ระบบประนีประนอมบนฐานความคิดที่ผิดควรต้องปิดฉากลงไปด้วยกันกับศตวรรษที่ ๒๐

28 สิงหาคม 2536

ระบบประนีประนอมบนฐานความคิดที่ผิด
ควรต้องปิดฉากลงไปด้วยกันกับศตวรรษที่ ๒๐

รวมความว่า จะต้องพัฒนาเศรษฐกิจพร้อมไปกับการพัฒนาตัวมนุษย์เองด้วย เพราะฉะนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจจะต้องให้สมดุลด้วยการพัฒนามนุษย์ มิฉะนั้น ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็อาจจะเป็นเพียงภาพลวงตา ดังที่ปรากฏในหลายกรณี ว่าเป็นความเจริญทางเศรษฐกิจที่ทำให้ธรรมชาติเสื่อมโทรมบ้าง เป็นความเจริญทางเศรษฐกิจที่ทำให้เพื่อนมนุษย์ด้วยกันเดือดร้อนบ้าง ตลอดจนเป็นความเจริญทางเศรษฐกิจที่ทำให้สูญเสียความเป็นมนุษย์ของตนเอง คือเป็นความเจริญทางเศรษฐกิจที่ทำลายความเป็นมนุษย์หรือ ทำลายคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ของตัวเอง ดังเช่นตัวอย่างที่เห็นได้ง่าย คือ การที่มนุษย์ยอมตัว หรือถูกบีบบังคับให้ทอดทิ้งเกียรติภูมิของตนลงไปเป็นโสเภณีเพียงเพื่อเห็นแก่จะหาเงิน บางทีก็มีความเจริญทางเศรษฐกิจชนิดที่ลวงตา เป็นภาพรวมออกมาว่า ประเทศมีความเจริญเติบใหญ่ทางเศรษฐกิจ แต่แท้จริงแล้วปรากฏว่าคนส่วนใหญ่สูญเสียความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่วนในบางกรณีประเทศไม่มีความเจริญเติบใหญ่ทางเศรษฐกิจ แต่คนกลับมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจดีกว่า ถ้าอย่างนี้ เรายอมไม่มีความเจริญทางเศรษฐกิจ เพื่อให้คนมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจจะดีกว่า

ไปๆ มาๆ สภาพการพัฒนาของโลกยุคปัจจุบันกลายเป็นว่า เพื่อจะให้มนุษย์ส่วนน้อยมีความสุข ก็ต้องให้ธรรมชาติและมนุษย์อื่นส่วนใหญ่ต้องยอมรับความทุกข์ เป็นความสุขจากการก่อทุกข์แก่ธรรมชาติและมนุษย์เหล่าอื่น ธรรมชาติก็แย่ สังคมก็ยับเยิน และตัวคนก็ไม่มีความสุขจริง ในสภาพการพัฒนาแบบนี้ ถึงแม้ธรรมชาติพินาศหมดก็ไม่พอที่จะทำให้คนมีความสุขแท้จริง พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า แม้จะเนรมิตภูเขาทั้งลูก ให้เป็นทองคำ ก็ไม่พอที่จะทำคนคนเดียวให้มีความสุขเต็มอิ่มตามความปรารถนาได้จริง ถึงแม้มนุษย์จะแก่งแย่งกันจนสังคมพินาศ คนก็ไม่มีความสุขจริง ต่างพวกต่างคนต่างแย่งกัน ต่างก็ไม่พบความสุขไปด้วยกัน ธรรมชาติพินาศหมดคนก็ไม่พบความสุข สังคมพังทลายหมดคนก็ไม่สุขจริง

ในระบบความคิดแบบแบ่งแยกแข่งขันต่อสู้กันนี้ ก็จะมี จริยธรรมเชิงลบขึ้นมาเป็นเครื่องจำกัดขอบเขต มีการตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นเป็นหลักประกันไม่ให้ล่วงละเมิดล้ำแดนกัน ดังที่กำลังย้ำเน้นให้มีความยับยั้งสังวร (restraint) ต่อธรรมชาติ ให้มีความยอมทนกันได้ (tolerance) ระหว่างมนุษย์ต่างศาสนา ตลอดจนการเรียกร้องปกป้องสิทธิมนุษยชน (human rights) ซึ่งในที่สุดก็จบลงด้วยการประนีประนอม (compromise) โดยยอมประนีประนอมกับธรรมชาติ และประนีประนอมระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ระบบนี้จึงจบลงด้วยการที่ต่างฝ่ายต้องยอมเสียบางอย่าง เพื่อไม่ให้เสียทั้งหมด ต่างฝ่ายต่างยอมที่จะไม่ได้เต็มตามต้องการ เพื่อให้ตนได้บ้าง เพราะฉะนั้น จึงเป็นระบบที่แก้ปัญหาไม่ได้จริง ทำได้เพียงครึ่งๆ กลางๆ หรือเพียงขอไปที

ในยุคใหม่นี้ ที่ทุกอย่างเป็นเรื่องของโลกหรือเป็นเรื่องระดับโลก (global) มนุษย์จะอยู่ในชุมชนโลก (world community) อันเดียวกัน แนวความคิดหรือทิฏฐิเก่าๆ แบบแบ่งแยกแข่งขันแย่งชิงต่อสู้กันนั้น ใช้ไม่ได้ ไม่เหมาะแล้ว ไม่พอที่จะให้โลกมีสันติสุข มันเป็นเรื่องของอารยธรรมที่มีจริยธรรมแนวลบ ซึ่งได้แค่เป็นเครื่องพยุงโลกไว้ก่อน เพียงในขั้นของการประนีประนอม เหมือนการสงบศึกชั่วคราว จึงไม่เพียงพอที่จะช่วยให้โลกมีสันติและประชาชนมีความสุข แต่จะต้องมีจริยธรรมแนวบวกมาช่วยเติม และจะต้องปรับตัวเข้าสู่แนวความคิดใหม่

พุทธวิธีแก้ปัญหาเพื่อศตวรรษที่ ๒๑ (A Buddhist Solution for the Twenty-first Century)

ถ้าจะให้การพัฒนาพามวลมนุษย์สู่สันติสุข ทุกระบบการของสังคมต้องปรับรากฐานความคิดกันใหม่ เริ่มยุคใหม่แห่งศตวรรษที่ ๒๑ด้วยแนวความคิดใหม่เดิมแท้แห่งสัจธรรม

No Comments

Comments are closed.