จะก้าวจากจริยธรรมเชิงลบ สู่จริยธรรมเชิงบวกได้ ต้องเข้าใจความหมายของอิสรภาพให้ถูกต้อง

28 สิงหาคม 2536

จะก้าวจากจริยธรรมเชิงลบ สู่จริยธรรมเชิงบวกได้ ต้องเข้าใจความหมายของอิสรภาพให้ถูกต้อง

ขอพูดง่ายๆ แบบรวบรัดว่า ในการดำรงอยู่ของมนุษย์ที่จะมีความสุขได้อย่างแท้จริง จะต้องมีอิสรภาพ ๓ ขั้น คือ 
๑. อิสรภาพในความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับธรรมชาติแวดล้อม คืออิสรภาพในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติแวดล้อม อย่างปลอดพ้นจากความติดขัดบีบคั้น เช่นมีความปลอดภัยจากความอดอยาก ขาดแคลน มีสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต โดยเฉพาะปัจจัย ๔ ที่เพียงพอ และพ้นจากภัยธรรมชาติ หากมีภัยธรรมชาติคุกคามเบียดเบียน ก็สามารถแก้ไขได้ตามสมควร รวมทั้งการมีชีวิตอยู่อย่างประสานกลมกลืนที่ธรรมชาติมีสภาพเกื้อกูลต่อความอยู่ดีของมนุษย์
๒.อิสรภาพในความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับเพื่อนมนุษย์ คือการอยู่ร่วมกันด้วยดีในหมู่มนุษย์ด้วยกัน ปลอดพ้นจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่ข่มเหงครอบงำกัน แต่มีความเป็นมิตร และช่วยเหลือเกื้อกูลร่วมมือกัน
อิสรภาพทั้งสองอย่างนี้เกี่ยวเนื่องกับทิฏฐิสองข้อต้นที่พูดมาแล้ว
๓. อย่างไรก็ตาม อิสรภาพทั้งสองอย่างที่กล่าวมาแล้วจะไม่สำเร็จแท้จริง ถ้าไม่มีอิสรภาพอย่างที่สาม คืออิสรภาพภายในแห่งชีวิตของตนเองด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อพูดกันให้ถึงรากถึงเหง้า สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการพัฒนาตัวมนุษย์เอง ให้เข้าถึงอิสรภาพภายใน
อิสรภาพภายในคืออะไร การที่จะเข้าถึงอิสรภาพที่แท้จริงของมนุษย์นั้น จริงอยู่ตอนแรกเขาต้องมีความมั่นคงปลอดภัย โดยหลุดพ้นจากการบีบบังคับครอบงำของสิ่งแวดล้อมทั้งทาง ร่างกายจากธรรมชาติ และเป็นอิสระจากการบีบคั้นครอบงำทางสังคมจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เมื่อเขามีอิสรภาพด้านภายนอกอย่างนี้แล้ว เขาจะต้องรู้จักฝึกตนให้อยู่โดยลำพังและสามารถมีความสุขด้วยตัวเองมากขึ้น จนกระทั่งชีวิตของเขาสามารถอยู่ได้ดีด้วยตนเอง และมีความสุขที่เป็นอิสระ หรือจัด การกับความสุขของตนเองได้โดยไม่ต้องขึ้นต่อสิ่งอื่นภายนอก
อิสรภาพภายใน กับอิสรภาพภายนอกสองอย่างนั้น เกี่ยวเนื่องกัน เมื่อภายในชีวิตมีความสุขที่เป็นไทของตนเองมากขึ้น เขาก็มีความสุขได้โดยลำพังตนเอง โดยไม่ต้องไปครอบงำธรรมชาติ โดยไม่ต้องไปครอบงำเพื่อนมนุษย์
การที่มนุษย์ไม่ต้องมีความสุขด้วยการไปเป็นใหญ่ครอบงำธรรมชาติแวดล้อมและเพื่อนมนุษย์นั้น มองในความหมายที่พลิกกลับอีกด้านหนึ่งก็คือการที่เขามีความสุขได้ โดยไม่ต้องไปขึ้นต่อธรรมชาติแวดล้อม และไม่ต้องไปขึ้นต่อเพื่อนมนุษย์ นั่นก็คือการที่เขาเป็นอิสระมากขึ้น เพราะฉะนั้นความเป็นอิสระของมนุษย์จึงอยู่ที่การอยู่ดีมีความสุขได้โดยลำพังตนเองมากขึ้น อันเป็นความสุขอย่างอิสระ ไม่ใช่ความสุขแบบพึ่งพา เมื่อเขามีความสุขได้ด้วยตนเองโดยลำพังมากขึ้น อันนี้แหละจะกลับมาเป็นฐานให้เขาสามารถรักษาอิสรภาพทางกาย (physical freedom) และอิสรภาพทางสังคม (social freedom) ให้คงอยู่ได้ด้วย เขาจะมีความสัมพันธ์ที่ดีที่ถูกต้องกับธรรมชาติแวดล้อมและกับเพื่อนมนุษย์ในสังคม เพราะเขาอยู่ดีมีความสุขได้โดยไม่ต้องไปหาสิ่งภายนอกมาสนองความปรารถนาของตนด้วยการครอบงำจัดการพิชิตใครๆ หรืออะไรๆ อื่น
เพราะฉะนั้น อิสรภาพภายในตัวของมนุษย์จึงเป็นฐาน และเป็นหลักประกัน ให้อิสรภาพภายนอกสองข้อแรก ทั้งด้านกายภาพ และด้านสังคม มีความมั่นคงแท้จริง
ในทางตรงข้าม ถ้ามนุษย์ไม่มีอิสรภาพภายในอันนี่ ความสุขของเขาจะต้องขึ้นต่อการไปจัดการครอบงำเสพสิ่งภายนอก และครอบงำเพื่อนมนุษย์ด้วยกันมากขึ้น และเมื่อนั้นอิสรภาพทางกาย และอิสรภาพทางสังคมก็ไม่มีทางเป็นไปได้สำเร็จ เพราะจะต้องมีการแย่งชิงจัดการกันเรื่อยไป จนกว่าจวนจะแย่ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ก็มาตกลงยอมผ่อนปรนแก่กัน นี่ก็คือระบบการประนีประนอม หรือ compromise ที่ถูกบีบให้ยอมแล้วก็จำใจรักษาสภาพนั้นไว้ แต่ถ้าคนมีอิสรภาพภายในแล้ว การมีท่าทีดีงามที่ประสานกลมกลืนกับธรรมชาติแวดล้อมและเพื่อนมนุษย์ก็เป็นไปได้ และตัวมนุษย์นั้นเองก็จะมีความสุขที่แท้จริงด้วย เป็นความสุขที่มีทั้งความประสานกลมกลืน และมีดุลยภาพควบคู่ไปด้วยกัน

พุทธวิธีแก้ปัญหาเพื่อศตวรรษที่ ๒๑ (A Buddhist Solution for the Twenty-first Century)

จริยธรรมเชิงลบ จบลงด้วยการประนีประนอมข้างนอก พร้อมกับความขุ่นหมองคับข้องจิตอยู่ข้างใน อิสรภาพในความหมายที่ถูกต้องครบสามขั้นเป็นฐานของระบบความสัมพันธ์ที่ประสานกลมกลืน

No Comments

Comments are closed.