- จะแข่งขัน ต้องเข้มแข็ง – งานของพระ-จุดยืนของพุทธ
- มองให้กว้าง คิดให้ไกล
- กระแสโลกาภิวัตน์แรงร้าย-จะสู้ไหม?
- วัฒนธรรมทางปัญญา เพื่อชัยชนะที่ยั่งยืน
- มนุษย์ฉลาดจึงตั้งสมมุติได้
- ตั้งสมมติไว้แล้ว อย่ามัวทำเหยาะแหยะ
- ฉลาดตั้งสมมุติได้ ทำไมจะมาติดตายอยู่แค่สมมุติ
- วิกฤติท้าปัญญาไทย – ชาติไทยจะฟื้นได้ ต้องให้การศึกษาที่สร้างวัฒนธรรมทางปัญญา
- คน “เก่ง-ดี-มีความสุข” เสร็จมาจากบ้าน
- ถ้ามีการศึกษา คนจะไม่อยู่แค่รู้สึกและเสพ แต่จะก้าวสู่การสร้างสรรค์และแสวงปัญญา
- มุ่งสู่จุดหมาย – มั่นในหลักการ
- กรรมเก่า – กรรมใหม่
- อยู่เพื่อพัฒนากรรม ไม่ใช่อยู่เพื่อใช้กรรม
- โลกทัศน์เอาชนะธรรมชาติ ต้องแทนด้วยการหนุนระบบสัมพันธ์ แห่งการก้าวไปดีด้วยกัน
กระแสโลกาภิวัตน์แรงร้าย-จะสู้ไหม?
ถาม เราไม่มีพลังพอที่จะต้านทานกระแสโลก แล้วที่กระแสโลกมากระทบกับประเทศไทยกับสังคมไทย เราควรจะทำอย่างไร ในเมื่อธุรกิจทั้งหมดก็ถูกครอบงำด้วยกระแสโลก เราทำอะไร ก็ไม่พ้นกับการรับใช้กระแสโลกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
พระธรรมปิฎก เราก็ต้องเลือกวิธีว่า
- ต้านกระแส คือเอากำลังของเราเข้าต้านทาน สู้กับมัน แต่เราอาจจะพังก็ได้ถ้าไม่มีกำลังพอ
- ทวนกระแส หมายความว่า เรามีแนวทางของเราที่จะไป เราก็ไปของเรา ไม่มัวไปต้าน
- เราต้านกระแส เช่น น้ำไหลมาแรง เราก็เอาอะไรไปกั้นมัน น้ำมันแรงเราก็พัง
- เราทวนกระแส หมายความว่า เรามีกำลังของเราย้อนหรือสวนทางไปในกระแสนั้นแหละ ไม่ต้องต้านมัน
สองวิธีนี้ดูคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกัน การทวนกระแส อย่างปลาเป็นคือปลาที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น ไม่ใช่ต้านกระแส ถ้าต้านกระแส เราก็ไม่ต้องไปไหน อย่างดีก็ยันกันอยู่นั่น แต่ถ้าทวนกระแส เราก็ไปของเรา ตามแนวทางของเรา นี้ก็แง่หนึ่ง
นอกจากนั้นเราจะใช้กระแสนั้นให้เป็นประโยชน์ได้บ้างไหม แต่ทั้งนี้เราจะต้องมีแนวทางความคิดของเราเองด้วย แล้วเอามันมาใช้อีกทีหนึ่ง เราจะมีความสามารถถึงขั้นนี้ไหม ในเมื่อมันเป็นอยู่และเราก็หยุดยั้งมันไม่ได้ แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ถ้าเรามัวยุ่งกับการต้านหรือการปฏิเสธก็จะอยู่นั่นแหละไม่ได้ไปไหนยิ่งถ้าต้าน เมื่อเรามีกำลังน้อย เราก็พังอย่างเดียว ทีนี้เราจะเอามันมาใช้ประโยชน์อย่างไร แปลว่าใช้อย่างฉลาด โดยมีจุดหมายของตัวเอง นี่ก็อย่างหนึ่ง
อย่างที่พูดแล้วว่า อย่ามัวเก็บเศษเล็กเศษน้อยพลอยได้ในกระแส แต่ต้องพยายามทำให้กระแสนั้นเป็นประโยชน์แก่สังคมของเรา หรือขึ้นไปนำกระแสให้ได้
ถ้าเราทำให้กระแสเอื้ออำนวยประโยชน์แก่สังคมไทยได้ ก็เป็นการพิสูจน์ความสามารถไปขั้นหนึ่งว่า กว้างออกไปอีกขั้นหนึ่ง เราจะสามารถก้าวไปนำกระแสโลกได้
แต่ทั้งหมดนี้ ก็เป็นเรื่องของพลังที่มีหลายอย่าง เราไม่จำเป็นต้องไปติดอยู่กับกำลังอย่างหนึ่งอย่างเดียว เช่น กำลังเงิน กำลังทรัพย์ กำลังวัตถุ ที่จริงยังมีกำลังทางจิตใจ กำลังปัญญา และในที่สุด กำลังปัญญาต้องเหนือที่สุด เราพัฒนากำลังปัญญาของคนของเราพอไหม ถ้าเราจะเอาชนะ
อย่างน้อย เราต้องมีปัญญาพอที่จะเห็นให้ชัดว่า กระแสนั้นและกำลังอิทธิพลของมัน เป็นอย่างไร มีข้อเสียอย่างไร เราต้องมีปัญญาเหนือกว่าจึงจะสามารถเกี่ยวข้องปฏิบัติต่อกระแสที่ร้ายนี้ได้ จะต้องให้เหนือมันทางปัญญา ถ้าเราไม่มีความเหนือกว่าทางปัญญา เราก็แก้ยาก หรือแก้ไม่ไหว
กำลังทางทรัพย์ทางวัตถุน่ะ รู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางสู้ ถ้ามัวคิดมัวหวังอยู่แค่กำลังเงินกำลังวัตถุก็ตันเท่านั้น อย่ามัวติดอยู่แค่นั้น คนน้อยชนะคนมาก ทัพเล็กชนะทัพใหญ่ได้ ยังมีทาง คือต้องเหนือกว่าทางปัญญา ต้องเอาชนะด้วยปัญญา เพราะฉะนั้นเราต้องพัฒนาคุณภาพคนของเรา คุณภาพทางปัญญาต้องสูง
ถามแทรก ด้านเศรษฐกิจก็ตาม การเมืองก็ตาม กำลังเงินและอำนาจของเราสู้เขาไม่ไหว เห็นชัดอยู่แล้ว คนไทยถึงแม้ไม่พูดออกมา ก็เหมือนกับรู้สึกว่าไม่มีหวังที่จะไปสู้อะไรเขา คงเป็นเพราะอย่างนี้ด้วย ก็เลยปล่อยตัวเรื่อยๆ ไปตามกระแส
ที่ว่า อย่ามัวไปคิดแต่ด้านทรัพย์ อำนาจ หรือวัตถุ ยังมีทางเอาชนะด้วยปัญญา ก็น่าฟัง แต่ก็ยังเห็นไม่ชัดว่า จะเอาชนะด้วยปัญญาได้อย่างไร?
พระธรรมปิฎก ประเทศที่เรามองเห็นว่ามีกำลังเศรษฐกิจ อำนาจการเมือง และมีเทคโนโลยีสูงนั้น อำนาจที่แท้จริงก็ต้องอยู่ที่ปัญญานั่นแหละ คือ มีกำลังปัญญาเป็นฐานและเป็นตัวชักเชิดคุมขบวนทั้งหมด
ถ้าจะให้มีกำลังปัญญากันจริงก็ต้องเน้นการศึกษาที่ถูกต้อง ที่จะให้มีความเข้มแข็งทางปัญญากันจริงๆ ให้ถึงขั้นเกิดเป็นวัฒนธรรมทางปัญญา ให้คนไทยมีวิถีชีวิตแห่งปัญญา
ถ้าจะเอาแบบง่ายๆ ปฏิบัติได้ทันทีในเวทีของระบบแข่งขันนี้ เริ่มตั้งแต่ด้านเศรษฐกิจ ปฏิบัติการด้วยปัญญานี้ แม้แต่ชาวบ้านก็ทำได้ คนไทยทุกคนทำได้ เช่นจะซื้อของนอกสักอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอุปกรณ์เทคโนโลยี ก็ต้องวางแผนการซื้อ
เช่นว่า จะซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง คิดให้ชัดก่อนว่า เราจะเอามันไปใช้สร้างงานอะไรสร้างปัญญาอย่างไรให้ได้มูลค่าสูงสุด เหนือกว่าราคาที่เราจะซื้อ อย่างน้อยซื้อมาแล้วต้องให้ได้งานสร้างสรรค์หรือใช้ศึกษาหาความรู้ให้ได้คุ้มค่าเกินราคาของมัน อย่างนี้การแข่งขันด้วยปัญญาก็เริ่มต้นแล้ว
เขาเอากำไรเงินไป เราก็ต้องเอากำไรงานและกำไรทางปัญญาให้ได้มากกว่าที่เขาได้เงินไปจากเรา
ไม่ใช่จะซื้อๆ มองแค่ว่าโก้เก๋ นำสมัย รุ่นใหม่สุด ไวกว่าคนอื่น แต่ใช้แค่หาความสนุกสนานบันเทิง หรือร่อนไปร่อนมาอวดกัน ถ้าอย่างนี้ก็เป็นเหยื่อเขา เป็นทาสในกระแสโลกาภิวัตน์ ฟื้นตัวไม่ขึ้น ให้เขาแอบหัวเราะเอาเป็นแหล่งกอบโกยเงินต่อไป
ฝรั่งทำ ไทยใช้ ญี่ปุ่นสร้าง ไทยเสพ ฝรั่ง-ญี่ปุ่นขาย ไทยซื้อ ถ้าเป็นอยู่กันอย่างนี้ ก็สมให้เขาว่า คนไทยฉลาด แต่ขาดปัญญา หรือว่ามีปัญญา แต่ไม่รู้จักใช้ แล้วจะไปเอาชนะเขาได้อย่างไร
อย่างน้อยก่อนจะซื้ออะไรมาบริโภค ก็ใช้ปัญญาพิจารณาบ้างว่า ในประเทศถิ่นไฮเทคนั้น สินค้าหลายอย่าง เขาแค่กดปุ๊บปั๊มปั๊บ ใช้แรงใช้เวลานิดเดียว ก็ออกมาขายได้ ชิ้นละเป็นพันเป็นหมื่น แต่ชาวนาเมืองไทย ทั้งแบกทั้งเข็น ตากฝนกรำแดด รอเวลาแรมปีกว่าจะได้ข้าวมาขาย เกวียนละ ๓-๔,๐๐๐ บาท
ถามแทรก ที่ว่า ต้องกระตุ้นการบริโภค เศรษฐกิจจะได้เคลื่อนไหวขยายตัว ถ้ามองแง่ปัญญา ก็ต้องระวัง?
พระธรรมปิฎก นี่แหละเป็นตัวอย่างของการพูดครึ่งๆ กลางๆ คลุมเครือและขัดแย้ง เป็นการพูดด้านเดียว และสุดโต่ง
- จะต้องกระตุ้นการผลิตด้วย โดยเฉพาะสังคมไทย เป็นนักบริโภคที่ล้ำหน้าอยู่แล้ว ค่อนข้างขาดนิสัยนักผลิต ต้องพัฒนาความเป็นนักผลิต กระตุ้นการผลิตให้มาก อย่างน้อยให้มาดุลกัน
- อย่าพูดแค่ว่ากระตุ้นการบริโภค ต้องให้เป็นการบริโภคอย่างฉลาด บริโภคด้วยปัญญา อย่าเป็นแค่การบริโภคอย่างโง่ๆ ไม่มีความคิด
ถ้าเป็นการบริโภคอย่างโง่ๆ แค่บริโภคโก้เก๋ ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ตื่นไปตามกระแสค่านิยม ก็เป็นเหยื่อของสังคมอื่นที่เป็นผู้ผลิตเท่านั้น แล้วก็ขัดกับหลักการประหยัดด้วย กลายเป็นว่าเดี๋ยวจะให้ประหยัด เดี๋ยวจะให้บริโภค จะเอาอย่างไรกันแน่
หลักประหยัดก็ตาม หลักสันโดษก็ตามไม่ได้ห้ามการบริโภค แต่ให้บริโภคอย่างฉลาด ใช้ปัญญาในการจับจ่ายใช้เงิน อย่างน้อยถ้ามองจากแนวคิดของการแข่งขัน ก็ต้องใช้ปัญญาวางแผนการซื้อให้ได้ใช้ประโยชน์คิดเป็นมูลค่าสูงกว่าที่ผู้ผลิตและส่งมาขายจะได้เงินไปจากเรา
ถ้าบริโภคโดยใช้ปัญญาอย่างนี้บ้าง ก็มีทางฟื้นตัวขึ้นมาฝ่าฟันไปได้ในระบบแข่งขัน ไม่ใช่มัวแต่บริโภคสนองความต้องการของผู้ผลิต และเป็นเหยื่อของระบบผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว
ถามแทรก ในสังคมเวลานี้ เรื่องการผลิตการบริโภคเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของประเทศชาติมาก เศรษฐศาสตร์ควรจะช่วยชี้ทางให้แก่ประชาชน
พระธรรมปิฎก จุดที่อยากให้สังเกตพิเศษคือ เศรษฐกิจเวลานี้ มาถึงขั้นที่ทำให้การบริโภคเป็นการสนองความต้องการของผู้ผลิต อันนี้กลายเป็นลักษณะที่เด่นขึ้นมา
ตามหลักธรรมดานั้น การผลิตย่อมจะสนองความต้องการของผู้บริโภค คือ ผู้บริโภคต้องการกินใช้อะไร ผู้ผลิตก็ทำการผลิตของกินของใช้ให้สนองความต้องการของผู้บริโภคให้ดีที่สุด
แต่ปัจจุบันนี้ในยุคธุรกิจเป็นใหญ่ เศรษฐกิจได้ก้าวมาถึงขั้นที่ว่า ผู้ผลิตสามารถใช้วิธีการต่างๆ เช่นการโฆษณาสินค้า กระตุ้นเร้าความต้องการ ตลอดจนปั่นค่านิยมของผู้บริโภค ให้เกิดความต้องการหรือเกิดความตื่นเต้นที่จะซื้อสินค้าที่ตนผลิตหรือคิดจะผลิต
ถ้าผู้บริโภคไม่รู้เท่าทัน หรือไม่ใช้ปัญญา ก็พล่านไปตามการปลุกเร้าของผู้ผลิต กลายเป็นเหยื่อหรือเป็นทาสของระบบแข่งขันช่วงชิงผลประโยชน์
จริงอยู่ ถ้าผู้ผลิตมีเจตนาดี ปรารถนาดีต่อผู้บริโภคจริงๆ การกระตุ้นการบริโภคให้สนองวัตถุประสงค์ของการผลิต ก็อาจเป็นผลดีแก่ผู้บริโภคได้ แต่ในระบบปัจจุบันนี้ คงมีน้อยและเป็นไปได้ยาก โดยมากจะมีแต่ความต้องการผลประโยชน์เป็นใหญ่
ในทางที่ถูกที่ควรแท้จริง ผู้บริโภคจะต้องเป็นผู้กำหนดการผลิต คือให้เป็นการผลิตเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคเป็นทั้งต้นและปลายของวงจรกิจกรรมเศรษฐกิจ เป็นผู้รับผลดีผลร้าย เป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย
ผู้บริโภคควรเป็นตัวของตัวเองในการบริโภคนั้น และมีอิสรภาพที่แท้จริงซึ่งจะเป็นเช่นนี้ได้ก็ต้องเป็นการบริโภคอย่างฉลาด หรือบริโภคด้วยปัญญา นี่ก็เท่ากับพูดว่าต้องมีการพัฒนาคุณภาพของผู้บริโภค ซึ่งก็คือต้องช่วยประชาชนให้มีการศึกษานั่นเอง
ถ้าเอาแต่จะกระตุ้นการบริโภค โดยไม่ทำความเข้าใจกันให้ชัดเจน ไม่เน้นการบริโภคอย่างฉลาด หรือบริโภคด้วยปัญญา ก็เท่ากับส่งเสริมความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยให้หนักขึ้น หนุนค่านิยมบริโภคและนิสัยเป็นนักบริโภคให้แรงขึ้น ตามมาด้วยผลร้ายมากมาย เช่น
- เศรษฐกิจยิ่งเสียเปรียบมากขึ้นในระบบแข่งขัน ที่นักบริโภคเป็นเหยื่อหรือเป็นเบี้ยล่างของผู้ผลิต
- ถ้าติดนิสัยเป็นนักบริโภค ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย เสพบริโภคกันอย่างโง่ๆ ก็จะยิ่งเป็นทาสเงินตรา ทำให้การเมืองตกอยู่ในวงจรแห่งความฟอนเฟะ ยากจะพัฒนาประชาธิปไตยให้สำเร็จ
ถามแทรก เรื่องคุณภาพคน โดยเฉพาะด้านปัญญา เป็นปัญหาไปทุกอย่าง ทั้งเศรษฐกิจ และการเมืองก็มาลงที่การศึกษา แต่มองไปมองมาคุณภาพของการศึกษาล่ะ เป็นปัญหาด้วยหรือเปล่า?
พระธรรมปิฎก ตรงนี้เรื่องใหญ่มาก เอาไว้ก่อนเถอะ ยกไปต่างหาก เอาขั้นพื้นๆ แค่พัฒนาคนให้รู้จักบริโภคอย่างฉลาด ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นเบื้องต้นของชีวิตและสังคม สำคัญมาก ก็ยังพร่าๆ ข้ามกันไปข้ามกันมา ไม่จับให้มั่นให้ชัด เอาให้จริงจังเกิดเป็นผลขึ้นมา แล้วก็มักจะมองไปด้านเดียว สุดโต่ง เหมือนลูกตุ้มที่แกว่งไปสุดทางโน้นทางนี้ที ให้ลงตัวพอดีไม่ได้
เมื่อกี้ก็เรื่องหนึ่ง ที่ว่ากระตุ้นให้บริโภค แต่ไม่พูดถึงการกระตุ้นให้ผลิต และไม่ลงไปถึงปัญญาในการบริโภค
อีกเรื่องหนึ่งที่พูดกันมาก คือเห็นว่าการเล่าเรียนของไทยที่ผ่านมาเน้นการจำ เอาแต่ท่อง ก็เหมือนจะให้เลิกจำ มาเน้นกันว่าให้รู้จักคิด
เรื่องนี้คงจะไม่ใช่ว่าอย่างหนึ่งผิด และอีกอย่างหนึ่งถูก จะต้องเอาอย่างหนึ่ง เลิกอีกอย่างหนึ่ง แต่มันน่าจะเป็นว่ามีอย่างหนึ่ง แต่ยังขาดอีกอย่างหนึ่ง ก็เติมเสียให้เต็ม ให้มีทั้งสองอย่าง ไม่ใช่ทิ้งอย่างหนึ่ง ไปเอาอีกอย่างหนึ่ง
การที่เราจำเก่งก็เป็นเรื่องที่ดี ไม่ควรจะสูญเสียทิ้งมันไป แต่เรายังขาดด้านการรู้จักคิด มีแต่ด้านท่องด้านจำมากไป ก็เพลาด้านท่อง เพิ่มด้านคิดเข้ามา ด้านจำทำให้มีข้อมูลพร้อม ด้านคิดก็เอาข้อมูลไปใช้ได้สะดวก จำเก่งก็ดีแล้ว แต่ให้รู้จักเลือกจำโดยเข้าใจ และให้คิดเป็น พร้อมทั้งปฏิบัติได้ด้วย จะได้ไม่เป็นข้อมูลใบลานเปล่า หรือนกแก้วนกขุนทอง ให้มีทั้งสองด้าน ไม่ใช่จะเอาอันหนึ่ง ก็ทิ้งอีกอันหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่งใกล้ๆ กัน คือบ่นกันว่า เด็กไทยไม่ชอบแสดงความคิดเห็น จะต้องส่งเสริมให้เด็กชอบและกล้าแสดงความคิดเห็นให้มากขึ้น เรื่องนี้ในขั้นหนึ่งก็จริงอย่างนั้น แต่อาจจะมองข้ามอะไรอีกอย่างหนึ่งที่เป็นคู่ของมันไปเสีย
การแสดงความคิดเห็นนั้น ต้องคู่กับการแสวงหาความรู้ ว่าที่จริง การแสวงหาความรู้เป็นเป้าหมายของการแสดงความคิดเห็นด้วยซ้ำไป
ความรู้และการรู้ความจริงเป็นทั้งฐานและเป็นเป้าหมายของการแสดงความคิดเห็น คือ ความคิดเห็นที่แสดงต้องตั้งอยู่บนฐานของความจริงและความรู้ความเข้าใจ อีกด้านหนึ่งกระบวนวิธีแสดงความคิดเห็นที่จัดขึ้น ก็เป็นเครื่องฝึกให้ผู้เข้าร่วมจำต้องหาความรู้แสวงความจริงบ้าง เป็นวิธีการที่ให้ผู้ร่วมเข้ามาช่วยกันหาความรู้แสวงความจริงบ้างช่วยเอื้อความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อื่นบ้าง
สิ่งที่ต้องการในกระบวนวิธีแสดงความคิดเห็นต่างๆ นั้น คือคุณสมบัติของคนที่รักความรู้ รักความจริง ใฝ่รู้ ชอบศึกษาค้นคว้า รู้จักวิเคราะห์สืบค้นเป็นต้น เพื่อจะเข้าถึงความรู้ในความจริง
หากปราศจากการหาความรู้แสวงความจริงนี้แล้ว การแสดงความคิดเห็นก็อาจจะเป็นเพียงความฟุ้งซ่าน พล่ามเพ้อ ที่มาหนุนลักษณะอวดโก้ อยากเด่น ภูมิพอง ที่ไม่ได้สาระ ไม่เกิดประโยชน์สมความมุ่งหมาย แสดงความเห็นกันไปแล้ว ไม่ได้ความรู้ ไม่ได้ความจริง ได้แต่ทะเลาะกัน
เพราะฉะนั้น จะลืมไม่ได้ว่า การแสวงความรู้ ต้องมีอยู่คู่การแสดงความคิดเห็น จะต้องเน้นการสร้างเสริมคุณลักษณะแห่งความใฝ่รู้ และนิสัยสืบค้นหาความจริง ยิ่งกว่าการชอบแสดงความคิดเห็น ต้องให้การหาความรู้มานำการแสดงความคิดเห็น
ตรงนี้แหละถ้าปลูกฝังได้สำเร็จก็จะเกิดเป็นวัฒนธรรมทางปัญญา ที่จะทำให้คนของเรามีกำลังปัญญา อย่างที่บอกว่าถึงจะมีกำลังด้านรูปธรรมต่างๆ น้อย ก็เอาชนะหมู่คนที่มีกำลังมากกว่าได้

No Comments
Comments are closed.