- จะแข่งขัน ต้องเข้มแข็ง – งานของพระ-จุดยืนของพุทธ
- มองให้กว้าง คิดให้ไกล
- กระแสโลกาภิวัตน์แรงร้าย-จะสู้ไหม?
- วัฒนธรรมทางปัญญา เพื่อชัยชนะที่ยั่งยืน
- มนุษย์ฉลาดจึงตั้งสมมุติได้
- ตั้งสมมติไว้แล้ว อย่ามัวทำเหยาะแหยะ
- ฉลาดตั้งสมมุติได้ ทำไมจะมาติดตายอยู่แค่สมมุติ
- วิกฤติท้าปัญญาไทย – ชาติไทยจะฟื้นได้ ต้องให้การศึกษาที่สร้างวัฒนธรรมทางปัญญา
- คน “เก่ง-ดี-มีความสุข” เสร็จมาจากบ้าน
- ถ้ามีการศึกษา คนจะไม่อยู่แค่รู้สึกและเสพ แต่จะก้าวสู่การสร้างสรรค์และแสวงปัญญา
- มุ่งสู่จุดหมาย – มั่นในหลักการ
- กรรมเก่า – กรรมใหม่
- อยู่เพื่อพัฒนากรรม ไม่ใช่อยู่เพื่อใช้กรรม
- โลกทัศน์เอาชนะธรรมชาติ ต้องแทนด้วยการหนุนระบบสัมพันธ์ แห่งการก้าวไปดีด้วยกัน
อยู่เพื่อพัฒนากรรม ไม่ใช่อยู่เพื่อใช้กรรม
ถามแทรก มีคำเก่าได้ยินมานานแล้วประโยคหนึ่ง เป็นเรืองเกี่ยวกับกรรมเก่า คือทีพูดว่า “คนเราเกิดมาเพื่อใช้กรรมเก่า” ถ้าเชื่ออย่างนี้จะถูกหรือผิดอย่างไร?
พระธรรมปิฎก ความเชื่ออย่างนั้นไม่ใช่พุทธศาสนา และต้องระวังจะเป็นลัทธินิครนถ์
ที่พูดกันมาอย่างนั้น ความจริงก็คงประสงค์ดี คือมุ่งว่าถ้าเจอเรื่องร้าย ก็อย่าไปซัดทอดคนอื่น และอย่าไปทำอะไรที่ชั่วร้ายให้เพิ่มมากขึ้นด้วยความโกรธแค้นเป็นต้น แต่ยังไม่ถูกหลักพระพุทธศาสนา และจะมีผลเสียมาก
ถามแทรก ที่ว่าเป็นลัทธินิครนถ์ เป็นอย่างไร?
พระธรรมปิฎก ลัทธินิครนถ์ ซึ่งก็มีผู้นับถือในสมัยพุทธกาลจนกระทั่งในอินเดียทุกวันนี้ เป็นลัทธิกรรมเก่าโดยตรง เขาสอนว่า คนเราจะได้สุขได้ทุกข์อย่างไรก็เป็นเพราะกรรมที่ทำไว้ในชาติปางก่อน และเขาสอนต่อไปว่า ไม่ให้ทำกรรมใหม่ และทำกรรมเก่าให้หมดสิ้นไปด้วยการบำเพ็ญตบะ จึงจะสิ้นกรรมสิ้นทุกข์ นักบวชลัทธินี้จึงบำเพ็ญตบะทรมานร่างกายด้วยวิธีต่างๆ(ดู เทวทหสูตร, ม.อุ.๑๔/๑/๑)
คนที่พูดว่า เราอยู่ไปเพื่อใช้กรรมเก่านั้น ก็คล้ายกับพวกนิครนถ์นี่แหละ คิดว่าเมื่อไม่ทำกรรมใหม่ อยู่ไปๆ กรรมเก่าก็คงจะหมด ต่างแต่ว่าพวกนิครนถ์ไม่รอให้กรรมเก่าหมดไปเอง แต่เขาบำเพ็ญตบะเพื่อทำกรรมเก่าให้หมดไปด้วยความเพียรพยายามของเขาด้วย
ถามแทรก เมื่อไม่ทำกรรมใหม่ อยู่ไปกรรมเก่าก็น่าจะหมดไปเองไม่ใช่หรือ?
พระธรรมปิฎก ไม่หมดหรอก จะชดใช้กรรมเก่าไปเท่าไร ก็ไม่มีทางหมดไปได้
ถามแทรก ทำไมล่ะ?
พระธรรมปิฎก จะหมดไปได้อย่างไรล่ะ เหตุผลง่ายๆ คือ
- คนเรายังมีชีวิต ก็คือเป็นอยู่ ต้องกินอยู่ เคลื่อนไหวอิริยาบถ ทำโน่นทำนี่ เมื่อยังไม่ตาย ก็ไม่ได้อยู่นิ่งๆ
- คนเหล่านี้เป็นมนุษย์ปุถุชน ก็มีโลภ โกรธ หลง โดยเฉพาะความหลง หรือโมหะ นี้มีอยู่ประจำในใจตลอดเวลา เพราะยังไม่ได้รู้เข้าใจความจริงถึงสัจธรรม
เมื่อรวมทั้งสองข้อนี้ก็คือ คนที่อยู่เพื่อใช้กรรมนั้น เขาก็ทำกรรมใหม่อยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ไม่รู้ตัว แม้จะไม่เป็นบาปกรรมที่ร้ายแรงแต่ก็เป็นการกระทำที่ประกอบด้วยโมหะเช่นกรรมในรูปต่างๆ ของความประมาท ปล่อยชีวิตเรื่อยเปื่อย
ถ้ามองลึกเข้าไปในใจ โลภะ โทสะ โมหะ ก็โผล่ขึ้นมาในใจของเขาอยู่เรื่อยๆ ในลักษณะต่างๆ เช่น เศร้า ขุ่นมัว กังวล อยากโน่นอยากนี่ หงุดหงิด เหงา เบื่อหน่าย กังวล คับข้อง ฯลฯ อย่างนี้ไม่มีทางสิ้นกรรม ชดใช้ไปเท่าไรก็ไม่มีที่สิ้นสุด มีแต่เพิ่มกรรม
ถามแทรก แล้วทำอย่างไรจะหมดกรรม?
พระธรรมปิฎก การที่จะหมดกรรมก็คือ ไม่ทำกรรมชั่ว ทำกรรมดี และทำกรรมที่ดียิ่งขึ้น คือแม้แต่กรรมดีก็เปลี่ยนให้ดีขึ้น จากระดับหนึ่งขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง พูดเป็นภาษาพระว่า เปลี่ยนจากทำอกุศลกรรม เป็นทำกุศลกรรม และทำกุศลระดับสูงขึ้นไปจนถึงขั้นเป็นโลกุตตรกุศล ถ้าใช้ภาษาสมัยใหม่ก็พูดว่า พัฒนากรรมให้ดียิ่งขึ้นเราก็จะมีศีล มีจิตใจ มีปัญญา ดีขึ้นๆ ในที่สุดก็จะพ้นกรรม
พูดสั้นๆ ว่า กรรมไม่หมดไปด้วยการชดใช้กรรม แต่หมดกรรมด้วยการพัฒนากรรม คือปรับปรุงตัวให้ทำกรรมที่ดียิ่งขึ้นๆ จนพ้นขั้นของกรรมไป ถึงขั้นทำแต่ไม่เป็นกรรม จึงจะเรียกว่า พ้นกรรม
ธรรมที่เป็นการปฏิบัติทั้งหมดทุกอย่างในพระพุทธศาสนา รวมอยู่ในหลักใหญ่ที่เรียกว่าไตรสิกขา (สิกขาหรือการศึกษา ๓ ด้าน) คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ใช่ไหม แล้วศีล สมาธิ และปัญญานั้นคืออะไร ก็คือการเรียนรู้ฝึกตนให้ทำกรรมได้ดียิ่งขึ้นใช่หรือไม่ เคยทำ พูด คิด ไม่ดี มีกิเลส มีทุกข์ เป็นอกุศลมาก ก็ฝึกฝนพัฒนาให้ทำ พูด คิด ได้ดีขึ้น ดีงามขึ้น ผ่องใสเบิกบานเป็นสุขมากขึ้น เป็นกุศลมากขึ้นๆ พูดอย่างภาษาพระว่า พัฒนาจากอกุศล ไปเป็นกุศล จากกุศลชั้นกามาวจร เป็นกุศลชั้นรูปาวจร ชั้นอรูปาวจร จนเป็นกุศลชั้นโลกุตตระ หรือพัฒนาจากกุศลกรรมสามัญ จนเป็นกุศลชั้นครุกรรมที่มีกำลังมาก สามารถครอบงำมีกำลังเหนือกรรมชั่ว กรรมชั่วเก่าๆ ก็จะไม่มีโอกาสแสดงอิทธิพล
นี่คือการปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา ดีกว่าจะมัวรอผลกรรมเก่า หรืออย่างที่บางคนไปแก้กรรมอะไรต่างๆ ที่กลายเป็นการตกอยู่ในความประมาท ซึ่งก็คือทำอกุศลกรรมใหม่ขึ้นมานั่นเอง แทนที่จะดี เลยกลับยิ่งร้ายแย่ลงไปอีก
ถามแทรก เรื่องกรรมอีกอย่างหนึ่ง ที่ค้างคาหรือเป็นปัญหาอยู่ในใจของคนมากมาย คือเรื่อง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว คนบ่นกันมาเรื่อยว่า ทำดีไม่เห็นจะได้ดี แต่คนทำชั่วกลับได้ดีมีถมไป จะแก้ข้อข้องใจนี้อย่างไร?
พระธรรมปิฎก เรื่องทำดีได้ดีหรือไม่นี้ละเอียดซับซ้อนมากทีเดียว จะอธิบายกันยืดยาวนักก็คงยังไม่ใช่โอกาส จะขอให้หลักในการพิจารณาบางอย่าง
ก) หลักความตรงกันของเหตุผล เช่น จากเม็ดมะม่วง ต้นไม้ที่จะงอกขึ้นมาก็เป็นมะม่วง เม็ดมะม่วงไม่งอกเป็นต้นมะปราง โมหะไม่ทำให้รู้ถูกต้อง เป็นต้น
ข) หลักความพรั่งพร้อมของปัจจัย อะไรจะปรากฏเป็นผลขึ้น ต้องมีปัจจัยพรั่งพร้อม ตรงนี้จะช่วยให้ไม่ไปติดในลัทธิเหตุเดียวผลเดียว เมื่อกี้นี้ท่านไม่ได้บอกว่า เมื่อเอาเม็ดมะม่วงไปปลูก แล้วต้นมะม่วงจะต้องงอกขึ้นมา (ท่านพูดแต่เพียงว่าจากเม็ดมะม่วง ต้นไม้ที่จะงอกขึ้นมา ก็เป็นมะม่วง)
การที่เม็ดมะม่วงจะงอกขึ้นมาเป็นต้นมะม่วงนั้น ไม่ใช่มีแต่เม็ดมะม่วงอย่างเดียวแล้วจะได้ต้นมะม่วง ต้องมีดิน มีปุ๋ยในดิน มีน้ำ มีอากาศ (เช่น ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์) มีอุณหภูมิพอเหมาะ เป็นต้น พูดสั้นๆ ว่า เมื่อปัจจัยพรั่งพร้อมแล้ว ต้นมะม่วงจึงจะงอกขึ้นมาได้ หลักพุทธศาสนาในเรื่องนี้ เราจึงเรียกว่าหลักเหตุปัจจัย ไม่ใช่เหตุเดียวผลเดียว
ปัจจัยมีอีกมากมายนอกเหนือจากเหตุ ยิ่งกว่านั้นจะต้องไม่แปลกใจว่า อกุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล (ชั่วเป็นปัจจัยให้เกิดดี) ก็ได้ กุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล (ดีเป็นปัจจัยให้เกิดชั่ว) ก็ได้
ถามแทรก ตรงนี้แปลก ไม่เคยคิดมาก่อน เคยมองคำว่า “ปัจจัย” ก็เข้าใจเอาง่ายๆ คล้ายกับเหตุเท่านั้น เรื่องนี้น่าศึกษา
พระธรรมปิฎก “ปัจจัยในแต่ละกรณีมีมากมาย และมาในหลายรูปแบบ ทางพระท่านจำแนกตามกฎธรรมชาติว่า ปัจจัยมี ๒๔ แบบ เป็นปัจจัยที่มาก่อนก็มี เป็นปัจจัยที่ต้องมีพร้อมด้วยกันก็มี เป็นปัจจัยที่เกิดทีหลังก็มี (ข้อนี้หลายคนคงแปลกใจมาก) เป็นปัจจัยโดยเป็นที่อาศัยก็มี เป็นปัจจัยโดยต้องไม่มีอยู่ปรากฏการณ์นั้นจึงจะมีก็มี เป็นปัจจัยโดยต้องมีอยู่ปรากฏการณ์นั้นจึงจะมีได้ก็มี เป็นปัจจัยโดยการสืบทอดลำดับก็มี เป็นปัจจัยโดยเป็นตัวประกอบร่วมก็มี ฯลฯ รวมแล้ว เป็นความสัมพันธ์ ๒๔ แบบ
หลักการนี้อย่างน้อยก็จะสอนเราให้รู้จักวิเคราะห์อะไรได้หลายแง่หลายมุม ไม่ตัดสินปุบปับ
นอกจากผลที่เรามองจะเกิดจากปัจจัยหลายอย่างพรั่งพร้อมแล้ว ปัจจัยแต่ละอย่างที่มาพรั่งพร้อมนั้น ก็สัมพันธ์ไปสู่ผลอย่างอื่นที่เราไม่ได้มองขณะนั้นด้วย
ค) ความหมายของคำว่า “ดี” หรือ “ไม่ดี” คำอย่างนี้มักจะกำกวม “ดี” นี้ เรามักใช้ในความหมายว่าน่าปรารถนา ตรงกับความพอใจ ชอบใจ หรือแม้กระทั่งเป็นไปตามค่านิยม ดังนั้นจึงต้องมีการแยกแยะ เช่นว่า ดีตรงไปตรงมาตามความจริงของธรรมชาติ ดีต่อชีวิต ดีในเชิงสังคม เป็นต้น
ยกตัวอย่างที่แสนจะง่าย ใกล้ๆ ตัว ดังที่เคยพูดไปแล้ว เช่น เรากินอาหารอย่างหนึ่ง ที่มีผลดีต่อชีวิต ทำให้มีสุขภาพดี แต่อาจจะไม่ดีในเชิงสังคม ไม่สนองค่านิยมให้รู้สึกโก้เก๋ บางคนอาจจะดูถูกว่าเราต่ำต้อย หรือว่าไม่ทันสมัย แต่ชีวิตเราก็ดี
ในทางตรงข้าม มีคนอื่นผู้หนึ่งมอบของกินอย่างหนึ่งให้เรา อาจจะเป็นขนมก็ได้ ราคาแพง มีกล่องใส่ ห่ออย่างสวยหรู โก้เก๋มาก ดีเหลือเกินในเชิงสังคม เราอาจจะลิงโลดดีใจที่ได้รับ แต่ถ้ากินเข้าไปของนั้นกลับไม่ดีต่อชีวิตของเรา จะทำให้บั่นทอนสุขภาพ มาหนุนโรคในตัวเรา นี่เป็นตัวอย่าง ลองไปนึกขยายเอาเอง
ถามแทรก นี่สามหลักแล้ว เป็นแง่มุมที่แปลก แทบไม่เคยนึกกันเลย
พระธรรมปิฎก ไม่แปลกหรอก แต่ไม่เคยศึกษาต่างหาก เอาละ แค่เพียง ๓ หลักนี้ ก็เอามาพิจารณาดู ในทางปฏิบัติ เช่น
- พิจารณาหรือวิเคราะห์ตัวเราเองว่าดีที่เราต้องการนั้นเป็น “ดี” ในแง่ไหน ดีที่เป็นความดีตามหลักการแท้ๆ (เช่น ดีเพื่อความดี) หรือดีต่อชีวิตของเรา หรือดีในแง่สังคมโดยการยอมรับ โดยระบบ โดยค่านิยม ฯลฯ
- เมื่อวินิจฉัยออกมาได้ หรือซัดกับตัวเองแล้วว่า เราต้องการผลดีในความหมายใด ก็วิเคราะห์ต่อไปว่า ผลดีแบบที่เราต้องการนั้นจะเกิดขึ้นได้นอกจากตัวการกระทำดีที่เป็นเหตุตรงแล้ว จะต้องมีปัจจัยอะไรอีกบ้าง ปัจจัยเหล่านั้นมีอยู่หรือเอื้ออำนวยหรือไม่ มีปัจจัยประกอบอะไรอีกที่เราจะต้องทำเพื่อให้ครบถ้วนที่จะออกผลที่เราต้องการ
เมื่อทำไปแล้ว ถ้าผลดีในความหมายหรือในแง่ที่เราต้องการไม่ออกมา ก็วิเคราะห์สืบสาวว่า ทำกรรมนั้นแล้ว แต่ปัจจัยอะไรขาดไป หรือยังบกพร่องส่วนไหน จะได้แก้ไขปรับปรุงเพื่อว่าคราวต่อไปจะได้ทำให้ตรง ให้ถูกแง่ ให้ครบ นี่คือจะได้ใช้ปัญญาพิจารณาแก้ปัญหาและพัฒนากรรมให้ดีและให้ได้ผลยิ่งขึ้น
จะต้องพัฒนากรรมกันอย่างนี้ จึงจะถูกต้อง นี่ก็คือการพัฒนาตัวเราเอง และพัฒนาสังคมไปด้วย ไม่ใช่ทำอะไรไปแล้ว ก็มองแง่เดียวชั้นเดียว ว่าได้ผลที่ตนต้องการ หรือไม่ได้ พอไม่ได้ก็เอาแต่โวยวายโอดครวญว่าทำดีไม่ได้ดี เลยไม่ไปไหน
แต่ต้องขอเตือนไว้ด้วยว่า คนที่ต้องการผลดีต่อบุคคล และผลดีตามค่านิยมของสังคมนั้น ถ้าไม่มองให้ถึงผลดีต่อชีวิต ต่อหลักการ และต่อความดีงามที่แท้ของสังคมแล้ว แม้จะทำกรรมเพื่อผลดีที่ตนต้องการนั้นได้เก่ง แต่ก็คือทำกรรมไม่ดีหรืออกุศลซ่อนไว้ ซึ่งตัวเองอาจจะมีปัญญารู้ไม่ทันผลแง่อื่น เพราะมัวแต่มองเพียงผลดีแบบที่ตัวต้องการอย่างเดียวด้านเดียว
ถามแทรก เท่าที่ฟังมา ถึงจะเห็นว่าซับซ้อนยากอยู่ แต่รู้สึกว่าพอจะได้หลัก หรือคงจะเป็นแนวทางคิดต่อได้
พระธรรมปิฎก ที่จริง เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ว่ายากนักหนา บางทีเราไม่มองความจริงตามที่มันเป็น แต่มองตามที่เราอยากให้มันเป็น ก็เลยรู้สึกว่าขัดกัน หรือไม่เป็นไปอย่างใจเรา
ขอให้ดูง่ายๆ ในยุคสมัยที่ปัจจัยทางสังคมไม่เอื้อ เช่น คนทั่วไปมีค่านิยมยกย่องทรัพย์และอำนาจ ไม่ยกย่องคุณธรรม หรือในยุคที่คนชั่วร้ายมีอำนาจ คนทำความดีก็ยากที่จะได้รับผลดีในเชิงสังคม แต่การทำดีของเขา ก็เกิดเป็นแรงปะทะสะดุดชะงักหรือทวนกระแสความชั่วขึ้นมาอย่างใดอย่างหนึ่ง นี่ก็คือการทำดีเกิดผลโดยตรงของมันแล้วตามกฎธรรมดา
เราคงจะมุ่งเอาผลดีต่อตัวตนของบุคคล หรือผลดีเชิงค่านิยมกันมากไป จึงมองไม่เห็นผลดีที่ตรงไปตรงมาตามธรรม ถ้าอย่างนี้ก็จะต้องบ่นเรื่อง “ทำดีไม่เห็นได้ดี แต่ทำชั่วได้ดีมีถมไป” กันอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ และคงจะแก้ปัญหาของสังคมได้ยาก เพราะความคิดของเราเองก็เป็นกรรมที่เป็นปัจจัยร่วมให้เกิดผลอย่างนั้นด้วย
ถ้ามองกันอยู่แค่นี้ ก็จะไม่มีคนอย่างพระโพธิสัตว์ที่ถึงแม้จะถูกเขาทำร้ายหรือฆ่า ก็ยังเข้มแข็งอยู่ในการทำความดี เพราะมองผลดีที่ตรงไปตรงมาตามความจริงของมัน
ถ้าจะช่วยแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมนี้ แต่ยังห่วงผลดีต่อตัวตน ผลดีเชิงบุคคลและผลดีเชิงค่านิยมทางสังคมอยู่ ก็ขอแค่ว่า อย่าถึงกับละทิ้งหรือละเลยความต้องการผลดีที่ตรงตามธรรม ผลดีต่อชีวิต และผลดีที่แท้ต่อสังคม เอาพอประนีประนอมกัน
แค่นี้ก็จะประคับประคองโลกมนุษย์ให้พออยู่กันไปได้ แต่จะเอาดีจริงคงยาก เพราะพวกเราเองไม่ได้ต้องการผลดีที่แท้จริงของกรรมดี
นอกจากนี้ กรรมยังพิจารณาแยกได้เป็น ๒ ระดับ คือ กรรมระดับปัจเจกบุคคล (ในความหมายของพุทธพจน์ว่า กรรมจำแนกสัตว์ให้ทรามและประณีต ฯลฯ) และกรรมในระดับของสังคม ที่เป็นกระแสร่วมกัน (ในความหมายของพุทธพจน์ว่า โลกคือสังคมมนุษย์ เป็นไปตามกรรม) แต่วันนี้คงขยายไปไม่ไหว
สรุปไว้เพียงแค่ว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนธรรมให้เราประพฤติปฏิบัติ ให้ดำเนินชีวิตอะไรต่างๆ มากมายนั้น พูดง่ายๆ ก็คือ ทรงสอนให้ทำกรรมที่ดี และทำกรรมให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป อย่างที่ใช้คำให้คนยุคนี้พอจะเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า ให้พัฒนากรรมนั่นเอง
เรื่องกรรม ญาติโยมชาวบ้านรู้เข้าใจแค่นี้ ก็นับว่าพอใช้การได้ จึงขอยุติเท่านี้ก่อน จะได้มีเวลาพูดเรื่องอื่นบ้าง

No Comments
Comments are closed.