- นำเรื่อง
- อดีตสร้างปัจจุบัน – เหตุปัจจัยมากมาย กว่าจะได้ผลผลิต
- ผลผลิตบัดนี้ ผลิตผลเบื้องหน้า
- ชวนกันสรรค์อนาคต – สมานฉันท์ และสามัคคี ชนิดไหนที่ขณะนี้ต้องการ
- อย่ามองข้ามสมานฉันท์ ในการทำบุญขั้นพื้นฐาน
- คนไทยชอบทำบุญแล้ว ถ้าศึกษาบุญด้วย จะเยี่ยมยอด
คนไทยชอบทำบุญแล้ว ถ้าศึกษาบุญด้วย จะเยี่ยมยอด
การทำบุญขั้นพื้นฐานนี้ บางทีเราก็ไม่ได้นึกถึง คอยจะมองข้ามไปเสีย ที่จริงก็คือการพัฒนาชีวิต พัฒนาสังคม ในทางที่ถูกต้อง อย่างบริสุทธิ์ใจนั่นเอง
บุญของมาณพ ๓๓ คน ที่มีมฆมาณพเป็นผู้นำนี้ ถ้าใช้ภาษาปัจจุบัน ก็คือการมาช่วยกันพัฒนาหมู่บ้าน พัฒนาชุมชนนั่นเอง แต่ภาษาเก่าเรียกว่า “ทำบุญ” คือ การเห็นแก่ประโยชน์สุขร่วมกัน ของตนเองและของผู้อื่น ของส่วนรวม ของชุมชน ของหมู่บ้าน แล้วมาช่วยกันบำเพ็ญประโยชน์ มาสร้างสิ่งสาธารณูปโภค ทำสิ่งที่จะช่วยให้เกิดความร่มเย็นปลอดภัย
นอกจากความเป็นอยู่สัปปายะด้านวัตถุแล้ว ที่ขาดไม่ได้ก็คือ การชักชวนชักนำกันให้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ไม่ก่อความเดือดร้อนเบียดเบียนกัน แต่ให้เกื้อกูลกัน พูดสั้นๆ ว่า ให้ตั้งอยู่ในศีลในธรรม ดังที่ท่านเล่าไว้ในเรื่องนี้ด้วยว่า มาณพ ๓๓ คนนี้ ได้ช่วยแนะนำชักจูงคนที่มีติดยาเสพติด กินเหล้าเมายา ให้ละเลิก และชวนให้ตั้งตนอยู่ในศีล ในธรรม
นี่แหละ บุญนี้คลุมไปหมด ตั้งแต่ในบ้านไปจนถึงทั้งสังคม ตั้งแต่เรื่องวัตถุไปจนถึงเรื่องนามธรรม ทั้งทางจิตใจและปัญญา
เพราะฉะนั้น เราจะต้องหันกลับมาทบทวนความหมายของคำว่า “บุญ” กันให้ชัด อย่างน้อยก็มองบุญให้กว้างขวางทั่วถึง ถ้าทำบุญกันอย่างนี้ละก็ ชีวิต ครอบครัว หมู่บ้าน สังคม จะดีงามมีความสุขแน่นอน
ถึงเวลาจะเอาคำตรัสของพระพุทธเจ้ามาเป็นข้อสรุป สำหรับตรวจสอบการทำบุญขั้นพื้นฐานของเรา ขอให้ดูพุทธพจน์ต่อไปนี้
“ชนเหล่าใด ปลูกสวน ปลูกป่า สร้างสะพาน โรงบริการน้ำดื่ม และบึงบ่อสระน้ำ ให้ที่พักอาศัย บุญของชนเหล่านั้น ย่อมเจริญงอกงาม ทั้งคืนทั้งวัน ตลอดทุกเวลา ชนเหล่านั้น ตั้งอยู่ในธรรม ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นผู้เดินทางสวรรค์”
(ส.ส.๑๕/๑๔๖/๕๖)
เมื่อกี้นี้พูดแล้วว่า มาณพ ๓๓ คนนี้ ตื่นเช้าขึ้นมาก็ “ปุญญานิ กโรนฺตา วิจรนฺติ” แปลว่า เที่ยวทำบุญกันไป คือเที่ยวทำความดี หรือเที่ยวบำเพ็ญประโยชน์ต่างๆ ถ้าสังคมไทยเอาใจใส่ไม่ละเลยการทำบุญแบบนี้กัน แล้วเอาไปประสานกับบุญชั้นลึกเข้าไปที่เราชอบทำกันอยู่แล้ว ชีวิตและสังคมก็จะดีงามร่มเย็นเป็นสุขอย่างแท้จริง
คนไทยเราชอบทำบุญกันนัก ก็ดีอยู่ แต่มักทำไปโดยไม่รู้เข้าใจ แม้แต่ว่าบุญคืออะไร บุญเป็นอย่างไร จึงน่าเสียดายอย่างยิ่ง ถ้าคนไทยชอบทำบุญ และชอบศึกษาบุญด้วย คนไทยและสังคมไทยจะดีเลิศประเสริฐยอดเยี่ยม
สาระของเรื่องกำเนิดพระอินทร์ที่เล่ามานี้ ก็คือ ความใฝ่ปรารถนาต่อความดีความงามความรื่นรมย์ร่มเย็นและประโยชน์สุข ที่จะทำให้เกิดขึ้นแก่ชุมชน เป็นต้น ที่เรียกว่า ฉันทะ ซึ่งคนเหล่านี้มีเสมอเหมือนกัน เรียกว่า สมาน กัน เป็นสมานฉันท์แล้ว ก็ทำให้เกิดความสามัคคีมีกำลัง ชนิดที่มาร่วมแรงร่วมใจกันทำงานทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์
สมานฉันท์แบบที่ว่านี้แหละ ทำให้เกิดงานเกิดการที่เป็นการสร้างสรรค์อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาให้สงบจากการทะเลาะวิวาท ให้คนเลิกรบราฆ่าฟันก่อการร้ายกันเท่านั้น แต่มันก้าวไปไกลกว่านั้น โดยทำให้เกิดการกระทำในทางก่อกุศลคือก่อการดีด้วย
นอกจากนั้น เมื่อคนมีสมานฉันท์ในการทำบุญขั้นพื้นฐานได้แล้ว เขาก็จะขยายออกไปมีสมานฉันท์ในเรื่องราวกิจการในระดับและขอบเขตที่กว้างใหญ่ขึ้นไป เช่นในระดับชาติได้ แต่ตรงข้าม ถ้าแม้แต่ในเรื่องพื้นฐานแค่ประโยชน์สุขแห่งชุมชนของตน คนก็ยังไม่มีสมานฉันท์ ไม่เคยได้ฝึกกัน จะหวังให้เขามีสมานฉันท์ขั้นใหญ่กว้าง ก็คงจะหวังได้ยาก
สมานฉันท์เป็นเรื่องของการที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ควรพูดถึงสมานฉันท์อยู่แค่จะแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาท แต่ต้องพูดถึงการที่จะรวมกำลังสามัคคีในการสร้างสรรค์ประโยชน์สุขความดีงามและความเจริญก้าวหน้าต่อไป
เอาละ เป็นอันว่าจบเรื่องนี้ไปตอนหนึ่งว่า มาณพ ๓๓ คนนี่แหละ ตายแล้วก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ และเรียกสรรค์ชั้นนี้ว่า ดาวดึงส์ คือ สวรรค์ชั้น ๓๓ คน โดยตัวพระโพธิสัตว์ที่เป็นหัวหน้าก็ไปเป็นพระอินทร์หรือท้าวสักกะ

No Comments
Comments are closed.