อิสรภาพในความหมายที่ถูกต้องครบสามขั้นเป็นฐานของระบบความสัมพันธ์ที่ประสานกลมกลืน

28 สิงหาคม 2536

อิสรภาพในความหมายที่ถูกต้องครบสามขั้น
เป็นฐานของระบบความสัมพันธ์ที่ประสานกลมกลืน

มนุษย์มีศักยภาพที่จะพัฒนาชีวิตให้เป็นอิสระได้มาก แต่ด้วยความเข้าใจผิดว่า ความสุขอยู่ที่การมีวัตถุที่จะเสพบำเรอตนให้มากที่สุด มนุษย์จึงทำให้ชีวิตของตนหรือความสุขของตนต้องไปขึ้นต่อวัตถุที่จะเสพที่จะบำเรอจากภายนอกมากขึ้นๆ เมื่อไม่อาจมีความสุขภายในได้ด้วยลำพังตนเอง ก็ทำให้เขาต้องออกไปเบียดเบียนธรรมชาติ และเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์เพื่อจะหาความสุขที่หวังให้ได้ แต่ยิ่งทำไปก็ยิ่งเกิดปัญหา นอกจากชีวิตจิตใจตัวเองจะไม่เป็นอิสระแล้ว ก็สูญเสียอิสรภาพทางกายและทางสังคมไปด้วย กลายเป็นว่า ยิ่งพัฒนาไป มนุษย์ก็ยิ่งสูญเสียความสามารถที่จะมีความสุขด้วยตนเองลงไปทุกที และนั่นก็คือการที่ได้สูญเสียอิสรภาพที่แท้จริงไปแล้วนั่นเอง

เพราะฉะนั้น มนุษย์ที่เดินทางถูกต้อง โดยมีแนวความคิดที่ถูกต้อง ก็จะเข้าใจว่า อิสรภาพของมนุษย์อยู่ที่การมีความสุขที่ขึ้นต่อสิ่งภายนอกน้อยที่สุด หรือการมีความสุขได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องอาศัยสิ่งภายนอก นั้นคืออิสรภาพของเขา ความเข้าใจนี้จะทำให้เขาพัฒนาตัวเองให้มีความสุขได้โดยลำพังจิตปัญญาของตนเองมากยิ่งขึ้น จนไม่ขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกในการที่จะมีความสุข

เมื่อมนุษย์มีแนวความคิดที่เกี่ยวกับความหมายของชีวิต ทั้งในเรื่องอิสรภาพและความสุขถูกต้องแล้ว เขาก็จะสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ คือธรรมชาติแวดล้อม อย่างเกื้อกูลกัน ซึ่งสำหรับตัวเขาเองก็เพียงให้มีอิสรภาพทางกาย หาวัตถุได้โดยไม่ขาดแคลน แล้วก็พ้นภัยทางกาย ในภาวะเช่นนี้ วัตถุที่มีมาจะมีความหมายเป็นเครื่องประกอบเสริมความสุข ไม่ใช่เป็นตัวกำหนดความสุข กล่าวคือ ในขั้นต้น วัตถุในระดับปัจจัย ๔ จะทำหน้าที่เป็นหลักประกันพื้นฐานของการดำรงชีวิต และการมีโอกาสที่จะพัฒนาตนให้เข้าถึงจุดหมายของชีวิตที่สูงขึ้นไป เหนือจากนั้นวัตถุที่เพิ่มขี้นมาก็เป็นเครื่องประกอบเสริมความสุข ที่เขาจะเสพอย่างรู้จักพอดี โดยไม่ลุ่มหลงมัวเมา ท่าทีและความเข้าใจอย่างนี้จะเป็นเงื่อนไขแห่งความสัมพันธ์กับธรรมชาติแวดล้อมอย่างดี ส่วนในด้านสังคม เขาก็มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมคือเพื่อนมนุษย์อย่างเกื้อกูลกัน ให้ต่างฝ่ายต่างก็มีอิสรภาพทางสังคมด้วยกัน เพื่อทุกคนจะได้มีโอกาสเข้าถึงอิสรภาพภายในของตนๆ

ในที่สุด อิสรภาพขั้นสุดท้ายที่แท้จริงก็คือการมีอิสรภาพภายใน ที่จะทำให้มนุษย์จัดการกับชีวิตของตนเองได้อย่างถูกต้องและเป็นผลสำเร็จ เขาจะมีจิตใจที่พ้นจากอำนาจบีบคั้นครอบงำของกิเลสคือ โลภะ โทสะ โมหะ และความทุกข์ใจ ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เขาเกิดมีปัญหากับภายนอก เมื่อเขามีความหลุดพ้นภายในแล้ว เขาก็ไม่ต้องถูกบีบให้ออกมาดิ้นรนแย่งชิงความสุขจากข้างนอก แต่มีความโปร่งว่างเต็มอิ่มภายใน ซึ่งทำให้พร้อมที่จะดำเนินชีวิตและปฏิบัติในทางที่เกื้อกูลกับสิ่งแวดล้อมภายนอก ทั้งทางธรรมชาติและทางสังคม

ขอให้ข้อสังเกตนิดหน่อยว่า การที่สัมพันธ์กับธรรม-ชาติแวดล้อมนั้น ก็ต้องเป็นความสัมพันธ์อย่างมีดุลยภาพ ไม่ใช่ไปสุดทางทั้งสองอย่าง ที่สุดสองอย่างนั้น คือ พวกหนึ่งก็มุ่งแต่จะไปจัดการกับธรรมชาติภายนอกอย่างเดียว ส่วนอีกพวกหนึ่งก็ละเลยปล่อยธรรมชาติเรื่อยเปื่อยไป

ขอให้ข้อสังเกตว่า พวกมนุษย์ที่มีความคิดแบบพิชิตธรรมชาติ ที่มุ่งจัดการกับธรรมชาติภายนอกนั้น ในเวลาที่เขาพูดว่าเอาชนะธรรมชาตินั้น เขาหมายถึงการเอาชนะเฉพาะแต่ธรรมชาติภายนอกเท่านั้น เวลาพูดถึงชีวิตจิตใจของคน เช่นว่า ทำไมเขาจึงไม่แก้ไขความเห็นแก่ตัว หรือความเกลียดชังกันเป็นต้น เขากลับพูดว่านั่นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เขารู้สึกว่าเราจะต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติภายในนั้นๆ เพราะฉะนั้น การมองคำว่า ธรรมชาติ และการเอาชนะธรรมชาติของเขา จึงเว้าแหว่งไม่สมบูรณ์และมีความขัดแย้งในตัวเอง เขามองแต่ธรรมชาติภายนอกที่จะเอาชนะ แต่ไม่เคยคิดว่า ธรรมชาติภายในก็เป็นธรรมชาติด้านหนึ่งที่เอาชนะได้เช่นเดียวกัน นี่คือการมองแบบสุดโต่ง และเป็นการมองที่ไม่ครอบคลุม จึงเป็นทรรศนะที่ผิดพลาดไม่สมบูรณ์

ส่วนการที่จะปล่อยตามธรรมชาติเรื่อยเปื่อยไปก็ไม่ถูกต้อง เพราะตัวมนุษย์เองก็เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งอยู่ในธรรมชาตินั้นด้วย มนุษย์จะต้องรู้จักแก้ไขปัญหาในการอยู่กับธรรมชาติแวดล้อม จะต้องจัดหาและจัดสรรปัจจัย ๔ ให้มนุษย์อยู่ร่วมกันโดยมีอาหารการกินเป็นต้นอย่างเพียงพอ และมีความเป็นอยู่สะดวกสบายพอสมควร ตลอดจนมีความปลอดพ้นจากภัยธรรมชาติ เป็นต้น การกระทำเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็น

เมื่อมนุษย์มีแนวความคิดถูกต้องแล้ว การที่จะจัดการอะไรกับธรรมชาตินั้นเขาก็จะทำด้วยจิตสำนึกและความรู้ตัวว่าตนเองหรือหมู่มนุษย์นี้ เป็นส่วนหนึ่งอยู่ในระบบความสัมพันธ์ อย่างอิงอาศัยกันของธรรมชาติ ไม่ได้แยกตัวออกมา เมื่อจะจัดทำอะไรกับธรรมชาติ เขาจะมองว่าตัวเขาเองก็เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งอยู่ในธรรมชาติ และความเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติก็จะมีผลกระทบต่อตัวเขาและต่อหมู่มนุษย์ส่วนรวมด้วย ความรู้ความเห็นและความเข้าใจทั้งหมดนี้จะเป็นขอบเขตอยู่ใน ตัวเองที่ทำให้เขาจัดทำอะไรกับปัจจัยส่วนอื่น หรือองค์ประกอบ ส่วนอื่นในธรรมชาติอย่างพอเหมาะพอดี ไม่เกินสมควร การเปลี่ยนแปลงแก้ไขในกระบวนการธรรมชาติ ที่มีเขาเป็นส่วนหนึ่งร่วมอยู่ด้วย โดยที่ตัวเขาเองคำนึงถึงองค์ประกอบที่เกี่ยว ข้องและความสัมพันธ์อิงอาศัยกันทั้งหมดอยู่ตลอดเวลา ก็จะทำให้เกิดผลดีด้วยกันทั้งหมดทุกส่วนในธรรมชาตินั้น ความพอดีหรือภาวะสมดุล ก็จะเกิดขึ้น หมายความว่า ตราบใดที่มนุษย์ยังมองตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในระบบความสัมพันธ์แบบ อิงอาศัยกันของธรรมชาติ ตราบนั้นการที่มนุษย์จะทำตัวเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งในการทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติ ก็เป็นสิ่งที่ทำได้โดยใช้ปัญญา บนพื้นฐานแห่งการมีทิฏฐิที่ถูกต้องดังได้กล่าวมา

พุทธวิธีแก้ปัญหาเพื่อศตวรรษที่ ๒๑ (A Buddhist Solution for the Twenty-first Century)

จะก้าวจากจริยธรรมเชิงลบ สู่จริยธรรมเชิงบวกได้ ต้องเข้าใจความหมายของอิสรภาพให้ถูกต้อง ถ้าจะให้การพัฒนาพามวลมนุษย์สู่สันติสุข ทุกระบบการของสังคมต้องปรับรากฐานความคิดกันใหม่

No Comments

Comments are closed.