มีทั้งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วรรณคดี ที่ชอบเล่นมากมีอยู่ ๒ เรื่อง

ที่ผู้เขียนพอจำได้ เพราะได้ร่วมเป็นตัวแสดงด้วย เช่น สามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ ตัวท่านก็จะเล่นเป็นขงเบ้ง เรื่องรามเกียรติ์ ท่านก็จะเล่นเป็นท้าวมาลีวราช เป็นต้น วิธีการเล่นสอนของท่านเจ้าคุณฯ นักเรียนจะไม่ค่อยขาดเรียน ได้ทั้งสนุกและก็กินอิ่มด้วย เพราะโยมมารดาสนับสนุนด้วยการทำอาหารและขนมเลี้ยง ส่วนทางวิชาการนั้น มีการเล่นเน้นสอนให้เป็นเรื่องจริงจังอย่างเช่น การเล่นตั้งตนเป็นนายธนาคาร (ซึ่งตอนนั้นผู้เขียนยังเล็กมาก ไม่เข้าใจ รู้แต่ว่าเล่นแล้วสนุกดี ต่อเมื่อเติบใหญ่แล้วจึงเข้าใจว่า เป็นการเล่นสอนวิชาในหลักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งตอนนั้นตัวผู้สอนเองก็คงไม่ทราบเหมือนกัน จุดประสงค์คือให้นักเรียนของท่านรู้จักมัธยัสถ์ รู้จักเก็บหอมรอมริบ ตั้งให้น้องๆ เล่นทำธุรกิจทำกิจการต่างๆ เอาเงินมาฝากธนาคารบ้าง แล้วบ้างก็มาขอกู้เงินเพื่อไปทำธุรกิจ ท่านทำท่าทางตรวจสอบก่อนปล่อยสินเชื่อ ดูเป็นจริงเป็นจัง

ครั้นเมื่อถึงเวลาเปิดภาคเรียน กลับไปกรุงเทพฯ ก็ยังไม่ลืมนักเรียน พระธรรมปิฎกสมัยเด็กนำเอาเงินส่วนที่เก็บออมไว้ ไปหาซื้อหนังสือประเภทเสริมทักษะต่างๆ รวมทั้งหนังสือภาษาอังกฤษ ส่งไปให้นักเรียนของท่านเป็นการเชื่อมต่อกิจกรรมการสอนให้ต่อเนื่อง ทำให้น้องทุกคนและเด็กที่สนใจใฝ่เรียน ถึงแม้จะจบการศึกษาแค่ชั้นประถมปีที่ ๔ ก็สามารถอ่านและเขียนภาษาอังกฤษพอเข้าใจขั้นพื้นฐานได้

นอกจากการเล่นต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ก็ยังสอนพวกเด็กให้รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ไม่ได้เล่นเอาแต่สนุกอย่างเดียว ยังมีการเล่นสนุกที่มีสาระ ช่วยกิจการงานของบิดามารดาอีกด้วย วันหนึ่งเมื่อเห็นว่าใต้ถุนบ้านรกนัก ซึ่งบ้านเป็นร้านค้าด้วย ยกพื้นไม้กระดานใต้ถุนไม่สูงมากนักต้องมุดเข้าไป ก็ชวนน้องๆ มุดเข้าไปเพื่อช่วยกันเก็บกวาดขยะ เพราะพื้นบ้านไม้กระดานมีรอยต่อเป็นร่องไม้ เกรงว่าถ้ามีเศษขยะสะสมไว้ เกิดมีก้นบุหรี่ตกลงไป อาจจะติดไฟแล้วจะลุกลามทำความเสียหายเดือดร้อนได้ ในขณะที่กำลังเก็บกวาดกันอยู่นั้น พบลูกนกเขาตัวหนึ่งนอนปีกหัก บินไม่ได้ เข้าใจว่าคงจะสอนบินแล้วตกลงมา ด้วยความเมตตาท่านเจ้าคุณฯ จับนกอุ้ม ออกจากใต้ถุนบ้าน เอาออกมาประคบประหงม โยมมารดาทราบเรื่องเข้าก็แนะให้เอาตะไคร้และหัวหอมแดงมาทุบให้ แล้วเอาตะไคร้มาพันตรงที่เจ็บ เอาหัวหอมให้นกดม นกหายวันหายคืน โยมบิดาก็เลยหาไม้มาช่วยต่อกรงให้มันอยู่สบายๆ ด้วยความเป็นห่วงนกพอจะกลับไปเรียนที่กรุงเทพฯ ก็กำชับน้องๆ ให้หาข้าว หาน้ำ ให้นกกิน มีถั่วเขียว และทั้งหญ้ากับดินด้วย นกเขาตัวนี้ขันเพราะมาก ขันให้พวกเราฟังอยู่นาน มันอายุยืน

ระหว่างเล่นกับน้อง ไม่เล่นแต่เพียงในบ้าน ยังมีการออกไปนอกสถานที่ เพื่อให้ได้บรรยากาศ เช่นในสมัยยังอยู่ที่โรงสีไฟ “สหกสิกร” ริมฝั่งแม่น้ำด้านตะวันตก ติดกับโรงสี มีสวนมะม่วงและต้นไม้อื่นๆ รกเรื้อมาก ตอนโรงเรียนปิดภาคเรียน วันหนึ่งท่านเจ้าคุณฯ ก็พาน้องสามคนไปธุดงค์ในป่าอัมพวันท้ายโรงสี ขนเอาหม้อข้าวหม้อแกงที่ปั้นจากดินเผาสำหรับเด็กเล่น แต่หุงข้าวกินได้ พร้อมเสบียงต่างๆ ที่แอบหยิบเอาไปจากในครัว พาน้องเดินป่าหลังกินข้าวเช้าแล้ว ช่วยกันปลูกกระต๊อบเล็กๆ พอเอาหัวบังฝนได้ แดดนั้นไม่ต้องบังเพราะป่า (สวนนั้น) ทึบจนแดดส่องได้รำไร ท่านใช้วิชาลูกเสือช่วยกับน้องๆ ตัดกิ่งไม้แถวนั้นมาทำเสา มัดเสาทำโครงบ้านด้วยเถาวัลย์เหนียวๆ มาผูกกันเข้า เอาใบตองมุงหลังคา แล้วก็เกิดเป็นกระต๊อบหลังเล็กขึ้นมาเข้าไปนั่งเล่นกัน พอหิวก็หุงข้าวกินหาหมากรากไม้ในป่านั้นมากิน ส่วนใหญ่จะเป็นมะม่วงที่หล่นอยู่ใต้ต้น แล้วก็มีสับปะรด กล้วยหอม ลูกชำมะเลียง มะเฟือง ละมุด ฝรั่งขึ้นและลูกเล็บเหยี่ยว กินไปคุยกันไป ส่วนใหญ่ท่านจะเล่าเรื่องตอนไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ เล่าถึงการเดินทางไปโรงเรียนโดยรถราง ซึ่งน้องจะนั่งฟังด้วยความตื่นเต้นและอยากไป อยากเห็น

อีกเรื่องหนึ่งที่พวกเราพี่ๆ น้องๆ จะพูดถึงกันอยู่บ่อยๆ ที่แสดงถึงความเมตตาในวัยเด็กของท่าน รวมทั้งการเสียสละ ปกติท่านประหยัดมัธยัสถ์ จะใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น และไตร่ตรองก่อนเสมอ ตอนเด็กๆ แม่จะแจกกระปุกออมสิน เป็นหมูดินเผาให้คนละตัว พระธรรมปิฎกในสมัยเด็กจะใส่เงินลงในหมูออมสินทุกวัน และสอนน้องให้รู้จักเหลือเงินเพื่อหยอดกระปุกหมูออมสินให้ได้ทุกวัน อย่างท่าน ขณะไปเรียนที่กรุงเทพฯ ก็เอาหมูออมสินไปด้วย พอกลับบ้านปรากฏว่าเศษสตางค์เต็มหมู และในช่วงปิดเทอมนั้น ไก่ในละแวกบ้าน รวมทั้งที่เลี้ยงไว้ที่บ้าน กำลังเป็นโรคระบาดชนิดหนึ่ง ถ่ายเป็นมูกสีขาว ตาฝ้า เวลาเดินจะเดินถอยหน้าถอยหลัง พอใกล้ตายก็จะดิ้นอย่างน่าสงสาร ขณะนั้นมียาปฏิชีวนะชนิดหนึ่ง เพิ่งจะสั่งเข้ามาขายในเมืองไทย ชื่อออริโอมัยซิน เป็นยาแก้อักเสบและฆ่าเชื้อ ราคาแพงมากเม็ดละ ๖ ถึง ๗ บาท ซึ่งตอนนั้นข้าราชการชั้นจัตวาอันดับหนึ่ง เงินเดือนแค่ ๔๕๐ บาท พระพรหมคุณาภรณ์ วัยเด็กได้สละเงินส่วนตัวที่เก็บออมไว้ในกระปุกหมูออมสินนั้น แคะออกมาซื้อยาเพื่อช่วยชีวิตสัตว์เล็กๆ ซึ่งท่านรักและสงสาร (สมัยนั้นทางบ้านยังไม่มีสัตวแพทย์อย่างปัจจุบัน) ตัวแล้ว ตัวเล่า หายบ้างตายบ้าง

กล่าวถึงความซนในวัยเด็กอย่างหนึ่ง ที่ทำให้โยมบิดาบ่นอย่างเอ็นดูบ่อยๆ คือ ความอยากรู้อยากเห็น ความสนใจใฝ่รู้ของท่าน พี่ชายคนโตเล่าให้ฟังว่า ในช่วงเรียนอยู่ชั้นประถมตอนปลายต่อมัธยมต้น เริ่มสนใจการเล่นเครื่องจักรกลเล็ก เครื่องไฟฟ้า รื้อออกมาศึกษา อย่างเช่นไฟฉาย จะใช้กันมากในโรงสีไฟ ก็ไปเก็บเอาที่เสียๆ มารื้อซ่อมใหม่ โดยเอาไฟฉายดีมากเป็นแบบ พอประกอบเข้าไปใหม่ ไฟฉายดีกลับเสีย ไฟฉายเสียกลับดีก็มี ประกอบเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าใช้เองในขณะที่เป็นสามเณร ทำหม้อแปลงไฟฟ้า เช่น ทำหม้อแปลงไฟฟ้า ประดิษฐ์เครื่องแบ่งและผ่อนกำลังไฟฟ้า โดยมีเครื่องมือครบชุด เช่นหัวแร้งไฟฟ้าสำหรับบัดกรีอุปกรณ์และสายไฟ ต่ออุปกรณ์เครื่องรับวิทยุ ยักเยื้องไปต่างๆ

ท่านเจ้าคุณฯ มีชีวิตอยู่อย่างสมถะในเพศบรรพชิต ไม่สะสมทรัพย์และปัจจัย ซึ่งเป็นมาตั้งแต่เด็ก มีสิ่งใดไม่ว่าจะเป็นของเล่น ของใช้ หรือของรับประทานก็จะแบ่งปันให้น้องและเพื่อน ครั้งสมัยเป็นสามเณร ได้รับถวายสิ่งของและปัจจัย หรือเครื่องไทยธรรมจากญาติโยม ก็จะรวบรวมไว้ พอได้จำนวนหนึ่งก็จะนำมาแจกสามเณร หรือลูกศิษย์ในวัดได้นำไปใช้สอย บางครั้งก็นำมาให้จับฉลากกันเพื่อความไม่เหลื่อมล้ำ ท่านจะไม่สะสมไว้เพื่อตนเองเลย ตัวอย่างเช่น ปากกา จะใช้ปากกาลูกลื่นธรรมดา ถ้ามีคนมาถวายปากกาชั้นดี ราคาแพง เช่น ปาร์กเกอร์ และครอสส์ ก็จะแจกให้แก่ผู้ที่จะใช้ประโยชน์ได้ เช่น ให้เป็นรางวัลแก่นักเรียนเพื่อเป็นกำลังใจและแรงจูงใจในการศึกษาเล่าเรียน นอกจากนี้ ปัจจัยที่มีผู้นำมาถวายให้ใช้ส่วนตัวท่านก็จะส่งไปสมทบกับกองทุนหรือมูลนิธิต่างๆ ตลอดจนแจกเป็นทุนการศึกษาให้พระภิกษุสามเณรที่เรียนดี รวมถึงเด็กยากจนตามโอกาสต่างๆ อีกด้วย อย่างเช่นเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ ซึ่งเป็นงานทำบุญที่โยมบิดาเสียชีวิตครบ ๓ ปี ก็ได้แจกทุนการศึกษาแก่สามเณรจำนวน ๙ รูป อย่างนี้เป็นต้น

การอนุเคราะห์เอื้อเฟื้อมีเมตตาของท่านนั้น ในส่วนที่ประกอบด้วยความระลึกถึงผู้สูงอายุ และผู้กำลังอยู่ในช่วงป่วยไข้ คราวใดที่ญาติโยมไม่ว่าจะเป็นทางฝ่ายไหนก็ตามเจ็บป่วย ท่านก็จะหาเวลาไปเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ ตลอดถึงงานทำบุญต่าง ๆ งานบวช งานศพ หรืองานมงคลสมรส ทั้งของญาติพี่น้องหรือญาติโยมท่านก็จะไม่ขาด ถ้าไม่มีเหตุสุดวิสัย จะปฏิบัติตนสม่ำเสมอกับญาติโยมทั่วๆ ไป และการปฏิบัติต่อโยมบิดามารดา ซึ่งเป็นแบบอย่างให้แก่บรรดาญาติ และผู้ที่ได้ทราบถึงกิจของท่านที่ปฏิบัติต่อโยมทั้งสองในยามปกติ ก็จะไปเยี่ยมอยู่เสมอ แม้ในยามที่ท่านไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ จะโทรศัพท์หรือจดหมายถามโยมและส่งข่าวของท่านให้โยมได้ทราบ ในช่วงที่โยมทั้งสองเข้าสู่วัยชรา และโยมมารดา ป่วยเป็นอัมพาตท่านแวะเวียนไปเยี่ยมบ่อยขึ้นกว่าเดิม ไปสนทนาให้กำลังใจ และปรึกษาหาหนทางในการรักษากับนายแพทย์พี่ชาย ในด้านกำลังใจก็ให้ทั้งผู้ป่วย และผู้เฝ้าอาการป่วย สำหรับโยมมารดานั้น ท่านจะพูดและแนะนำน้องที่เฝ้านั้นให้ทำให้โยมมารดาสดชื่น สำหรับท่านเอง จะหาวิธีต่างๆ ที่จะทำให้โยมมารดาได้รับความสดชื่นด้วย อย่างเช่นเมื่อครั้งไปที่วัดบ้านกร่าง จังหวัดสุพรรณบุรี ท่านนำเอาเทปไปบันทึกเสียงนกร้อง แล้วมาให้โยมมารดาฟัง

สำหรับโยมบิดา ในช่วงชราภาพนั้น จะไม่ยอมไปไหน บางครั้งก็จะเหงา ท่านเจ้าคุณฯ ก็จะไปเยี่ยมบ่อยครั้งกว่าเดิม ทั้งๆ ที่ภารกิจของท่านมากมายก็ตาม เวลาไปสนทนากับโยม ท่านเจ้าคุณฯ ก็จะนำเทปมาบันทึกเสียงระหว่างสนทนากัน แล้วกรอกลับให้โยมบิดาฟัง ซึ่งเป็นที่พอใจของโยมบิดามาก บางวันท่านจะอยู่กับโยมบิดาเป็นเวลานาน จนเห็นว่าสบายใจสดชื่นก็จะลากลับ ในช่วงที่ท่านเจ้าคุณฯ พำนักอยู่ที่สถานฟื้นฟูสุขภาพสงฆ์ ที่ลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โยมบิดายังแข็งแรงพอที่จะไปหาท่านเจ้าคุณฯได้ น้องๆ จะพาไป ท่านเจ้าคุณฯ ก็จะพาโยมออกเดินเล่น ตามถนนที่ตัดผ่านทุ่งนา ได้ดูต้นไม้ ดูนก และห่าน เป็ดไก่ที่ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงเลี้ยงไว้ ตลอดจนได้รับอากาศที่ทำให้สดชื่น จะพาโยมบิดาให้เดินไปด้วยกัน ด้วยความห่วงใย

ใครจะคิดบ้างว่า พระพรหมคุณาภรณ์ได้ปฏิบัติต่อโยมทั้งสองได้ถึงดังนี้ ครั้นพอโยมถึงแก่กรรมในขณะที่ยังตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่วัดพระพิเรนทร์ ท่านก็จะให้น้องๆ ได้ปฏิบัติต่อบุพการี ด้วยการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาในวาระสุดท้าย ให้มีการบังสุกุล แก่โยมเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ อาทิตย์ละครั้ง และเมื่อถึงวันครบรอบปีของมรณกรรม ก็จะมีการทำบุญจะพิมพ์หนังสือธรรมแจก มีการแจกทุนการศึกษาเป็นต้น ในวงญาติทุกคนจะปลาบปลื้มต่อจริยาวัตรอันงดงามของท่านเจ้าคุณฯ ที่ได้ปฏิบัติต่อญาติโยม ตลอดจนโยมบิดา โยมมารดา ดังได้กล่าวมาแล้ว โดยกิจดังกล่าวมานี้ได้ยังประโยชน์ให้เป็นตัวอย่างที่ดีงามแก่ผู้ใกล้ชิด นำไปปฏิบัติต่อบุพการีของตนอีกด้วย

การศึกษาในวัยต่อมา ถึงแม้สุขภาพร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงนัก แต่พระพรหมคุณาภรณ์ในสมัยเด็กก็เป็นนักเรียนเก่ง เรียนได้ดีเด่นสม่ำเสมอ อย่างเช่นเมื่อจบชั้นประถม ก็ได้ทุนเรียนดีของกระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาเข้าเรียนในชั้นมัธยมที่ ๑ ที่ ๒ และมัธยมที่ ๓ ในภาคต้นและภาคกลาง ท่านเป็นเด็กที่เล็กที่สุดในชั้น แต่ก็เอาที่ ๑ มาครองได้บ่อย แต่พอถึงภาคปลายของมัธยมที่ ๓ แล้วในช่วงต้นปีพุทธศักราช ๒๔๙๔ ขณะนั้นปัญหาสุขภาพไม่ดี ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เนื่องจากอาการป่วยโรคทางเดินอาหาร จึงเห็นด้วยกับคำแนะนำของโยมบิดา และประกอบกับการสนับสนุนของพี่ชายคนที่สอง นายผาสุก อารยางกูร ในวันที่ ๑๐ เดือนพฤษภาคม ปีพุทธศักราช ๒๔๙๔ จึงได้เข้ารับการบรรพชา ณ วัดบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีพระครูเมธีธรรมสาร เจ้าอาวาสวัดบ้านกร่าง เป็นพระอุปัชฌาย์ (ซึ่งก่อนนี้ตอนที่ท่านอายุได้ ๗ ขวบ ก็ได้บรรพชาที่วัดนี้มาก่อน แต่เป็นการบวชหางนาค คือ บวชพร้อมกับการบวชพระบุตรชายของคุณป้า การบวชราวนั้นเพียง ๗ วัน เป็นการแก้บนที่โยมมารดา ได้บนไว้แต่ครั้งที่ท่านป่วยหนัก เมื่ออายุ ๑ ขวบ)

การบวชครั้งนี้เป็นการบวชเรียน เริ่มศึกษา ณ วัดบ้านกร่าง ในปีแรกของการบรรพชา สอบได้นักธรรมชั้นตรี แล้วย้ายไปศึกษาต่อ ณ วัดประสาททอง ในเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งมีพระวิกรมมุนี เป็นเจ้าอาวาส สอบได้นักธรรมชั้นโท ในปีพุทธศักราช ๒๔๙๕ ครั้นต่อมา ปีพุทธศักราช ๒๔๙๖ ได้ย้ายมาสังกัดวัดพระพิเรนทร์ จังหวัดพระนคร พระศีลขันธโศภิต ยังคงเป็นเจ้าอาวาส ได้ศึกษาเล่าเรียนต่อมาจนสอบได้นักธรรมชั้นเอก และเปรียญธรรม ๓ ถึงเปรียญธรรม ๙ ประโยค ขณะเป็นสามเณร จึงได้รับพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช ธรรมิกมหาราชาธิราช องค์เอกอัครศาสนูปถัมภก รัชกาลปัจจุบันให้ะอุปสมบทเป็นพระภิกษุในฐานะนาคหลวง เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม ปีพุทธศักราช ๒๕๐๕ ตรงกับวันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๔ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) มีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (กิตฺติโสภณมหาเถร) วัดเบญจมบพิตร ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ พระธรรมคุณาภรณ์ (สมเด็จพระพุทธโฆสาจารย์) วัดสามพระยา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระเทพเมธี (พระธรรมเจดีย์) วัดทองนพคุณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้นามฉายาว่า “ปยุตฺโต” ภายหลังจากอุปสมบทแล้วท่านก็ได้สำเร็จการศึกษาสอบได้ปริญญาพุทธศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ ๑) จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในปี พุทธศักราช ๒๕๐๕ และต่อมาในปี พุทธศักราช ๒๕๐๖ ก็สอบได้วิชาชุดครู พ.ม. อีกวุฒิหนึ่ง

ในระหว่างศึกษาที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระพรหมคุณาภรณ์ได้เป็นอาจารย์ประจำในแผนกบาลีเตรียมอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๐๕-๒๕๐๖ และต่อมาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเลขาธิการ และเป็นรองเลขาธิการมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ และเป็นอาจารย์สอนวิชาธรรมภาคอังกฤษ ควบคู่กันไปด้วย ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๗-๒๕๑๗ ที่มหาจุฬาลงกรณฯนี้ได้ปรับปรุงและวางระเบียบแบบแผนพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนของคณะสงฆ์ให้สอดคล้องกับสภาวะวิชาการที่เป็นระบบนิยมในปัจจุบัน ตลอดจนได้ปรับปรุงหลักสูตรโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ให้เป็นหลักสูตรที่น่าสนใจ และเอื้อประโยชน์ต่อผู้เรียนได้อย่างแท้จริง
สำหรับงานบริหารคณะสงฆ์นั้น หลักจากที่พระเทพคุณาธาร เจ้าอาวาสวัดพระพิเรนทร์ ถึงแก่มรณภาพ ซึ่งในขณะนั้นพระธรรมปิฎกดำรงสมณศักดิ์ที่พระศรีวิสุทธิโมลี จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดพระพิเรนทร์ ได้ทำการปรับปรุงกิจการภายในวัด รวมทั้งกิจในส่วนของสงฆ์ จนเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้วก็ได้ยื่นใบลาออก และได้รับอนุมติให้ลาออกใน พ.ศ. ๒๕๑๙ และในปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน ตำบลบางกระทึก อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม งานของคณะสงฆ์ท่านก็ยังคงช่วยเหลือตลอดมา ทั้งในส่วนในประเทศและต่างประเทศ

ในการช่วยเผยแพร่พระพุทธศาสนาให้กว้างออกไปถึงต่างประเทศ ได้รับนิมนต์ไปเป็นอาจารย์บรรยายพิเศษของมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา และบรรยายเผยแพร่ความรู้ในประเทศอื่นๆ อีก เช่น ได้รับอาราธนาได้เยี่ยมเยียนสถาบันการศึกษา บรรยายพระพุทธศาสนา และวัฒนธรรมไทย อาราธนาไปสอนวิชาพระพุทธศาสนา ตลอดจนเป็นที่ปรึกษาของวัดวชิรธรรมประทีป ในนครนิวยอร์ค และวัดธรรมาราม ในนครชิคาโก สหรัฐอเมริกา และยังได้รับอาราธนาให้เป็นผู้แสดงปาฐกถาในการประชุมนานาชาติอีกหลายครั้ง สำหรับในประเทศได้รับอาราธนาจากบรรดามหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนตลอดจนองค์กรต่างๆ เป็นที่ปรึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล ในการสร้างพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ สำเร็จสมบูรณ์เป็นฉบับแรกของโลก เป็นการอำนวยประโยชน์ในการศึกษาและค้นคว้าหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาได้สะดวก และรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต) ด้วยศีลาจริยาวัตรและปฏิปทาเป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธา เป็นที่เคารพยกย่องของบรรดาศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป เป็นแบบอย่างของพระภิกษุในอุดมคติรูปหนึ่งในปัจจุบัน ท่านถึงพร้อมด้วยความเป็นเลิศทางวิชาการ ทั้งด้านพระพุทธศาสนา และด้านวิชาการ ดังนั้นนับแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๕-๒๕๔๕ จึงได้รับการถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากสถาบันการศึกษาในประเทศรวม ๑๓ สถาบัน ๑๔ ปริญญา

ได้รับการถวายตำแหน่ง “ตรีปิฎกาจารย์” (อาจารย์ผู้มีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎก) จาก นวนาลันทามหาวิหาร ประเทศอินเดีย ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งที่สูงกว่าปริญญาเอก และทางมหาวิหารยังไม่เคยมอบให้ใคร นอกจากมหาวิทยาลัยนาลันทาโบราณที่เคยถวายท่านพระถังซำจั๋ง เท่านั้น

และล่าสุด เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๙ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต) เป็นราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์

งานนิพนธ์ของพระพรหมคุณาภรณ์ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาโดยตรงนี้ ถึงปัจจุบันได้นิพนธ์ไว้มากกว่า ๓๒๗ เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นภาษาไทย และมีภาษาอังกฤษ ประมาณ ๓๐ เล่ม เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายว่าเป็นงานดีเยี่ยม เป็นงานปัญญาที่มีคุณค่าต่อวงวิชาการ ทั้งในประเทศและมหาวิทยาลัยชั้นนำของต่างประเทศ สร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริงในทุกระดับ จนได้รับการยกย่องให้เป็น “ปราชญ์แห่งสยาม” ทุกครั้งในการพิมพ์ผลงานนิพนธ์ของท่าน ได้มอบลิขสิทธิ์แบบให้เปล่า และเงินรางวัลที่ได้จากงานนิพนธ์ทั้งหมด ก็มอบให้เป็นทุนการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรมาโดยตลอด รางวัลที่ได้รับคือ รางวัลวรรณกรรมชั้นที่ ๑ ประเภทร้อยแก้ว ที่ได้รับจากมูลนิธิธนาคารกรุงเทพฯ ประจำปี ๒๕๒๕ จากหนังสือพุทธธรรม ก็ได้มอบให้วิทยาลัยสงฆ์ภาคทักษิณ ส่วนเงินรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์แก่พุทธศาสนาก็ได้มอบให้แก่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทั้งหมด เพื่อเป็นทุนการศึกษาของพระภิกษุสามเณร และงานนิพนธ์ของท่านบางเรื่อง ออกมาตามโอกาสอันควร อย่างเช่น เมื่อมีกรณีพฤษภาทมิฬ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ท่านมีหนังสือเรื่อง “การสร้างสรรค์ประชาธิปไตย” ซึ่งมีเนื้อหาที่ให้คิดว่า “ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนเป็นธรรมาธิปไตย” หรือเมื่อเกิดเรื่องอื้อฉาวทางฝ่ายสงฆ์ ก็มีหนังสือเรื่อง “เมืองไทยจะวิกฤติ ถ้าคนไทยมีศรัทธาวิปริต” เป็นต้น

หลังจากที่องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ UNESCO ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ถวายรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพ เมื่อวันที่ ๒๐ เดือนธันวาคม ๒๕๓๗ แล้ว นับจากบรรพชามากว่า ๔๕ ปี พระพรหมคุณาภรณ์ก็ยังคงอุทิศตัวให้กับงานเผยแพร่พระศาสนาต่อไป และปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง ช่วยสั่งสอนบุคคลในสังคมให้ปฏิบัติตนโดยการใช้ปัญญานำไปสู่ชีวิตที่มีความสุข สงบและสันติภาพ ถึงปัจจุบันจะยังมีปัญหาด้านสุขภาพพลานามัยอยู่เสมอ ท่านก็ยังคงแสดงธรรม บรรยายธรรม เขียนหนังสือธรรม และเขียน… เขียนต่อไปอีกเรื่อยๆ นับได้ว่าท่านเกิดมาเพื่องาน งานนี้เพื่อธรรม ธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธชาด และธรรมนี้เพื่อประชาชนชาวโลก ทั้งมวล จักสู่สันติภาพอันแท้จริง

ช่วยกันนำพาประเทศไทย ให้ก้าวไปอย่างสง่างาม ในท่ามกลางประชาคมโลก

ถ้าคนไทยมีคุณภาพแท้ ต้องก้าวไปนำทั้งโลกได้

No Comments

Comments are closed.