ถ้าจะให้การพัฒนาพามวลมนุษย์สู่สันติสุข ทุกระบบการของสังคมต้องปรับรากฐานความคิดกันใหม่

28 สิงหาคม 2536

ถ้าจะให้การพัฒนาพามวลมนุษย์สู่สันติสุข
ทุกระบบการของสังคมต้องปรับรากฐานความคิดกันใหม่

ปัจจุบันนี้พูดกันว่า การพัฒนาจะต้องเป็นแบบยั่งยืน ดังที่เรียกกันว่า sustainable development จะต้องให้ economy ไปด้วยกันกับ ecology คือ ต้องให้ economy ดี โดยที่ nature ก็อยู่ได้ด้วย นั้นคือการยอมรับความจริงที่ได้พูดมาข้างต้น แต่ก็ยังเป็นการยอมรับด้วยท่าทีแบบประนีประนอม อย่างที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งมีความขัดแย้งและความขัดขืนฝืนใจอยู่ในตัว ไม่ทำให้เกิดความมั่นใจได้เลยว่าจะราบรื่นกลมกลืน เพราะยังไม่ได้เปลี่ยนทิฏฐิขั้นพื้นฐาน ความสำเร็จที่แท้จริงของการพัฒนาแบบยั่งยืนหรือ sustainable development นั้น อยู่ที่การเปลี่ยนทิฏฐิพื้นฐานดังที่กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะทิฏฐิเกี่ยวกับความหมายและความมุ่งหมายของชีวิตมนุษย์ พร้อมทั้งความเข้าใจในเรื่องอิสรภาพและความสุขที่พูดมาแล้ว

เพราะฉะนั้น การที่จะมี sustainable development ให้ ecology อยู่ดีคู่ economy ได้นั้น มนุษย์จะต้องมีวิธีการเอาประโยชน์จากธรรมชาติโดยไม่เอาเปรียบธรรมชาติและมนุษย์ก็ไม่เอาเปรียบกันเองด้วย เพราะถ้ามนุษย์เอาเปรียบกันเอง มนุษย์ที่ถูกเอาเปรียบก็เท่ากับถูกผลักดันบีบบังคับให้ไปเอาเปรียบธรรมชาติอีกนั่นแหละ ถึงแม้จะไม่เอาเปรียบทำลายธรรมชาติโดยตรง แต่ก็มีการเอาเปรียบทำลายธรรมชาติโดยอ้อมจากการที่มนุษย์เอาเปรียบกันเองแล้วผลักดันให้มนุษย์ด้วยกันต้องไปเอาเปรียบธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ปัญหาในระดับวิธีการอย่างนี้ จะแก้ไขให้สำเร็จจริงไม่ได้ ถ้าไม่แก้ไขให้ลึกลงไปถึงพื้นฐานแห่งความคิดความเชื่อและค่านิยม กล่าวคือทิฏฐิทั้งหลายที่ได้กล่าวมา

ถึงตรงนี้ขอพูดแทรกหน่อยว่า เราจะต้องไม่มองข้ามบทบาทที่สำคัญยิ่งของสื่อมวลชน ในการชักจูงส่งเสริมค่านิยมทางสังคมและความคิดเห็นของประชาชน สื่อมวลชนและเทคโนโลยีในด้านข่าวสารข้อมูลทุกชนิด สามารถช่วยเหลือทำประโยชน์แก่มวลมนุษย์ได้เป็นอย่างมาก ในการแก้ปัญหาของโลกสมัยปัจจุบัน และในการพัฒนามนุษย์ ถ้านำเอาศักยภาพที่มีอยู่มาใช้ในการส่งเสริมทิฏฐิหรือแนวความคิดที่ดีงามขั้นพื้นฐานทั้ง ๓ ประการที่กล่าวมาแล้ว พร้อมทั้งค่านิยมทางสังคมที่สอดคล้องกับทิฏฐิเหล่านั้น แทนที่จะมุ่งใช้ความเก่ง กาจเชี่ยวชาญไปในการชักนำและโหมกระพือโลภะ โทสะ โมหะ และค่านิยมทางสังคมที่ไม่พึงปรารถนานานัปการ ซึ่งเป็นไปตามอำนาจการชักนำของทิฏฐิที่เป็นโทษสามอย่างข้างต้น

การศึกษา แม้จะมีอิทธิพลโดดเด่นน้อยกว่าสื่อมวลชน แต่ก็หนักแน่นลงไปถึงรากถึงฐานมากกว่าสื่อมวลชน การศึกษานั้นไม่ควรจะมีความหมายเป็นเพียงการเตรียมคนไปหางานทำ เพื่อรับใช้ระบบแข่งขันตามแนวความคิดแบ่งแยกแบบ เก่า การศึกษาจะต้องมุ่งจุดเน้นไปยังบทบาทที่สำคัญที่สุดของตน คือการพัฒนามนุษย์ตามแนวทางของการสร้างเสริมทัศนคติหรือทิฏฐิที่เกื้อกูลทั้งสามประการ การศึกษาเช่นนั้นจะช่วยให้เราสถาปนาสัมมาทิฏฐิลงได้ในสังคม

ในวงการเมือง ปัจจุบันนี้ ประชาธิปไตยกำลังชูธงชัย แต่ว่าที่จริง คุณงามความดีของระบบประชาธิปไตยนั้น ก็ยังหาได้เป็นที่มั่นใจโดยสิ้นเชิงไม่ และผลสัมฤทธิ์ของมันก็ยังเป็นที่น่าสงสัยอยู่ พูดคร่าวๆ ก็คือ ตราบใดประชาธิปไตยยังถูกครอบงำด้วยทิฏฐิที่ผิดทั้งสาม ตราบนั้น มันก็จะไม่สามารถนำมนุษยชาติไปสู่ความเกษมศานติที่แท้จริง ประชาธิปไตยจะบรรลุจุดหมายสูงสุดของมันได้ ก็ต่อเมื่อรากฐานทางอุดมการณ์ของมันได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง

เวลานี้ มีการพยายามเอาประชาธิปไตยมาจับเข้าคู่กับลัทธิทุนนิยม หรือถึงกับจัดว่าเป็นลัทธิอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่นมีการพูดว่า “ประชาธิปไตยและเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี” และว่า “ประชาธิปไตยแบบตลาดเสรี” น่าสงสัยว่า ในขั้นสุดท้าย ประชาธิปไตยจะเข้าคู่หรือเป็นหนึ่งเดียวกับทุนนิยมได้จริงหรือไม่ หรือมิฉะนั้นก็น่าสงสัยว่า ประชาธิปไตยที่เข้าคู่หรือเป็นหนึ่งเดียวกับทุนนิยมนั้น จะเป็นประชาธิปไตยที่ดีจริงหรือไม่

ลัทธิทุนนิยม กับลัทธิสังคมนิยม ที่มองเห็นกันโต้งๆ ว่า เป็นระบบสองอย่างต่างกันที่ขัดแย้งกันอย่างตรงข้ามนั้น ว่าที่จริงแล้วก็รวมลงในวัตถุนิยมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งสองอย่างนั่นแหละ และทั้งสองลัทธินั้นก็ล้วนตั้งอยู่บนฐานแห่งแนวความคิดแบบก้าวร้าวแบ่งแยกทั้งสามด้วยกันทั้งคู่ การล่มสลายของลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสต์มิใช่เป็นเครื่องบ่งบอกว่า ลัทธิทุนนิยมจะเป็นระบบที่ถูกต้องดีงามแต่อย่างใด ในทางตรงข้าม มันกลับชี้นัยว่า ในบรรดาลัทธิวัตถุนิยมที่ครอบงำโลก ๒ แบบนั้น เมื่อความล้มเหลวของลัทธิหนึ่งปรากฏออกมาแล้ว ความล้มเหลวของอีกลัทธิหนึ่งก็เป็นที่คาดหมายได้ ขณะนี้ ไม่ว่าใครๆ ก็ได้ยินเสียงร้องทุกข์โอดครวญมากมายเกี่ยวกับผลร้ายที่เกิดขึ้นแก่สังคมและสภาพแวดล้อม จากความเจริญทางเศรษฐกิจ ตามแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ดำเนินตามระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ประชาธิปไตยจะดีงามประเสริฐได้ ก็ต้องชำระสะสางตัวเองให้หมดจดจากเชื้อร้ายที่ว่ามาแล้ว และตั้งมั่นอยู่บนรากฐานทางอุดมการณ์ที่ผุดผ่องดีงาม ส่วนเศรษฐกิจนั้นเล่า ก็จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง มิใช่เพียงแค่ปฏิรูปหรือแปรรูปใหม่เท่านั้น แต่จะต้องพลิกผันรากฐานทางทฤษฎีกันใหม่เลยทีเดียว

พุทธวิธีแก้ปัญหาเพื่อศตวรรษที่ ๒๑ (A Buddhist Solution for the Twenty-first Century)

อิสรภาพในความหมายที่ถูกต้องครบสามขั้นเป็นฐานของระบบความสัมพันธ์ที่ประสานกลมกลืน ระบบประนีประนอมบนฐานความคิดที่ผิดควรต้องปิดฉากลงไปด้วยกันกับศตวรรษที่ ๒๐

No Comments

Comments are closed.