คน “เก่ง-ดี-มีความสุข” เสร็จมาจากบ้าน

29 พฤษภาคม 2543

คน “เก่ง-ดี-มีความสุข” เสร็จมาจากบ้าน

ถามแทรก ที่ว่าการศึกษาเริ่มต้นที่บ้าน มารดาบิดาเป็นพระพรหมของลูกนั้น ก็มานึกถึงหลักพรหมวิหาร คือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่คนไทยพูดกันบ่อยๆ ว่าเป็นคุณธรรมของพ่อแม่ แต่ก็ไม่ค่อยชัดกันสักที อยากจะขอคำอธิบายสั้นๆ แค่สรุปเท่านั้น?

พระธรรมปิฎก ก็พูดแบบทบทวน ถือว่ารู้กันอยู่แล้ว เอาเฉพาะจุดเน้น คือ พ่อแม่เป็นพระพรหม ผู้สร้างชีวิตของลูก หรือสร้างโลกสร้างสังคมโดยให้ชีวิตแก่ลูกและอภิบาลให้ลูกมีชีวิตที่ดีงามมีความสุข ทำให้เขาไปเป็นส่วนร่วมรวมกันสร้างสรรค์เป็นสังคมที่มีสันติสุข

ลูกจะเป็นอย่างที่ว่านั้นได้ พ่อแม่ต้องปฏิบัติต่อลูกโดยมีคุณธรรม ๔ อย่าง คือ

ก) ภาวะจิตใจ ด้านความรู้สึก (ที่ดีงาม)

๑. ยามลูกอยู่เป็นปกติ พ่อแม่มีความรัก ตั้งใจเลี้ยงดูให้เขาเป็นสุข เรียกว่า เมตตา

๒. ยามลูกเดือดร้อนมีทุกข์ เช่น เจ็บไข้ พ่อแม่พลอยหวั่นใจสงสาร หาทางแก้ปัญหาบำบัดทุกข์นั้น เรียกว่า กรุณา

๓. ยามลูกสุขสำเร็จก้าวหน้าในความดี พ่อแม่พลอยยินดีชื่นชมสนับสนุน เรียกว่า มุทิตา

ข) ภาวะจิตใจ ด้านที่อยู่ด้วยความรู้ หรือปัญญา

๔. ยามลูกอยู่กับความเป็นจริงของโลกและชีวิต พ่อแม่วางจิตเรียบสงบเป็นกลาง ดูแลให้โอกาสที่เขาจะฝึกหัดพัฒนาตนเพื่อรับผิดชอบตัวเองให้อยู่ได้และเจริญงอกงามไปด้วยดี ท่ามกลางความจริงของโลกและชีวิตที่ไม่เข้าใครออกใคร แต่ดำเนินไปตามกฎแห่งธรรม เรียกว่า อุเบกขา

ทั้ง ๔ ข้อนี้ พ่อแม่ต้องปฏิบัติให้ครบ และให้แต่ละข้อถูกต้องตามสถานการณ์ โดยเฉพาะด้านความรู้สึก กับด้านความรู้ต้องให้พอดีสมดุลกัน

เมื่อปฏิบัติถูกต้อง ลูกจะเจริญงอกงามพร้อมทุกด้าน ทั้งเก่ง-ดี-มีความสุข คือ

ด้านหนึ่ง เขาจะอยู่ในบรรยากาศที่อบอุ่น มีความสุข เป็นคนอ่อนโยน นุ่มนวล มีเมตตาไมตรี รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ชอบช่วยเหลือเกื้อกูล พร้อมจะมีชีวิตที่ดี ร่วมในสังคมที่ดี

อีกด้านหนึ่ง เขาจะเข้มแข็ง มีความสามารถ รับผิดชอบชีวิตของตนเองได้ดี และเป็นที่พึ่งแก่คนอื่นได้ มีความเป็นธรรม รักษาหลักการกฎกติกา ช่วยดำรงสังคม หรือเป็นหลักให้แก่สังคมได้

ตรงข้าม ถ้าพ่อแม่ปฏิบัติไม่ครบ ใช้ ๔ ข้อไม่ถูกกับสถานการณ์ โดยเฉพาะเสียดุลระหว่าง ๒ ด้าน คือ ด้านความรู้สึกกับด้านความรู้ ลูกจะเติบโตขึ้นอย่างพร่องแพร่ง ไม่สมบูรณ์

ถ้าเอาแต่ด้านความรู้สึกที่ดี เช่น เมตตากรุณา รักทะนุถนอมหรือโอ๋มากเกินไป ลูกจะอ่อนแอ ไม่รู้จักโต รับผิดชอบตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งพา หรือแม้กระทั่งเอาแต่เรียกร้อง

ถ้าหย่อนด้านความรู้สึกเยื่อใยอันดี เฉยเมย หรือเอาแต่กฎกติกาอุเบกขาเกินไป เด็กจะแข็งกระด้าง หรือถึงกับเหี้ยมเกรียม ไม่เอาใคร

(ตามธรรมชาติ โดยสัญชาตญาณ พ่อแม่ย่อมรักลูกมาก ซึ่งเห็นได้ชัดไม่เฉพาะในหมู่มนุษย์ แม้แต่ในสัตว์ทั้งหลายอื่นทั่วไป อย่างลูกช้าง ลูกวัว ยิ่งในสังคมที่เน้นคุณธรรมในครอบครัวมาก อย่างสังคมไทย คุณธรรมเช่นเมตตาก็ยิ่งเด่นขึ้นมาก แต่ในสังคมปัจจุบันที่เจริญด้วยอุตสาหกรรม ชีวิตคนบีบรัด และห่างเหินแปลกแยกจากธรรมชาติ คุณธรรมที่ผูกพันพื้นฐานโดยธรรมชาติก็ลางเลือนลง เวลานี้จึงมีปรากฏการณ์ที่ตรงข้าม เกิดมีพ่อแม่ที่ทอดทิ้งทารุณโหดร้ายต่อลูก เป็นต้น เป็นปัญหาซับซ้อนขึ้นอีก ซึ่งยังไม่พิจารณาในที่นี้)

ถามแทรก ที่ว่าให้ด้านรู้สึกกับด้านรู้ ทั้งสองด้านนี้ดุลกัน ด้านรู้ว่าอยู่ที่อุเบกขา ยังเห็นไม่ค่อยชัด?

พระธรรมปิฎก อุเบกขาคือภาวะหรือท่าทีของจิตใจ ที่ให้โอกาสแก่ปัญญาของพ่อแม่ที่จะมองเห็นรู้เข้าใจและปฏิบัติต่อลูกได้ถูกต้องตามความเป็นจริง และให้โอกาสแก่ลูกที่เขาจะได้ฝึกหัดพัฒนาตัวเองให้ทำอะไรๆ เป็นและรับผิดชอบตัวเองได้ดี

เรื่องความสมดุลระหว่าง ๒ ด้านนี้สำคัญมาก ตามปกติพ่อแม่รักลูกมาก โดยเฉพาะในสังคมไทยจะค่อนไปทางเอาอกเอาใจคอยตามโอ๋อย่างมาก เรียกว่าหนักไปข้างเมตตา จึงต้องมีข้อ ๔ คือ อุเบกขามาดุล

อย่างที่พูดแล้วว่า คนนั้นมี ๒ ด้าน คือ ด้านที่เป็นบุคคลอยู่ในสังคม กับด้านที่เป็นชีวิตอยู่ในธรรมชาติ

ด้านที่เป็นบุคคลอยู่ในสังคมคือในหมู่มนุษย์ด้วยกัน คนช่วยเหลือกันได้ พ่อแม่จึงปฏิบัติต่อลูกด้วยความรักใคร่เอาใจใส่ ทำให้แก่เขาหรือทำแทนเขา ด้วยคุณธรรมด้านความรู้สึกที่ดี ๓ ข้อแรก คือ เมตตา กรุณา มุทิตา

แต่ด้านที่เป็นชีวิตอยู่ในธรรมชาติ ชีวิตของแต่ละคนต้องเป็นไปตามความเป็นจริงของกฎธรรมชาติ ที่ไม่เข้าใครออกใคร คนทำให้หรือทำแทนกันไม่ได้ นอกจากช่วยให้เขาช่วยตัวเองให้ได้ พ่อแม่จึงต้องใช้คุณธรรมแห่งการวางใจด้วยความรู้ คือ อุเบกขา ที่เป็นข้อสุดท้าย

คุณธรรมด้านความรู้สึกต่อกัน ก้าวเข้าไปแทรกแซงในตัวชีวิตของลูกที่เป็นธรรมชาติไม่ได้ ชีวิตเป็นของตัวเขาเอง กินอาหารเข้าไปแล้ว พ่อแม่ย่อยอาหารแทนลูกไม่ได้ หายใจแทนลูกไม่ได้ รู้สึกสุข-ทุกข์แทนลูกไม่ได้ รู้เข้าใจมีปัญญาแทนลูกไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อลูกเติบโตออกไปดำเนินชีวิตของตัวเองอยู่ในโลกในสังคม พ่อแม่ตามไปช่วยเหลือทำให้และทำแทนไม่ได้ นี่คือด้านที่ลูกจะต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเขาเอง

ในด้านนี้ พ่อแม่จะเลี้ยงหรือช่วยลูกได้โดยไม่อยู่แค่ความรู้สึกหรือช่วยเหลือแบบทำให้ทำแทนโดยตรง แต่ใช้ความรู้สึกรักเป็นต้นนั้น เป็นบันไดก้าวไปสู่ปฏิบัติการด้วยท่าทีแห่งความรู้เข้าใจ คือแทนที่จะทำให้หรือทำแทน ก็ช่วยจัดสรรโอกาสและเครื่องเอื้ออำนวยให้เขาหัดทำให้ได้หรือให้เขาทำเป็นด้วยตัวเขาเอง เรียกว่า ดูให้เขาทำ ซึ่งจะทำให้เขารับผิดชอบตัวเองได้ มีการพัฒนาในตัวเองอย่างแท้จริง

การดูให้เขาทำ โดยเป็นที่ปรึกษา ไม่ทำให้ ไม่ทำแทน แต่ให้เขาฝึกหัดทำเองเป็นต้นนี้ เรียกว่า อุเบกขา

ถึงตอนนี้ ถ้าพ่อแม่เอาแต่เมตตา ลูกอาจจะอบอุ่น แต่อ่อนแอ และพ่อแม่ก็เอนเอียง คือมองเห็นลูกและปฏิบัติต่อลูกไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เมตตา กลายเป็น มืดตา และอาจถึงกับเป็นผู้ขัดขวางการพัฒนาของลูกเสียเอง โดยไม่รู้ตัวหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์

อุเบกขา คือการวางจิตเรียบสงบ คอยดูและเฝ้าดูลูกด้วยใจเป็นกลาง ซึ่งจะทำให้มองเห็นลูกตามที่เขาเป็นจริง เข้าใจเขาจริง นอกจากเห็นตัวเขาตามเป็นจริงแล้ว ก็เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพี่น้องกับคนอื่นๆ ตลอดจนชีวิตของเขาท่ามกลางความเป็นไปของโลกและภายใต้กฎธรรมชาติตามเป็นจริงด้วย

เมื่อมองเห็นเข้าใจลูกตามเป็นจริง ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมตามที่เป็นจริงแล้ว การเลี้ยงดูลูกก็มาถึงขั้นสมบูรณ์ตามเป็นจริงด้วย คือการวางแผนและจัดสรรกระบวนการเกื้อหนุนให้ลูกฝึกหัดพัฒนาศึกษาด้วยการเรียนรู้ ลงมือทำ และสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมให้เขาทำได้ ทำเป็น รับผิดชอบชีวิตของตนเองได้ดี และช่วยเป็นหลักให้แก่คนอื่นได้ เพื่อเจริญก้าวหน้างอกงามสู่ความสมบูรณ์ต่อไป ทั้งปีกกล้าขาแข็ง และโอบอ้อมอารี

พูดไปชักจะยืดยาว ขอหยุดไว้แค่นี้ แต่ขอเติมท้ายนิดหนึ่งว่า ถึงแม้ถ้าพ่อแม่เลี้ยงลูกบกพร่องเสียดุลไป แต่ถ้าเด็กมีโยนิโสมนสิการ ก็แก้ไขจุดอ่อนหรือข้อเสียนั้นๆ ได้

ถาม พอพูดถึงเรื่องการศึกษา ท่านอาจารย์จะเอ่ยถึงคำ ๒ คำ คือ ๑. “โยนิโสมนสิการ” ๒. “ปรโตโฆสะ” สองอย่างนี้เป็นเงื่อนไขของการศึกษาหรือครับ?

พระธรรมปิฎก เป็นจุดเริ่มต้นหรือเป็นตัวนำเข้าสู่การศึกษาได้แก่

  1. “ปรโตโฆสะ” คือแหล่งความรู้จากผู้อื่น เสียงจากผู้อื่น เช่นคำแนะนำ คำสั่งสอน คำบอกเล่าจากพ่อแม่ เป็นต้น เรียกว่า “ปัจจัยภายนอก” เป็นแหล่งใหญ่ของการเรียนรู้ มนุษย์ปุถุชนอาศัยปรโตโฆสะนี้เป็นแหล่งการศึกษาสำคัญที่สุด
  2. “โยนิโสมนสิการ” คือความรู้จักคิด หรือคิดเองเป็น เรียกว่า “ปัจจัยภายใน” ข้อนี้สำคัญอย่างยิ่ง ถ้ามี “โยนิโสมนสิการ” มนุษย์จะพึ่งตนเองได้ แต่ถ้าอาศัย “ปรโตโฆสะ” ก็ยังต้องพึ่งผู้อื่น

สำหรับมนุษย์ปุถุชน เรายอมรับว่า คนเกิดมาที่จะมี “โยนิโสมนสิการ” ภายในนั้นน้อย ก็จึงต้องอาศัย “ปรโตโฆสะ” ที่เป็นกัลยาณมิตร เพราะปรโตโฆสะที่ไม่ดีก็มี ปรโตโฆสะที่เป็นกัลยาณมิตรนั้น ทั้งมีดีและหวังดี ก็มาช่วยแนะนำ มาช่วยจัดสภาพเอื้อต่อการศึกษาเล่าเรียนฝึกตนของคน

ถ้า “ปรโตโฆสะ” ที่เป็นกัลยาณมิตรนั้นมีปัญญา มีความรู้ความเข้าใจ เช่น ถ้าพ่อแม่เป็นกัลยาณมิตร ก็จะทำให้ลูกได้เรียนรู้ ได้ฝึกตนอย่างดี ฝึกให้เด็กรู้จักคิด ให้เด็กมี “โยนิโสมนสิการ”

คำว่า “โยนิโสมนสิการ” ก็คือ หนึ่ง การที่มองอะไรก็มองหาความจริง เข้ากับที่ท่านว่า…

ถาม อย่างคำสมัยใหม่ที่ท่านว่า “vision” หรือเปล่าครับ?

พระธรรมปิฎก ยังๆ อันนั้นเป็นขั้นต่อไปที่เรียกว่า “ปฏิสัมภิทา” แต่โยนิโสมนสิการนี่แหละนำไปสู่ vision คือ โยนิโสมนสิการนั้น เป็นขั้นมอง ขั้นดู ขั้นสัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งทั้งหลาย และคิดพิจารณาได้ถูกทาง โดยมองเป็น ดูเป็น คิดเป็น “โยนิโสมนสิการ” นี่มีมาก แต่โดยสรุป มี ๒ คือ

  1. มองหาความจริงให้ได้ หรือมองให้เห็นความจริง
  2. มองหาประโยชน์ให้ได้ หรือมองให้เห็นประโยชน์

ไม่ว่าจะพบเห็นเจอะเจออะไร หนึ่ง มองหาความรู้ได้ทั้งนั้น และสอง ไม่ว่าอะไร จะดีหรือร้าย มองหาประโยชน์ได้ทั้งนั้น

เพราะฉะนั้น คนที่มี “โยนิโสมนสิการ” จึงไม่กลัวสถานการณ์ใดๆ จะดี หรือร้าย มีแต่ได้ทั้งหมด ได้ทุกอย่างทุกที่ทุกกรณีไป ใครจะมาด่า มาว่า มาอะไรต่ออะไร ได้หมด คือ ต้องหัด ต้องฝึกตนไว้ว่า จะต้องไม่มองอะไรอยู่แค่ชอบใจหรือไม่ชอบใจ แต่มองให้ได้ความรู้ ได้ความจริง และต้องหาประโยชน์ให้ได้จากทุกสิ่งที่ประสบ และในทุกสถานการณ์ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” ซึ่งมีหลักทั่วไป คือ

ก. พบเห็นอะไร ไม่มองตามความชอบใจ หรือไม่ชอบใจ

ข. ๑. มองให้เห็นความจริง มองหาความจริงด้วยการรู้จักแยกแยะวิเคราะห์วิจัยสืบค้นเป็นต้นเช่นถามว่า คืออะไร เป็นอย่างไร เป็นเพราะอะไร มีส่วนดีแค่ไหน มีส่วนเสียแค่ไหน

   ๒. มองให้เห็นประโยชน์ ไม่ว่าจะพบเห็นอะไรก็ต้องมองเอามาใช้ประโยชน์ให้ได้ แม้แต่อย่างน้อยให้ทำจิตใจของเราให้ดี คนมองสิ่งเดียวกัน พอเห็นใบไม้แห้ง ถ้ามองไม่ดี จิตใจก็ห่อเหี่ยว แต่ถ้ามองเป็น เห็นแล้วก็ได้คติ ได้ปัญญา รู้จักโลกตามความเป็นจริง แล้วใจก็สดชื่นผ่องใสได้ เพราะฉะนั้นไม่มีทางเสียเลย

ธุรกิจ-ฝ่าวิกฤต: ตอบปัญหา-สนทนาธรรม กับ คุณอานันท์ ปันยารชุน และคณะ

วิกฤติท้าปัญญาไทย – ชาติไทยจะฟื้นได้ ต้องให้การศึกษาที่สร้างวัฒนธรรมทางปัญญา ถ้ามีการศึกษา คนจะไม่อยู่แค่รู้สึกและเสพ แต่จะก้าวสู่การสร้างสรรค์และแสวงปัญญา

No Comments

Comments are closed.