จริยธรรมเชิงลบ จบลงด้วยการประนีประนอมข้างนอก พร้อมกับความขุ่นหมองคับข้องจิตอยู่ข้างใน

7 สิงหาคม 2536

จริยธรรมเชิงลบ จบลงด้วยการประนีประนอมข้างนอก พร้อมกับความขุ่นหมองคับข้องจิตอยู่ข้างใน

นี่ก็ได้พูดไปแล้ว ๒ ทิฏฐิหรือ ๒ แนวความคิดสำคัญโดยได้ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ในยุคที่ผ่านมานี้ได้เสพติดหรือตกอยู่ใต้อิทธิพลของแนวความคิดแบบแข่งขันต่อสู้ ทั้งระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม มนุษย์จึงคิดจะพิชิตโลก ทั้งพิชิตโลกธรรมชาติ คือพิชิตธรรมชาติแวดล้อม และพิชิตโลกมนุษย์ คือพิชิตมนุษย์พวกอื่น แต่เมื่อมาถึงยุคปัจจุบัน แนวความคิดแบบนั้นใช้ไม่ได้เสียแล้ว ความมั่นคงปลอดภัยทั้งของโลกและของมนุษย์เองบังคับว่ามนุษย์จะต้อง หันมาอยู่ร่วมด้วยดี ทั้งกับเพื่อนมนุษย์ และเพื่อนสิ่งแวดล้อมในโลกนี้ หมายความว่า เรามีเพื่อน ๒ ข้าง มนุษย์ด้วยกันที่อยู่รอบตัวก็เป็นเพื่อน และสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบด้านก็เป็นเพื่อน ไม่ใช่เป็นศัตรูที่จะมาพิชิตกัน
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาแก้ไขทิฏฐิสองอย่างนี้จะสำเร็จได้ ต้องเข้าให้ถึงทิฏฐิข้อที่ ๓ ถ้าแก้ทิฏฐิข้อที่ ๓ ไม่ได้ ก็แก้ข้อที่ ๑ และ ๒ ไม่สำเร็จ ข้อที่ ๑ และ ๒ นั้นเป็นแนวความคิดและท่าทีในความสัมพันธ์ของมนุษย์กับโลกภายนอก คือโลกนอกตัวออกไป ทั้งโลกของมนุษย์ และโลกธรรมชาติแวดล้อม ความสัมพันธ์ที่ถูกหรือผิดนั้นออกมาจากในตัวของมนุษย์เอง การที่จะให้ความสัมพันธ์กับโลกภายนอกทั้งสองอย่างมั่นคงปลอดภัยแท้จริง จะต้องพัฒนาเข้าไปถึงในตัวมนุษย์เอง จึงเป็นเรื่องของทิฏฐิข้อที่ ๓ คือการพัฒนาความคิด ความเข้าใจ หรือทิฏฐิเกี่ยวกับชีวิตของตนเองว่า อะไรคือความหมาย และความมุ่งหมายของชีวิต
มนุษย์นั้นต้องการอิสรภาพ แต่คำว่าอิสรภาพ หรือ freedom นั้น ก็มีความหมายต่างกันไปได้หลายอย่าง ดังกล่าวแล้วว่า ในอารยธรรมที่ผ่านมา มนุษย์มองออกไปข้างนอกว่า อิสรภาพ คือการที่ตัวเองมีความปลอดภัยพ้นจากการครอบงำของผู้อื่น แล้วก็กลับสามารถที่จะมีอำนาจเหนือผู้อื่นตลอดจนสามารถจัดการผู้อื่นได้ตามความมุ่งหมายของตน เช่นมีอำนาจเหนือธรรมชาติ และจัดการธรรมชาติให้เป็นไปตามความปรารถนาของตน การมองอิสรภาพในความหมายแบบนี้จะทำให้มองความหมายของสาระอื่นๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์เช่นความสุขต่างออกไปด้วย กล่าวคือ เมื่อมองอิสรภาพ ว่าคือการที่ได้เป็นใหญ่สามารถไปจัดการกับผู้อื่นได้ ก็จะมองความหมายของความสุขว่าเป็นความสามารถที่จะเอาอะไรๆ จากภายนอกเข้ามาบำรุงบำเรอตนเองได้เต็มที่ตามต้องการเช่นมีวัตถุที่จะเสพให้มาก แล้วก็ต้องไปจัดการกับธรรมชาติ เพื่อเอามาปรุงแต่งผลิตเป็นวัตถุสำหรับเสพบำรุงบำเรอให้มากที่สุด เกิดเป็นทิฏฐิหรือแนวความคิดว่า มนุษย์จะมีความสุขมากที่สุด เมื่อมีวัตถุบำรุงบำเรอมากที่สุด
ถึงตอนนี้ก็ได้เห็นประจักษ์กันแล้วว่า แนวความคิดแบบนี้กำลังมาถึงจุดติดตันเนื่องจากธรรมชาติแวดล้อมก็เสื่อมเสียลงไป ทรัพยากรธรรมชาติก็ลดน้อยร่อยหรอลงไป จนไม่เพียงพอแก่มนุษย์ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น และสำหรับมนุษย์ที่อยู่ภายใต้แนวความคิดแบบนี้ พอมาถึงจุดติดตันเข้าก็ต้องใช้วิธีแก้ไขด้วยการประนีประนอม หรือ compromise เช่นเดียวกับการ ที่ต้องประนีประนอมระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน คราวนี้มนุษย์ต้องมาประนีประนอมกับธรรมชาติ หมายความว่า เพื่อให้ธรรมชาติอยู่ ตนเองก็ต้องยอมที่จะมีความสุขไม่ได้เต็มที่ เพราะถ้าตนเองจะมีความสุขเต็มที่ ก็ต้องจัดการกับธรรมชาติอย่างเต็มที่ แต่ถ้าจะทำอย่างนั้น ธรรมชาติก็เสีย เมื่อธรรมชาติเสียก็กลับเป็นอันตรายแก่ตนเอง ตนเองก็อยู่ไม่ได้อีก เพราะฉะนั้น เพื่อให้ธรรมชาติคงอยู่ต่อไป และตัวมนุษย์เองก็อยู่รอดได้ มนุษย์ก็จึงต้องยอมเสียสละ ยอมที่จะมีความสุขไม่เต็มที่ เพื่อปล่อยให้ธรรมชาติอยู่ได้ แต่เป็นการเสียสละ เพื่อให้ตัวเองอยู่ได้ และธรรมชาติก็อยู่ได้แค่เท่าที่มนุษย์ยอมปล่อยให้บ้าง ไม่ใช่อยู่อย่างดี ระบบประนีประนอม หรือ compromise นี้ จึงเป็นไปด้วยความจำใจ เมื่อต้องจำใจจำยอมอย่างนี้มนุษย์ก็จะไม่มีความสุขแท้จริง ไม่เต็มอิ่ม เพราะเมื่อจะได้ก็ต้องจำใจยอมเสีย กลายเป็นความขัดแย้งในตัว ทั้งนี้ก็เพราะแนวความคิดที่ตั้งไว้ผิด คือมีทิฏฐิที่ผิดนั่นเอง

 

พุทธวิธีแก้ปัญหาเพื่อศตวรรษที่ ๒๑ (A Buddhist Solution for the Twenty-first Century)

จริยธรรมเชิงลบ ตั้งอยู่บนฐานของการป้องกันตัวจริยธรรมเชิงบวก ตั้งอยู่บนฐานแห่งการพัฒนาตัวของมนุษย์ จะก้าวจากจริยธรรมเชิงลบ สู่จริยธรรมเชิงบวกได้ ต้องเข้าใจความหมายของอิสรภาพให้ถูกต้อง

No Comments

Comments are closed.