ร่วมกิจกรรมได้แค่อนุโมทนา

2 ตุลาคม 2546

ร่วมกิจกรรมได้แค่อนุโมทนา

วันนี้ อาตมภาพขอโอกาสกล่าวแต่เพียงสั้นๆ พอสมควร และต้องขอโอกาสท่านอาจารย์ราชบัณฑิตไว้ด้วย ที่จะไม่ได้ไปร่วมฉันอาหาร เรื่องนี้ เมื่อคุยกันแบบสบายๆ อย่างกันเอง ก็เลยต้องขอให้ข้อมูล ซึ่งคงจะไม่ถือว่าเป็นการพูดเรื่องส่วนตัว แต่ถือเป็นการให้ข้อมูลทางวิชาการก็ได้ เผื่อท่านอาจารย์จะช่วยวินิจฉัยก็ได้

ที่อาตมภาพจะไม่ได้ไปฉัน เพราะเป็นปัญหาว่า เมื่อฉันไปแล้วหลังจากนั้นไม่เกินสิบนาที ควรจะต้องลงนอน ถ้าฉันไปแล้วสักสิบนาที หากยังไม่นอนก็จะเกิดปัญหาแก่สมอง แล้วก็จะเป็นปัญหาไปทั้งวัน ยิ่งตอนนี้ด้วย มาเจอเรื่องต้อหินเข้า และในการรักษาตาต้อหิน ใช้ยาหยอดตาลดความดันในลูกตา ก็เกิดปัญหาเรื่องนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งยังสงสัยอยู่ว่าจะสัมพันธ์กันหรือไม่ ?

กล่าวคือ เวลานี้พอฉันเสร็จแล้ว แม้แต่ไปนอน ก็อาจจะเกิดอาการหายใจไม่อิ่ม เมื่อหายใจไม่พอ ก็ต้องนอนหายใจยาวลึกเต็มที่ แม้แต่ครึ่งชั่วโมงก็ไม่พอ จนบางทีไปนอนสูดออกซิเจนต่อ เป็นครึ่งชั่วโมงก็ดีขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่หาย

ที่เป็นอย่างนี้ เท่าที่คิดได้ อาจจะไม่ถูกต้องเท่าไร แต่คุณหมอบางท่านก็ช่วยคิด ก็คือ เป็นธรรมดาที่คนทั่วไป รับประทานอาหารแล้วก็ง่วง แต่ของอาตมภาพอาจจะผิดปกติมากไปหน่อย พอฉันอาหารไปแล้ว ชีพจรขึ้นมาก ความดันลด เมื่อความดันลดนั่นเอง ทำให้ชีพจรขึ้นกันใหญ่

เมื่อชีพจรขึ้น ก็คือมาช่วย แต่ก็ต้องนอน ส่วนในเวลาที่จะทำงาน เช่นมาพูดคราวนี้ ตอนแรกท่านอาจารย์จะเห็นว่า แม้แต่ให้ศีลก็ไปไม่ตลอดวรรค ต้องพูดไปสักพัก ให้ชีพจรสูงขึ้นไปสัก ๑๐๐–๑๒๐ ต่อนาที ก็จะแข็งแรงมีกำลังพูด

ถ้าเมื่อไรอาตมภาพมีชีพจรได้ ๑๓๐ ก็เป็นอันว่าเป็นปกติ ซึ่งคุณหมอบอกว่าไม่ดี บางทีมาวัดตอนพูด ชีพจรขึ้นถึง ๑๒๐–๑๓๐ ความดัน ๑๙๐ กว่าๆ เกือบ ๒๐๐ ตอนนั้นจะไม่มีเหนื่อยเลย พูดนานเท่าไรก็ได้ แต่ถ้าชีพจรไม่ขึ้นไป บางทีก็เหนื่อย พูดแทบไม่ไหว

ทีนี้ปัญหามาเกี่ยวอะไรกับเรื่องการรักษาโรคต้อหิน ก็หมายความว่า เวลานี้ต้องการชีพจรสูงๆ เพื่อจะให้ร่างกายมีกำลัง แต่พอหยอดยาลดความดันในตานี้ ก็ไปลดความดันโลหิตด้วย โดยไปคุมไปกดไว้ ทำให้ไม่สามารถขึ้นไปได้เท่าที่ต้องการ ก็เลยเกิดปัญหาที่อาจจะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของการหายใจไม่พอ ต้องนอนหายใจอยู่อย่างนั้น ซึ่งเป็นอาการที่ต้องเรียกว่า ไม่สบายอย่างยิ่ง และตอนนี้ก็จะมีอาการนี้บ่อยขึ้น จึงเอามาเล่าเป็นข้อมูล จะเรียกว่าเป็นข้อมูลทางวิชาการก็ได้

อาการที่เป็นอย่างนี้ ที่ชีพจรและความดันแปรปรวนนี้ ได้เริ่มมาตั้งแต่หลังไปผ่าตัดเส้นเลือดที่เรียกว่า “carotid artery” คือเส้นเลือดใหญ่ที่ไปเลี้ยงสมอง และคุณหมอบอกว่าได้ทำลาย “carotid sinus” ไปด้วย

คุณหมอหลายท่านก็มาดูและช่วยกันให้ข้อสันนิษฐานต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจจะมีความหมายทางวิชาการด้วย คือเป็นเรื่องของความรู้

ทั้งนี้ ก็เป็นการแจ้งให้ทราบด้วยว่า อาตมภาพไม่อาจจะไปฉันด้วย ได้แต่อนุโมทนาท่านอาจารย์ที่มาทำบุญในวันนี้ ส่วนเรื่องปัญหาของร่างกายนั้นก็ถือว่าเป็นธรรมดา เรียกว่าเป็นไปตามเหตุปัจจัย

สังคมจะเฟื่องฟู ต้องเชิดชูบัณฑิต

ขอให้คนไทยทำปุญญังให้ครบถึงขั้นปัญญา

No Comments

Comments are closed.