ทะลุสมมติ ถึงตัวธรรมชาติ สุขจากวัตถุเสพก็มาประสานสุข จากงานสร้างสรรค์ แม้ไม่ร่ำร้องหา ชีวิตก็ดีงาม สังคมก็พัฒนา

1 กันยายน 2540

ทะลุสมมติ ถึงตัวธรรมชาติ สุขจากวัตถุเสพก็มาประสานสุข
จากงานสร้างสรรค์ แม้ไม่ร่ำร้องหา ชีวิตก็ดีงาม สังคมก็พัฒนา

อาตมาได้พูดมามาก ใกล้จะ ๓ ชั่วโมงแล้ว ก็เป็นข้อคิดต่างๆ ที่นำมาฝากไว้แก่ที่ประชุมว่า ถ้าเราดำเนินชีวิตเป็นคือดำเนินชีวิตถูกต้องแล้ว อะไรต่างๆ ก็จะเป็นเหตุปัจจัยส่งผลกันไปเองตามธรรมชาติ เราเองก็มีชีวิตที่ดีงาม มีความสุขมากขึ้น และช่องทางที่จะมีความสุขก็มากขึ้น อีกทั้งความสุขนั้นก็สอดคล้องเข้ากันได้กับความดีงามด้วย ไม่ใช่ความสุขที่แฝงความชั่วร้าย หรือความสุขบนความทุกข์ บนความเดือดร้อนของผู้อื่น แต่เป็นความสุขที่ส่งเสริมความดีงามและเป็นประโยชน์แก่สังคม ชีวิตตนเองเป็นสุขก็ช่วยให้สังคมเป็นสุขมากยิ่งขึ้น และการทำงานก็กลายเป็นเครื่องนำความสุขมาให้มากยิ่งขึ้น

ในทางตรงข้าม ถ้าจับหลักในการทำงานไม่ถูก พอคนเริ่มแปลกแยกจากธรรมชาติ ความหมายของงานก็เริ่มวิปลาส การทำงานก็กลายเป็นแบบจำใจทำ ที่เป็นคติการทำงานของคนยุคปัจจุบัน ในอารยธรรมแห่งการสมมติอย่างที่ว่าเมื่อกี้ ที่ผู้คนหลงไปว่าตัวงานเป็นเหตุ การได้เงินเป็นผล ซึ่งเป็นการติดในโลกสมมติ ที่ไม่ตรงตามกฎธรรมชาติ เพราะฉะนั้นงานในความหมายของคนส่วนมากเหล่านี้จึงเป็นการฝืนใจทำ หรือทำด้วยความจำใจ แล้วก็ต้องหันไปเน้นเรื่องเวลาพักผ่อนหย่อนใจ เพราะเวลาทำงานเป็นเวลาแห่งความทุกข์จึงต้องไปหาความสุขภายหลัง แต่ความสุขในการพักผ่อนหย่อนใจ ๖-๗ วันจึงจะมีสักครั้ง การทำงาน ๕ วันกลายเป็นเวลาของความทุกข์ไป หมายความว่าใน ๗ วันเป็นทุกข์ ๕ วัน สุข ๒ วัน และสุข ๒ วันก็ยังไม่แน่เสียด้วย บางทีทำงานทั้งปีต้องหาเวลาชดเชยเสีย ๑๐ วัน โดยใช้ ๑๐ วันนั้นในการหาความสุขด้วยการเสพวัตถุไปกินเหล้าเมายา

แม้แต่คนที่ไปปฏิบัติเจริญสมาธิทำกรรมฐานก็เหมือนกัน อย่านึกว่าพ้น บางคนทำงานไม่มีความสุข นานๆ ก็ไปเข้ากรรมฐานทำสมาธิหาความสุขทีหนึ่ง กลายเป็นการชดเชย แต่ก็ยังดีในแง่หนึ่งที่ว่า ทำงานผิดพลาดไปกลายเป็นทุกข์แล้วก็ยังมีทางออกที่จะชดเชย จุดที่พลาดอยู่ที่ตัวการทำงาน ถ้าทำงานถูกต้อง มีความสุขในการทำงานแล้ว วันหยุดก็ไม่ใช่เป็นเวลาชดเชย แต่เป็นเวลาเสริมสุข คือทำให้เขาได้เปลี่ยนบรรยากาศ มีเวลาทำกิจส่วนตัวสลับบ้าง พร้อมทั้งได้มีโอกาสพัฒนาชีวิตในด้านอื่นที่จะเสริมชีวิตให้สมบูรณ์

งานคือโอกาสที่ดีที่สุดในการฝึกฝนพัฒนาตนเอง และเป็นโอกาสของการสร้างสรรค์ ถ้าปฏิบัติถูกต้อง เราก็จะได้ความสุขทั้ง ๒ ด้าน ทั้งสุขจากการทำงาน และสุขจากการพักผ่อน

เมื่อพระพุทธเจ้าทำงานพระองค์มีความสุขตลอดเวลา ไม่มีทุกข์สักนิด การที่เสด็จไปช่วยเหลือสั่งสอนผู้คนนั้น พระองค์ก็ทรงมีความสุข พอเหนื่อยพระองค์ทรงพักผ่อนด้วยการเข้าฌาน การเข้าฌานนั้นก็มีความสุขอีก เพราะฉะนั้น พระองค์จึงสุขตลอดเวลา ขอให้ใช้วิธีทำงานแบบนี้ แล้วงานการของเราก็จะเป็นสัมมาอาชีวะหรือสัมมาชีพจริงๆ

อาชีวะที่ถูกต้อง หรือสัมมาชีพ ก็คือ การทำมาหาเลี้ยงชีพของเรานั้น นอกจากไม่เบียดเบียนก่อความเดือดร้อนแก่สังคมแล้ว ยังเป็นเรื่องสร้างสรรค์ หรือช่วยแก้ปัญหาของสังคม และเป็นโอกาสในการพัฒนาชีวิตของตัวเราเองด้วย

งานที่ดีก็ยิ่งเป็นโอกาสในการพัฒนาชีวิตของตัวเองมากขึ้น อย่างท่านที่ทำงานในวงการแพทย์และพยาบาลนี้ เมื่อเทียบกับงานการอื่น จะเห็นว่าเป็นผู้ที่ได้เปรียบ เพราะมีโอกาสในการพัฒนาชีวิตมาก และได้ทำในสิ่งที่มีคุณค่า น่าอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นเรื่องที่น่าปีติยินดี ขอให้ท่านมีความอิ่มใจในงานที่ทำ ซึ่งได้ช่วยเหลือชีวิตของเพื่อนมนุษย์และพัฒนาตนเองไปด้วยพร้อมกัน

เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้ทันโลกมนุษย์ที่ได้สร้างอารยธรรมขึ้นมา เป็นเรื่องของสมมติ เราปรุงแต่งโลกสมมติขึ้นมา ให้มีระบบสมมติที่ว่าทำงานทำการแล้วมีเงินเป็นผลตอบแทน จนกระทั่งตัวมนุษย์เองก็มาติดหลงอยู่กับสมมติที่ตัวสร้างขึ้นนี้ คนใดไม่หลงติดในสิ่งเหล่านี้ จะหาความสุขได้ไม่ยาก

คนที่สุขแท้จริง คือคนที่ยังเข้าถึงธรรมชาติ และโยงธรรมชาติกับสมมติของมนุษย์ให้ถึงกันและประสานเสริมกันได้

ตราบใดที่เรายังสามารถเข้าใจถึงความจริงของธรรมชาติ และมองทะลุสมมติได้ ชีวิตก็จะไม่ขาดความสุข

ยิ่งในโลกปัจจุบันนี้ที่เจริญมาก เต็มไปด้วยสิ่งสมมติ มีอารยธรรมปรุงแต่งมาก เราจะต้องมีปัญญารู้เท่าทันความจริงอยู่เสมอ

คนที่ประสบความสำเร็จแท้จริง คือคนที่ไม่ห่าง ไม่ขาดลอยไปจากความเป็นจริงของธรรมชาติ คนผู้ใดสามารถเข้าถึงความจริงของธรรมชาติได้ ชีวิตของเขาไม่แปลกแยกจากธรรมชาติ เขารู้เท่าทันสมมติและทำให้มันมาเสริมความสุขของตนเองได้ แต่ถ้าเราไม่รู้เท่าทันความจริง และหลงสมมติไป ชีวิตจะยิ่งลอยห่างจากความสุขออกไป มีแต่ความทุกข์ที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้น

ธรรมก็คือความจริงของธรรมชาติ คนที่รู้ธรรมก็ต้องรู้จักความจริงทั้งสองขั้น คือความจริงแท้ของธรรมชาติ กับความจริงตามสมมติ

การสมมตินั้นไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอย มนุษย์ผู้มีปัญญาทำการสมมติขึ้นมาด้วยเหตุผล เพื่อการสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่งในโลกมนุษย์ โดยตั้งอยู่บนฐานของความจริงของธรรมชาติ เหมือนอย่างเรื่องที่ว่าเราสมมติให้เงินเดือนคนทำสวน ก็เพื่อให้คนทำสวนตั้งใจทำเหตุตามธรรมชาติ คือปลูกและบำรุงต้นไม้ให้เจริญงอกงาม ถ้าคนห่างจากความจริงของธรรมชาติ เอาแค่ทำสวนได้เงิน คนนั้นจะไม่มีความสุขจากการทำงาน และสังคมก็จะไม่ได้ผลงานที่ดีด้วย แต่ถ้าเมื่อใดคนทำสวนทำด้วยความรู้เท่าทันสมมติ มองทะลุไปถึงความจริงของธรรมชาติ แล้วต้องการผลตามกฎธรรมชาติ ให้ต้นไม้เจริญงอกงาม โดยได้ผลตามสมมติ คือได้เงินเดือนมาหนุนด้วยอีกขั้นหนึ่ง เขาก็จะได้ความสุขเต็มสองขั้น

ถ้าทำงานโดยหวังให้ต้นไม้เจริญงอกงาม ตั้งใจทำ เมื่อต้นไม้เจริญงอกงามก็เกิดความปีติ อิ่มใจ ปลื้มใจ มีความสุข แล้วก็ได้เงินเป็นความสุขเสริมเข้ามาอีกด้านหนึ่งด้วย เป็นความสุขครบสองชั้น นี่แหละชีวิตที่อยู่กับความจริงของธรรมชาติ ไม่แปลกแยกจากธรรมชาติ ไม่หลงสมมติ จะเป็นชีวิตที่สุขสมบูรณ์

อาตมาได้นำหลักการและข้อคิดเหล่านี้มาฝากไว้ ถ้าหากจะมีประโยชน์บ้างสำหรับท่านที่อยู่ในวงการทำงาน ก็ขออนุโมทนาด้วย ขอให้ทุกท่านในโรงพยาบาลตำรวจที่ทำงานอันมีคุณค่าอย่างยิ่ง ซึ่งเวลาที่ผ่านไปๆ ไม่ใช่เป็นเงินเป็นทองเท่านั้น แต่เวลานั้นเป็นทั้งชีวิตของคนไข้และชีวิตของตัวเราเองที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ถ้าทำงานแล้วได้มองเห็นคุณค่าของงานที่ได้ช่วยเหลือชีวิตของเพื่อนมนุษย์และประเทศชาติ ก็ขอให้ทุกท่านจงมีปีติและความสุขในการทำงานตลอดเวลา ขอให้ทุกท่านได้รับผลทั้งในขั้นสมมติ และผลตามความจริงของธรรมชาติดังที่กล่าวมา

ขอตั้งจิตอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย จงอวยชัยให้พร อภิบาลรักษาให้ทุกท่านเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย ประสบความเจริญก้าวหน้า ความสำเร็จ และร่มเย็นงอกงามโดยทั่วกันทุกท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ เทอญ

ทำอย่างไรจะให้งานประสานกับความสุข

พอสันโดษกับไม่สันโดษมาประสานเสริมกัน จะมีแต่การพัฒนา ที่ใครๆ ไม่อาจกีดกั้น

No Comments

Comments are closed.