อารยธรรมไม่นำสู่ความเกษมศานติ์ เพราะสร้างสรรค์มาบนรากฐานที่เป็นปัญหา

28 สิงหาคม 2536

อารยธรรมไม่นำสู่ความเกษมศานติ์
เพราะสร้างสรรค์มาบนรากฐานที่เป็นปัญหา

แม้แต่วิทยาการต่างๆ ซึ่งเป็นที่มาของความเจริญของโลกยุคปัจจุบัน หรือว่าเป็นแหล่งของอารยธรรมปัจจุบันนี้ ที่แบ่งกันเป็น ๓ หมวดใหญ่ๆ คือ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ หรือ the natural sciences แล้วก็สังคมศาสตร์ หรือ the social sciences และมนุษยศาสตร์ หรือ the humanities นั้น ก็แทบจะไม่รู้ตัวกันเลยว่าได้เจริญมาตามแนวคิด หรือทิฏฐิทั้ง ๓ ประการนี้

ในที่นี้อาจจะพูดคร่าวๆ โดยยังไม่วิเคราะห์ เอาเป็นแบบง่ายๆ ชนิดพอผ่านหูไว้ก่อนว่า

หมวดหรือพวกที่ ๑ คือ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (the natural sciences) นั้น ได้เจริญมาตามวิถีของทิฏฐิ คือตามแนวคิดของมนุษย์ที่มุ่งมองออกไปในการที่จะพิชิตธรรมชาติ หรือว่าแยกตัวต่างหากออกมาจากธรรมชาติ แล้วก็พยายามที่จะพิชิตธรรมชาติ

หมวดหรือพวกที่ ๒ คือ สังคมศาสตร์ (the social sciences) ได้เจริญมาในแนวทางของคนที่มองมนุษย์ทั้งหลายอย่างที่ไม่เป็นเพื่อนมนุษย์ต่อกัน แต่มองแบบแบ่งแยกว่าเป็นพวกนั้น พวกนี้ ที่จะแก่งแย่งครอบงำกัน คือเป็นสังคมศาสตร์ในทรรศนะแบบมุ่งอำนาจ มองเห็นมนุษย์แต่ในแง่ของการแก่งแย่งช่วงชิงและครอบงำกัน อยู่ในระบบของการแข่งขันเป็นสำคัญ

หมวดหรือพวกที่ ๓ คือ มนุษยศาสตร์ (the humanities) ก็เจริญมาในแนวคิดของคนที่มองความหมายของอิสรภาพ หรือ freedom ซึ่งเป็นจุดหมายของชีวิต ในแง่ของการแผ่ขยายพลังอำนาจออกไปนอกตัวในการที่จะได้เป็นใหญ่ที่จะทำอะไรๆ ได้ตามปรารถนา หรือแม้แต่จะครอบงำเป็นใหญ่เหนือธรรมชาติและเหนือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คือมองไปที่ความเป็นใหญ่เหนือสภาพภายนอกทั้งหมด ซึ่งเป็นทิฏฐิต้นตอที่ได้เป็นฐานให้แก่การพัฒนาวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ด้วยซ้ำไป

หมายความว่า แนวคิดของมนุษยศาสตร์นี้ เป็นฐานเดิมของแนวคิดของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และสังคมศาสตร์ด้วย

เมื่อมองอิสรภาพ หรือ freedom ในความหมายอย่างนี้ ก็ทำให้มองความหมายของความสุขไปในแนวทางเดียวกัน คือมองเห็นความสุขเนื่องกันอยู่กับอิสรภาพชนิดที่จะไปเป็นเจ้าเป็นใหญ่ เหนือสิ่งภายนอก ได้แก่การที่จะเอาสิ่งภายนอกมาบำเรอตนเอง เช่นการที่จะเสพวัตถุได้เต็มที่

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ย่อมมีความเป็นไปได้มากที่วิทยาการต่างๆ จะเปิดช่องให้แก่การใช้ศักยภาพไปในทางที่จะสนองความโลภ ที่มุ่งจะได้สิ่งต่างๆ เอาเข้ามาให้แก่ตนแบบเห็นแก่ตัว มัวเมาเสพสุขบำรุงบำเรอตน แล้วก็มุ่งอำนาจในการที่จะเป็นใหญ่เหนือธรรมชาติและมนุษย์อื่น

ดังได้กล่าวแล้วว่า ถ้าคนมีทิฏฐิ มีแนวความคิด ความเชื่อถือ และยึดถืออย่างนี้แล้ว ถึงจะแก้ความโลภ หรือความเห็นแก่ตัว และโทสะความเกลียดชังอย่างไร ก็แก้ไม่ตก แก้ไม่สำเร็จ ปัญหาต่างๆ ในโลกไม่มีทางแก้ได้ ถ้ามนุษย์ยังมีทิฏฐิแบบนี้

ยิ่งต่อไปนี้ประชากรโลกจะเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับที่ทรัพยากรธรรมชาติจะยิ่งลดน้อยลง และธรรมชาติแวดล้อมก็เสียมากขึ้นๆ ความเชื่อหรือการมีทิฏฐิคือแนวความคิดที่ว่ามาทั้งสามประการนี้ จะทำให้ปัญหามีแต่รุนแรงยิ่งขึ้น เพราะว่าเมื่อคนมากขึ้น และทรัพยากรน้อยลง ความเชื่อในการมีอิสรภาพ และความสุข ด้วยการออกไปพิชิตธรรมชาติในภาวะที่มนุษย์มองแบ่งแยกกันเป็นคนละกลุ่มคนละพวกอย่างนี้ ก็จะยิ่งบีบให้คนต้องเบียดเบียนแย่งชิงกันหนักขึ้น รุนแรงยิ่งขึ้น และทำลายธรรมชาติ ผลาญทรัพยากรรวดเร็วยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ทิฏฐิที่ผิดสามอย่างนี้ยังได้ชักนำมนุษย์ให้พัฒนาวิถีการดำเนินชีวิตที่ก่อให้เกิดผลร้ายแก่ชีวิตและสังคมแพร่ระบาดทั่วไป เช่น การติดสิ่งเสพติด ความรุนแรงต่างๆ ความเครียด โรคจิต การฆ่าตัวตาย ตลอดจนโรคเอดส์ เพราะฉะนั้นจึงได้กล่าวว่า ประชากรของโลกในศตวรรษที่ ๒๑ กำลังจะต้องได้รับผลกรรมของพวกเราที่ทำไว้ในศตวรรษที่ ๒๐ นี้อย่างหนัก

ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การแก้ไขปัญหาความโลภ ความโกรธ ความเห็นแก่ตัว การแย่งชิงสิ่งเสพบำรุงบำเรอ และการเกลียดชังทำลายซึ่งกันและกันนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องแก้ไขก็จริง แต่จะแก้ไขได้ ต้องแก้ให้ถึงขั้นทิฏฐิ ไม่ให้ความโลภและความเกลียดโกรธนั้นมีที่ยึดที่เกาะที่ก่อตัวจับตัวจนกลายเป็นสภาพเหนียวแน่น ยืดเยื้อ มั่นคง ส่งผลกว้างไกล และยาวนาน

พุทธวิธีแก้ปัญหาเพื่อศตวรรษที่ ๒๑ (A Buddhist Solution for the Twenty-first Century)

เมื่อเป็นการพัฒนา บนฐานของปัญหาไม่ว่าจะเจริญเพียงใด ปัญหาก็ต้องเจริญตามไป โลกเริ่มสำนึกรู้ตัว และจับจุดของปัญหาได้ แต่จะแก้ไขสำเร็จ ต้องมองสาเหตุให้ได้ครบทั่ว

No Comments

Comments are closed.