ถ้าไม่ลืมธรรมชาติตัวเองของมนุษย์ จะยิ่งพบโอกาสที่จะพัฒนาความสุข

1 กันยายน 2540

ถ้าไม่ลืมธรรมชาติตัวเองของมนุษย์
จะยิ่งพบโอกาสที่จะพัฒนาความสุข

ลึกเข้าไปอีก เรามาดูธรรมชาติของมนุษย์สักด้านหนึ่ง ธรรมชาติของมนุษย์นี้เกี่ยวกับเรื่องความสุขด้วย ถ้าเราไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามธรรมชาติของมนุษย์ เราก็จะพลาด เมื่อกี้ได้พูดถึงธรรมชาติของกิจกรรมการงานของมนุษย์ว่า การทำงานไม่ว่างานอะไรก็ต้องมีจุดหมาย ทีนี้มองลึกลงไปถึงธรรมชาติของมนุษย์ ธรรมชาติของมนุษย์คืออย่างไร

พระบอกไว้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องฝึก และฝึกได้ ทำไมพระจึงว่าอย่างนี้

สัตว์มีหลายชนิดมากมาย สัตว์ชนิดอื่นอยู่ในโลกไป เขาอยู่ได้ด้วยสิ่งที่เราเรียกว่าสัญชาตญาณ คือมีชีวิตเป็นอยู่ ได้ เดินเหินหากิน ต่อสู้ หนีภัย ทำอะไรต่างๆ ได้โดยสัญชาตญาณ ไม่ต้องเรียนรู้มาก สัตว์หลายชนิดทีเดียว พอออกจากท้องแม่ก็เดินได้แทบจะทันที เช่นห่าน พอออกจากไข่ ก็เดินได้วันนั้นทันที วิ่งได้ทันที ว่ายน้ำได้ทันที และตามแม่ไปหากินได้ทันที แต่มนุษย์นี้พอออกจากท้องแม่ยังช่วยตัวเองไม่ได้เลย ต้องมีผู้อื่นคอยดูแล ปีหนึ่งก็แล้ว สองปีก็แล้ว สามสี่ห้าปีก็แล้ว ยังช่วยตัวเองให้อยู่รอดไม่ได้

มนุษย์นี้ว่าโดยสัญชาตญาณ เป็นสัตว์ที่เสียเปรียบและด้อย ระหว่างเวลานานปีที่ยังดำเนินชีวิตเองไม่ได้นั้นทำอย่างไร มนุษย์ก็ต้องเรียนรู้ ฝึกฝนพัฒนาตนเอง ตั้งแต่เกิดมามนุษย์ต้องเรียนรู้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะกิน จะนอน จะยืน จะเดิน จะขับถ่าย ก็ต้องเรียนรู้ทั้งนั้น ต้องฝึกฝนหัดมาจึงจะอยู่ได้

รวมความว่า การดำเนินชีวิตของมนุษย์นี้แปลกจากสัตว์ทั้งหลายอื่นๆ มนุษย์ไม่ได้มาเปล่าๆ แต่ต้องลงทุน ด้วยการเรียนรู้ฝึกหัดเอา ซึ่งต้องใช้เวลามาก มนุษย์จึงเสียเปรียบที่ว่าสัตว์ทั้งหลายอื่นมีสัญชาตญาณช่วยตัวเองได้ ไม่ต้องลงทุนมาก แต่มนุษย์ต้องลงทุน ด้วยการเรียนรู้ ฝึกฝนตัวเอง แต่มองอีกด้านหนึ่ง ข้อเสียเปรียบของมนุษย์นี้ ก็กลายเป็นข้อได้เปรียบ กล่าวคือ การฝึกฝน เรียนรู้ พัฒนาตัวเองได้นี่แหละ ที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นสัตว์ที่ประเสริฐเลิศที่สุด

พอมนุษย์รู้จักเรียนรู้และฝึกฝนตัวเองแล้ว ไม่ว่าอะไรก็จะทำได้หมด จนกระทั่งสัตว์ทั้งหลายอื่น ไม่มีชนิดไหนสู้ได้ สัตว์ทั้งหลายอื่นอยู่ได้ด้วยสัญชาตญาณ แต่มันมีสัญชาตญาณอย่างไรก็ได้แค่นั้น เกิดมาอย่างไร จนกระทั่งตายก็ไปอย่างนั้น หรือเกิดมาอย่างไรก็ตายไปอย่างนั้น มีขีดจำกัดแค่สัญชาตญาณ แต่มนุษย์นี้พอเกิดแล้วกว่าจะตาย สามารถฝึกขึ้นไป ไม่รู้จักจบ ต่างจากสัตว์อื่นๆ ที่เกิดมาอย่างไรก็ตายไปอย่างนั้น แต่มนุษย์ฝึกอย่างไรได้อย่างนั้น อยู่ที่ว่าจะต้องการฝึกหรือไม่ นี่แหละความสามารถของมนุษย์

เราจะเห็นว่า มนุษย์ได้พัฒนาสติปัญญาความสามารถขึ้นมาจนปรุงแต่งสร้างสรรค์ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ได้มากมาย มีวัตถุอุปกรณ์เทคโนโลยีสารพัด จนกระทั่งโลกมนุษย์กลายเป็นโลกพิเศษต่างหากจากธรรมชาติ แล้วมนุษย์ก็ดำเนินชีวิตอยู่ในโลกของมนุษย์นั้น จนบางทีก็เลยหลงลืมโลกเดิมของธรรมชาติไป ดังเช่น บางคนอยู่ในโลกมนุษย์ไปตลอดวันๆ โดยไม่เห็นโลกธรรมชาติเลย วันหนึ่งๆ ออกจากบ้านนั่งรถยนต์ผ่านถนนตึกอาคารไปทำงาน กลับจากที่ทำงานก็นั่งรถยนต์ไปบ้าน เข้านอนในห้องปรับอากาศ ดูทีวี อยู่กับเทคโนโลยี ที่เป็นโลกมนุษย์โดยไม่เห็นธรรมชาติเลย จนไปๆ มาๆ ก็เลยไม่รู้ตัวว่าได้แปลกแยกไปจากโลกธรรมชาติ

ความสามารถพิเศษของมนุษย์อยู่ที่ว่าเราฝึกฝนตนเองเรียนรู้แล้วสามารถสร้างสรรค์อะไรต่างๆ ได้ มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐด้วยการฝึก แต่ถ้ามนุษย์ไม่มีการฝึก ไม่มีการเรียนรู้แล้วจะเป็นสัตว์ที่แย่ที่สุด

เรามักพูดกันว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ แต่พระท่านว่าไม่ถูกหรอก เป็นการพูดไม่ครบ คำพูดที่ถูกต้อง คือ “มนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐด้วยการฝึก ถ้าไม่ฝึกแล้วหาประเสริฐไม่” จะสู้สัตว์อะไรอื่นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ถ้าว่าโดยสัญชาตญาณแล้วมนุษย์เป็นสัตว์ที่ด้อยที่สุด มนุษย์จะดีเลิศจะประเสริฐได้ก็อยู่ที่การฝึกฝนเรียนรู้เท่านั้น

เมื่อเรารู้ธรรมชาติของมนุษย์อย่างนี้แล้ว ถ้าเราต้องการมีชีวิตที่ดีงามประเสริฐ เราก็ต้องฝึกตนเอง ต้องสร้างจิตสำนึกขึ้นมาเลยว่าเราจะต้องเป็นอยู่ด้วยการเรียนรู้ฝึกฝนตลอดเวลา ถ้าเราเรียนรู้ ฝึกฝนพัฒนาตัวเองอย่างไม่ยอมหยุดละก็ เราจะเลิศประเสริฐกว่านี้อีกมาก คนจำนวนมากไม่ใช้หลักธรรมชาติของมนุษย์อันนี้ให้เป็นประโยชน์ ก็เลยฝึกหัดอะไรๆ ด้วยความจำใจ จำเป็น เท่าที่ตัวพออยู่ได้

คนจำนวนมากฝึกตัวพอให้มีชีวิตอยู่ได้เท่านั้นเอง พอกินได้ พอพูดได้ พอหากินได้ ก็หยุดแล้ว ไม่ฝึกต่อ แต่คนที่รู้หลักอย่างนี้แล้วจะฝึกไม่หยุด เมื่อเราเรียนรู้ พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ก็จะมีชีวิตที่ดีงามประเสริฐ คนที่เขาประสบความสำเร็จมากมายนั้น บางทีเขาก็ไม่มีพื้นเดิมอะไรดีกว่าเราหรอก แต่เขาฝึกตัวเองไม่หยุด เรียนรู้พัฒนาเรื่อยไป เขาก็เป็นเลิศได้ นี่เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์

จำหลักของพระไว้ให้ดีว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐด้วยการฝึก ฝึกแล้วมิใช่ว่าจะประเสริฐกว่าสัตว์เดรัจฉานเท่านั้น มนุษย์ที่ฝึกดีแล้ว ประเสริฐยิ่งกว่าเทวดาและพระพรหมเสียอีก ฝึกได้จนกระทั่งว่าแม้แต่เทวดาและพระพรหมก็กลับมากราบไหว้มนุษย์ พระพุทธเจ้าเป็นใคร พระพุทธเจ้าก็เป็นมนุษย์นี้แหละ แต่พระพุทธเจ้าทรงเรียนรู้ ฝึกฝนพัฒนาพระองค์มาตลอดเวลา แล้วพระองค์ก็กลายจากมนุษย์ธรรมดา เป็นพระพุทธเจ้า พอเป็นพระพุทธเจ้าก็เป็นบุคคลสูงสุด หรือแม้แต่พระอรหันต์ทั้งหลายก็เป็นมนุษย์ที่ประเสริฐ เทวดาที่มนุษย์เคยกราบไหว้ ก็ต้องหันกลับมากราบไหว้มนุษย์

ฉะนั้น เราเป็นมนุษย์ อย่ามัวหลงเพลิดเพลินหรือท้อใจ ต้องตั้งใจฝึกฝนพัฒนาตนให้ดีที่สุด แล้วเราจะมีความประเสริฐ เป็นเลิศ จนกระทั่งเทวดาและพรหมก็หันมากราบไหว้ และในความเลิศความประเสริฐนั้นก็จะมีความสุขสูงขึ้นไปด้วย เมื่อมนุษย์เรียนรู้ฝึกฝนพัฒนาชีวิตของตนขึ้นไปนั้น เขาก็พัฒนาความสุขขึ้นไปด้วย

ทำอย่างไรจะให้งานประสานกับความสุข

ถ้าเก่งจริง ต้องให้การพัฒนา ๒ ด้านมาประสาน ข้างในก็ยิ่งสุขได้ง่าย ข้างนอกก็ยิ่งหาได้มาก สร้างสรรค์ สิ่งประดิษฐ์ภายนอกแล้ว อย่าลืมสร้างสรรค์ความสุขภายในด้วย

No Comments

Comments are closed.