- นำเรื่อง
- อดีตสร้างปัจจุบัน – เหตุปัจจัยมากมาย กว่าจะได้ผลผลิต
- ผลผลิตบัดนี้ ผลิตผลเบื้องหน้า
- ชวนกันสรรค์อนาคต – สมานฉันท์ และสามัคคี ชนิดไหนที่ขณะนี้ต้องการ
- อย่ามองข้ามสมานฉันท์ ในการทำบุญขั้นพื้นฐาน
- คนไทยชอบทำบุญแล้ว ถ้าศึกษาบุญด้วย จะเยี่ยมยอด
- พระเจ้าอโศกใช้ทรัพย์และอำนาจทำบุญอะไร
- คิดใหม่ ทำใหม่ จึงจะได้ความเจริญที่พึงปรารถนา
- เตรียมตัวให้พร้อม ที่จะนำพาไทยให้ก้าวไปอย่างสง่างาม
- ถ้าคนไทยมีคุณภาพแท้ ต้องก้าวไปนำทั้งโลกได้
- เกร็ดชีวิตพระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)
คิดใหม่ ทำใหม่ จึงจะได้ความเจริญที่พึงปรารถนา
โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ จะต้องมาคิดกันให้มากว่า เราจะเอาอย่างไร กับเรื่องอนาคตของสังคม ของประเทศชาติ
สังคมของเรานี้ มีสภาพปัจจุบันที่เราบอกว่า เราอยู่ในโลกาภิวัตน์ เราเจริญก้าวหน้า เรามีเทคโนโลยี มีไอที มีสิ่งเสพบริโภคมากมายอุดมสมบูรณ์
แต่ลองใช้ปัญญาพิจารณาตรวจสอบให้ลึกลงไปหน่อยดูซิว่า ความเจริญแบบไหนแน่ เป็นสิ่งที่พึงปรารถนา ความเจริญแบบที่เป็นอยู่นี้ น่าพอใจหรือไม่
ลองใช้ปัญญาคิดพิจารณากันให้ดี ไม่ใช่เพียงแค่ว่าตามเขาไป เขาว่าอย่างนี้เจริญ เราก็ว่าเจริญ แล้วก็นิยมตามกันไป ถ้าอย่างนี้ เราก็ไม่ได้ใช้ความคิดพิจารณา พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ใช้ปัญญานั่นเอง
ฉันทะที่แท้ต้องมาจากปัญญา คือปัญญาคิดพิจารณาจนรู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นประโยชน์แท้จริงแล้ว พอเราแน่ใจว่าอันนี้แหละดีงามเป็นประโยชน์แท้แน่แล้ว ความพึงพอใจใฝ่ปรารถนาที่แท้และมีพลังก็จะเกิดขึ้น และอันนั้นแหละคือ ฉันทะ
แต่ถ้าเราไม่มีหรือไม่ใช้ปัญญา ฉันทะก็จะเป็นเพียงความพอใจแบบที่ว่า ชอบใจ ถูกใจ เพราะถูกตาถูกหู ฯลฯ ไปผิวๆ เผินๆ ถ้าอย่างนี้ท่านไม่เรียกฉันทะหรอก มันเป็นฉันทะก็จริง แต่เป็นตัณหาฉันทะ ท่านเรียกสั้นๆ ว่า ตัณหา คือ พอใจ ชอบใจ แค่เพราะมันถูกตา ถูกหู ฯลฯ
ถ้าแค่รู้สึกถูกตา ถูกหู ถูกลิ้น แล้วพอใจใฝ่ปรารถนา ก็เรียกว่า ตัณหา แต่ถ้าใช้ปัญญาพิจารณารู้ว่า อะไรมันดีแท้จะก่อเกิดประโยชน์ แก่ชีวิต แก่สังคม เป็นความเจริญงอกงามของพฤติกรรมจิตใจและปัญญา เมื่อเห็นชัดด้วยปัญญาอย่างนั้นแล้ว จึงพอใจใฝ่ปรารถนา แบบนี้ท่านเรียกว่า ฉันทะ
ต้องตรวจสอบว่า เรานี้ พอใจด้วยตัณหา หรือพอใจด้วยฉันทะ ถ้าพอใจด้วยฉันทะ ก็เอาได้ เพราะปัญญาได้มองเห็นชัดแล้วว่าถูกว่าดีแน่ และความพอใจนั้นจะทำให้เกิดการกระทำ โดยมีกำลังที่จะมุ่งไป และเมื่อแต่ละคนใช้ปัญญามองเห็นสิ่งที่ควรจะทำเป็นจุดหมายลงกัน ก็จะเกิดสมานฉันท์อย่างที่ว่าเมื่อกี้ แล้วเราก็จะก้าวไปในการสร้างสรรค์ได้จริง
เป็นอันว่า สิ่งที่เราต้องการเวลานี้ คือสมานฉันท์ที่มีความหมายในการสร้างสรรค์ที่แท้จริง เพราะฉะนั้น เราจะต้องชวนกันมาใช้ปัญญาคิดกันให้ชัด อย่างน้อยก็อย่างที่บอกเมื่อกี้ว่า ความเจริญอย่างไรเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา หรือความเจริญที่พึงปรารถนาเป็นอย่างไร ให้ได้ความเจริญที่เป็นจุดหมายของฉันทะ ไม่ใช่ความเจริญที่เป็นจุดหมายของตัณหา
ลองใช้ปัญญาพิจารณาดูว่า ความเจริญอย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ เป็นสิ่งดีพึงปรารถนาไหม ความเจริญที่ว่า ตื่นเช้าขึ้นมาเจอข่าวหนังสือพิมพ์ ก็ตื่นเต้นด้วยเรื่องอาชญากรรมรุนแรง ทะเลาะวิวาทก็ฆ่ากัน แย่งชิงทรัพย์ก็ฆ่ากัน ข่มขืนผู้หญิงแล้วยังฆ่าเขาตายอีก คนในครอบครัว พ่อแม่ลูกก็ฆ่ากัน อบายมุขเกลื่อน หมกมุ่นการพนัน ดื่มสุรากันเป็นธรรมดาแม้แต่ในงานวัด สิ่งเสพติดระบาดสารพัด คนเอารัดเอาเปรียบกันวุ่นวาย
ลงมากระทั่งในสังคมเล็กที่สุดคือครอบครัว สมาชิกคือพ่อแม่ลูก ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดกันที่สุด ก็ชักจะเหินห่างกัน และอยู่กันไม่ค่อยเป็นสุข เด็กๆ ยังไม่ทันจะค่อยเติบโต ก็ชักเกินกำลังพ่อแม่เอาไม่อยู่ เอาแต่เรื่องสนุกสนานเพลิดเพลิน เมินเรื่องเจริญปัญญาหาความรู้ วุ่นแต่จะหาสิ่งเสพบริโภค ไปมั่วสุมกันต่างๆ ทะเลาะวิวาทยกพวกตีกัน หมกมุ่นยาเสพติด อย่างน้อยก็ไม่อยู่ในโอวาทของพ่อแม่ ไม่ฟังใคร หาหลักยึดไม่ได้ ไม่รู้จักฝึกปกครองตัวเองให้ร่วมอยู่ร่วมมีสังคมประชาธิปไตยที่ดี
แม้แต่ในทางสุขภาพร่างกาย ก็เกิดปัญหาแปลกใหม่ว่า ขณะที่สังคมอเมริกันกำลังผจญปัญหาใหม่คือโรคอ้วน เด็กไทยก็มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคอ้วนตามฝรั่งไปด้วย จนกระทั่งตอนนี้คุณหมอไทยก็ต้องเตรียมตัว มีการไปดูงานแก้ปัญหาโรคอ้วนที่เมืองอเมริกา เพื่อจะมารับมือกับปัญหาของสังคมไทย จนถึงเด็กไทย ที่ชอบกินอาหารขยะ และกำลังจะเกิดโรคอ้วนก่อปัญหากันต่อไป
วิธีแก้ปัญหาโรคอ้วนทำอย่างไร ใครเป็นโรคอ้วนถึงขั้นหนึ่งก็ต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดกระเพาะ หั่นกระเพาะที่ใหญ่สองกำปั้น ตัดให้มันเล็กลงเหลือจุแค่ 15 cc. ตอนนี้กินได้น้อย กินนิดเดียวก็อิ่ม เท่ากับบังคับตัวเองให้กินจำกัด ก็เลยจะไม่อ้วน แต่ถ้ากินไปๆ เขาบอกว่ากระเพาะมันก็จะยึดขยายออกไป เดี๋ยวมันก็ใหญ่อย่างเก่าอีก ก็คงต้องตัดกันอีก
ต่อไปเมืองไทยก็จะต้องมาขบคิดและใช้เวลาใช้แรงงานใช้ทุนรอนมากมายกับเรื่องไม่เข้าเรื่อง อย่างที่แม้แต่อ้วนก็กลายเป็นโรคชั้นนำขึ้นมา นี่ก็ปัญหาความเจริญ เป็นปัญหาอารยธรรมเลยทีเดียว
เราชอบไหมความเจริญแบบนี้ เด็กของเราจะมีชีวิตที่ดีไหม โลกของเราจะเจริญร่มเย็นเป็นสุขไหม สังคมของเราจะเป็นที่น่าพึงพอใจ จะรื่นรมย์ร่มเย็นหรือไม่ มองไปดูหน้าคนก็เครียดซึ้ง ขุ่นมัว คนหน้าหมอง มองไปที่ท้องฟ้าก็มืดมัว ด้วยหมอกควัน มีมลภาวะมากมาย ธรรมชาติก็ไม่รื่นรมย์ ต้นไม้ก็หร่อยหรอ ป่าก็จะหมด น้ำเสีย ดินเสีย อากาศไม่บริสุทธิ์ อะไรต่างๆ อย่างนี้ ความเจริญที่มีสภาพอย่างนี้ เราชอบไหม
เมื่อพิจารณารอบด้านแล้ว เราคงบอกว่า เออ… ไม่ดีนะ ความเจริญแบบนี้เราควรจะหันเหหลีกไปเสีย เราน่าจะมีความเจริญแบบที่พึงปรารถนา ที่ก้าวหน้าไปในสันติสุขอันน่ารื่นรมย์ ที่คนมีชีวิตดีงามมีความสุข ที่สยามยังคงเป็นเมืองแห่งความยิ้มแย้ม คนมีหน้าตาแจ่มใส มีไมตรีจิต มิตรภาพ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่เอาแต่แก่งแย่งช่วงชิงกัน ข่มเหงเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ครอบครัวก็อยู่กันอย่างอบอุ่นมีความสุขสนิทใจ พ่อแม่ลูกยิ้มแย้มเข้าหากัน มีเมตตาอาทร ตลอดกระทั่งธรรมชาติทั่วไปก็รื่นรมย์ ไปไหนก็ร่าเริงเบิกบานสุขสบายใจ ได้เห็นทุ่งนาป่าไม้เขียวขจี อะไรต่างๆ อย่างนี้ ความเจริญแบบนี้ เราชอบไหม
ถ้าเราต้องการความเจริญที่ก้าวหน้าไปในสันติสุข อย่างมีความร่มเย็น ชีวิตคนก็ดี สังคมก็มีสันติสุข ธรรมชาติก็รื่นรมย์ โลกนี้น่าอยู่อาศัย ถ้าเราชัดว่าเราต้องการอย่างนี้ เราก็ต้อง คิดใหม่ แล้วก็ ทำใหม่
แต่ทำใหม่ที่ว่านี่ ต้องทำใหม่ในแบบที่ประกอบด้วยธรรม ต้องทำใหม่ในทางที่ถูกต้องเป็นกุศล คือประกอบด้วยปัญญา ไม่ใช่ใหม่แบบสนองตัณหา ไม่ใช่เอาแค่ว่าใหม่ได้ความรู้สึกว่าถูกหูถูกตาถูกใจ แต่เป็นใหม่ที่เกิดจากความรู้เข้าใจว่าถูกต้องดีงาม ที่ทำให้เกิดฉันทะ ซึ่งทุกคนที่ใช้ปัญญาจะมาสมาน ให้เป็นสมานฉันท์ที่แท้
ถ้าเราคิดกันชัดอย่างนี้แล้ว เราก็จะเดินหน้าไปในทางที่ถูกต้อง

No Comments
Comments are closed.