พอเห็นงานและปัญหาเป็นเวทีพัฒนาตน งานก็ยิ่งได้ผล และคนก็ยิ่งเป็นสุข

1 กันยายน 2540

พอเห็นงานและปัญหาเป็นเวทีพัฒนาตน งานก็ยิ่งได้ผล และคนก็ยิ่งเป็นสุข

ยิ่งกว่านั้นก็คือ เราไม่ใช่ได้ความรู้ข้อมูลเฉยๆ ดังได้กล่าวแล้วว่า มนุษย์เราเป็นสัตว์ที่เก่งในการเรียนรู้ และเราเป็นสัตว์ประเสริฐได้ด้วยการเรียนรู้ เราจึงควรหัดมองให้ได้ประโยชน์สูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่งคือ มองเป็นการเรียนรู้ที่จะได้ฝึกฝนพัฒนาตน

เราอยู่ในโลกนี้ ถ้าเรารู้จักมอง เราก็ได้ตลอด การได้ที่ประเสริฐก็คือได้เรียนรู้แล้วจะได้นำไปใช้พัฒนาตน งานการที่ทำก็เป็นเวทีพัฒนาตัวเราเอง แม้แต่ประสบการณ์ทั่วๆ ไปก็เป็นประโยชน์ในการพัฒนาชีวิต

งานการเป็นเครื่องพัฒนาตัวเราอย่างไร คนเรานี้ที่ได้พัฒนาความรู้ความสามารถ ส่วนมากก็มาจากการงานที่ทำนี่แหละ ได้พูดแล้วว่าการงานที่เราทำเป็นชีวิตส่วนใหญ่ของเรา คนเราแต่ละคนกว่าจะโตมาก็ได้เรียนรู้จากสิ่งที่ตัวเองได้ทำนี่แหละ ดังนั้น ถ้าเราตั้งใจฝึกตัวจากงาน เราก็จะได้ความรู้ความสามารถตลอดจนความชำนาญมากมาย

นอกจากนั้น การพัฒนาทางจิตใจเราก็ได้ ด้วย เพราะเมื่อทำงานไป เราก็ได้ฝึกความขยัน ความเพียร ความอดทน ความรู้จักรับผิดชอบ ได้ พัฒนาคุณธรรมต่างๆ ตลอดจนได้รู้จักการอยู่ร่วม กับผู้อื่น รู้จักทำงานร่วมกัน และเราก็พัฒนาสติปัญญาไปด้วย ได้ทั้งความรู้ในตัวงาน การรู้จักคิด แก้ไขปัญหา การจัดการหรือดำเนินงานต่างๆ ตลอดจนความรู้จักเข้าใจโลกและชีวิต ทุกอย่างนี้ เราเรียนรู้และฝึกหัดอยู่ตลอดเวลา แต่ก็จะให้ได้ผลจริง เราจะต้องตั้งใจ และทำด้วยความรู้เข้าใจ

ด้วยวิธีนี้เราก็ใช้งานเป็นเวทีฝึกตัวเอง แล้วเราจะรู้สึกว่าเราเดินหน้าก้าวไปเรื่อยๆ พร้อมกันนั้น นอกจากสุขจากการทำงานเพื่อผลของมัน เราก็มีความสุขกับการพัฒนาตัวของเราเอง

เพราะฉะนั้น คนที่ฉลาดก็ใช้ธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ให้เป็นประโยชน์ เขาจะมองในแง่ที่ว่าต้องใช้งานเป็นเวทีฝึกฝนพัฒนาตัวเอง หรือเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ เมื่อเขามองงานเป็นสนามฝึกชีวิต หรือเป็นเวทีพัฒนาตน ก็หมายความว่า เขาชอบพัฒนาตน หรืออยากฝึกตัว

เมื่อเขาทำงาน เขาก็ได้สนองความต้องการในการฝึกตนนั้น เมื่อความต้องการในการฝึกตนนั้น เมื่อความต้องการได้รับตอบสนอง เขาก็มีความสุข เพราะฉะนั้น เขาก็มีความสุขไปด้วยในการทำงานที่ทำให้เขาได้พัฒนาตัวเอง ซึ่งเป็นความสุขที่มีได้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน

ย้อนกลับไปถามว่า ชีวิตที่ดี คือ ชีวิตอย่างไร? ก็คือชีวิตที่มีโอกาสได้ฝึกฝนตนมากๆ คนที่ทำงานควรดีใจว่าเราเป็นคนที่มีโอกาสฝึกตัวเอง เพราะฉะนั้น จึงควรใช้โอกาสนั้นให้เป็นประโยชน์ด้วยการฝึกเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการหาความสุขจากการทำงานไปด้วยในตัว

เป็นอันว่า การทำงานโดยดำเนินชีวิตให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาติคือต้องการผลที่ตรงตามเหตุซึ่งเป็นตัวงานแท้ๆ ก็ทำให้ได้ความสุข การมองงานเป็นเวทีที่พัฒนาชีวิตของตนเอง เป็นที่เรียนรู้ ก็ทำให้ได้ความสุข แม้แต่การพบเห็นผู้คน เช่นเห็นคนไข้มา แล้วมองในแง่ที่เป็นการเรียนรู้ ว่าผู้คนต่างๆ กัน บางคนมีความสุข บางคนมีความทุกข์ แต่ละคนมีจริตนิสัยใจคอต่างๆ กัน เนื่องจากเขาฝึกฝนอบรมหรือพัฒนาตัวเองมาต่างกัน หรือมีประสบการณ์ต่างๆ กัน มองเป็นเรื่องของการได้เรียนรู้ทั้งหมด พอได้รู้สึกว่าเรียนรู้แล้วก็สบายใจ และยังเป็นข้อมูลแง่คิดที่จะเอาไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้ด้วย

นอกจากนั้นก็มองตามเหตุปัจจัย คือไม่มองเข้าหาความชอบใจไม่ชอบใจของตัวเอง เรียกว่าไม่มองเข้ามากระทบตน หรือไม่สร้างตัวตนขึ้นมารับกระทบ

คนเราที่มีทุกข์ส่วนมากเป็นเพราะคอยมองเข้าหาตัวเอง พอมีอะไรเกิดขึ้นก็รู้สึกกระทบตัวเองไปหมด เพราะมีความชอบใจและไม่ชอบใจเป็นพื้นที่จะใช้ตัดสินอยู่ข้างใน ถ้าเราไม่มองแบบเอาเข้ามากระทบตัวตนของเรา ไม่ว่าจะเห็นภาพเห็นอาการที่น่าชอบใจหรือไม่น่าชอบใจ ก็มองแค่เป็นเรื่องที่ได้เรียนรู้ทั้งนั้น แล้วก็มองไปตามเหตุปัจจัย ตามเรื่องของมัน ตามหลักความจริงที่ว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย ก็มีแต่ได้ประโยชน์ และปัญหาก็ไม่เกิดขึ้น

คนไข้หน้าบึ้งมา ก็มองให้เป็นไปตามเหตุปัจจัย อย่ามองกระทบตัวเอง ถ้ามองกระทบตัวเองก็คือมองตามชอบใจ ไม่ชอบใจ เมื่อเห็นคนไข้หน้าบึ้งมา มองแล้วไม่ถูกตา ไม่ถูกใจก็จะเกิดปฏิกิริยาเช่นโกรธเขา หรือแสดงกิริยาวาจาโต้ตอบ เป็นปัญหาทันที

แต่ถ้าเห็นคนไข้หน้าบึ้งมา เขาพูดไม่ดี เราไม่มองเข้ามาหาตัวเราที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจ แต่มองตามเหตุปัจจัย เราก็มองที่ตัวเขาต่อไป แล้วความคิดเชิงปัญญาก็จะตามมาว่า โอ! คนไข้คนนี้อาจจะยากจนนะ เขาอาจจะมีปัญหาครอบครัว มีเรื่องที่บ้าน อาจจะมีปัญหากับสามี หรือภรรยา หรือมีปัญหาเป็นห่วงลูก หรือเขาห่วงกังวลเรื่องการเงิน หรือเขามีเรื่องลำบากทุกข์ใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เหตุปัจจัยของการหน้าบึ้งนั้นอยู่ที่ตัวเขาไม่เกี่ยวกับเรา เราต้องพยายามคิดค้นหาเพื่อช่วยเขาแก้ปัญหา ถ้าสงสัยก็อาจสอบถามว่าคุณมีปัญหาอะไร มีความลำบาก หรือกังวลใจอะไรหรือเปล่า เมื่อถามก็จะได้ความรู้ เมื่อรู้แล้วก็จะเกิดความสงสารเห็นใจเขา แล้วก็ช่วยเหลือปลดเปลื้องบรรเทาทุกข์ให้เขา

ถ้าไม่มองแบบกระทบตนแล้ว นอกจากสบายใจ ก็ยังกลายเป็นว่า จะสามารถช่วยแก้ปัญหาให้แก่ผู้อื่น พร้อมกับตัวเองก็ได้คุณธรรมคือเมตตากรุณาขึ้นมาด้วย การมองอย่างนี้จึงเป็นการศึกษาตลอดเวลา เมื่อศึกษาก็ได้ปัญญา เมื่อได้ปัญญาก็แก้ปัญหาได้ ปัญหานั้นคู่กับปัญญา ถ้าใครไม่รู้จักปฏิบัติต่อปัญหา เขาก็ได้ความทุกข์ พอเจอปัญหาก็หงุดหงิดงุ่นง่านว่าปัญหามาแล้ว ก็เกิดความไม่สบายใจ ก็กลายเป็นความทุกข์ขึ้นมา

คนที่มองว่าชีวิตของเราคือการฝึก พอเจอปัญหาแล้วสู้ปัญหาไม่ถอย ก็จะได้ฝึกตน เพราะการสู้ปัญหาทำให้เกิดปัญญา การสู้ปัญหาคือการมีความเพียรพยายามที่จะแก้ปัญหา ซึ่งทำให้คิดค้นขวนขวาย เมื่อคิดหาทางแก้ปัญหา ปัญญาก็พัฒนาขึ้นมา พอสู้ปัญหาก็เกิดปัญญา พอได้ปัญญาก็หมดปัญหา จึงเป็นการพัฒนาตัวเองยิ่งขึ้น

คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั้นมักประสบความสำเร็จจากการสู้ปัญหา โดยเฉพาะการเผชิญปัญหาที่ยากหรือสู้สิ่งที่ยาก เมื่อพยายามแก้ไข เขาก็พัฒนาตัวเองให้มีความสามารถยิ่งขึ้น เข้มแข็งยิ่งขึ้น รู้เข้าใจเกิดปัญญายิ่งขึ้น จนกระทั่งประสบความสำเร็จ

ถ้าใครไม่เคยประสบปัญหา ไม่เคยพยายามแก้ปัญหา ชีวิตจะเจริญพัฒนาได้อย่างไร คนที่คิดจะเอาแต่สบาย ไม่สู้ปัญหา ไม่สู้สิ่งที่ยาก ก็อยู่อย่างเดิมเท่านั้นแหละ อย่างคนที่ชอบทำแต่งานง่ายๆ เขาจะพัฒนาตัวเองได้อย่างไร เขาอยู่อย่างไรก็ได้แค่นั้น แต่คนที่สู้ปัญหา สู้สิ่งยาก จะได้พัฒนาตัวเองตลอดเวลา

ฉะนั้น คนที่มีจิตสำนึกในการศึกษา หรือมีจิตสำนึกในการฝึกตน จะมองปัญหาหรือสิ่งที่ยาก เป็นเวทีฝึกตัวเอง ถ้าเราพยายามฝึกตัวอย่างนั้น เราจะรู้สึกว่าเราได้จากปัญหา ได้จากสิ่งที่ยาก พอรู้สึกว่าเราจะได้ เช่นจะได้ฝึกตัว จะได้ความรู้ความสามารถ จากปัญหา หรือจากสิ่งที่ยากนั้น เราจะเกิดความพอใจ และยินดีที่จะเผชิญปัญหาและสิ่งที่ยากนั้น ใจที่ยินดีขึ้นมาก็จะทำให้เต็มใจและตั้งใจทำงาน จึงทำให้มีความสุขด้วย และการทำงานก็ได้ผลด้วย

แต่คนที่ไม่สู้ปัญหา จะแย่ เขาจะเจอแต่ความทุกข์ พอเจอปัญหาก็ท้อใจ พอท้อใจตัวเองก็มีความทุกข์ ก็เลยจำใจฝืนใจทำสิ่งนั้นด้วยความทุกข์ และเมื่อจำใจฝืนใจก็ทำงานนั้นไม่ได้ผลด้วย ตรงข้ามกับคนที่สู้ปัญหา มีจิตสำนึกในการฝึกตน พอเจอสิ่งที่ยากก็บอกว่า เออ ดี คราวนี้เราจะได้มาก คำว่า “ยิ่งยากยิ่งได้มาก” เป็นคติของนักฝึกตน คนที่ฝึกตนบอกว่า “ยิ่งยากยิ่งได้มาก” นี่เป็นความจริง เพราะอะไรที่ยาก กว่าจะทำได้สำเร็จเราก็ได้พัฒนามากมาย

คนที่มีคติว่ายิ่งยากยิ่งได้มาก พอเจอสิ่งที่ยากจะเกิดความชอบใจยินดีเพราะอยากจะเจออยู่แล้ว เมื่อยินดีที่จะเจอก็เกิดความเต็มใจ แล้วก็เกิดความสุข กลายเป็นว่ามีความสุขที่ได้เจอปัญหาหรือเจอสิ่งที่ทำได้ยาก และเมื่อเต็มใจทำก็ทำด้วยความสุข แล้วก็ทำได้ดีด้วย จึงประสบความสำเร็จ เพราะทำด้วยความเต็มใจและตั้งใจทำ พูดได้ว่า ถ้าใครมีจิตใจอย่างนี้ งานก็ได้ผล คนก็เป็นสุข ความสุขของคน กับความได้ผลของงาน ประสานกลมกลืนอุดหนุนกัน ไม่ขัดแย้งกันเลย

เพราะฉะนั้น คนเราจะต้องมีจิตสำนึกในการฝึกฝนตนเอง ใฝ่ใจศึกษาชอบพัฒนาตนเอง โดยถือเป็นหลักประจำใจไว้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐด้วยการฝึก เราจะอยู่ไปตามสัญชาตญาณเหมือนสัตว์ชนิดอื่นไม่ได้ สัตว์ชนิดอื่นอยู่ได้ด้วยสัญชาตญาณ มันไม่ต้องลงทุน มันไม่ต้องเรียนรู้ แต่มันก็เสียเปรียบ เพราะมันมีสัญชาตญาณอย่างไรจนตายก็ได้แค่นั้น ต่างจากมนุษย์ซึ่งเริ่มจากจุดที่ไม่มีอะไรเลย แต่เพราะมีการเรียนรู้ ได้ฝึกฝนพัฒนาตัวเอง กว่าจะตาย จึงเปลี่ยนแปลงไปมากมาย บางคนประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ สามารถช่วยเหลือให้มนุษย์อื่นพลอยมีความสุขไปด้วย เป็นจำนวนล้าน จำนวนแสน แต่ถ้าไม่ฝึกตน มนุษย์นี้จะกลับเป็นโทษยิ่งกว่าสัตว์ชนิดอื่น เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่สามารถสร้างทุกข์และความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นเป็นแสนเป็นล้านหรือหลายสิบล้านทีเดียว

ความเป็นมนุษย์นี้จึงอยู่ที่การฝึก หรืออยู่ที่การศึกษาแท้ๆ เราจึงควรนำเอาหลักการนี้ซึ่งเป็นความจริงตามธรรมดาของธรรมชาติมาใช้ให้เป็นประโยชน์ โดยเอาการทำงานเป็นเวทีฝึกศึกษาพัฒนาตน พร้อมทั้งมองปัญหาเป็นที่ทำงานของปัญญาว่า ปัญหาคู่กับปัญญา ถ้าเจอปัญหาเราต้องพลิกผันมันให้เป็นปัญญา เราต้องเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา คนผู้ใดเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญาได้ คนนั้นเก่งมาก เขาจะประสบความสำเร็จ เพราะคนได้ปัญญาจากการสู้ปัญหานี้เอง

สรุปว่า เคล็ดลับในการสร้างความสุขและความเจริญก้าวหน้าก็คือ เราจะต้องเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา หลักข้อนี้ให้จำไว้เลย เมื่อถือหลักนี้แล้ว ต่อไปเราจะเห็นคุณค่าของงานมากขึ้น

ทำอย่างไรจะให้งานประสานกับความสุข

สร้างสรรค์ สิ่งประดิษฐ์ภายนอกแล้ว อย่าลืมสร้างสรรค์ความสุขภายในด้วย ทำงานคือได้สร้างสรรค์ประโยชน์ จึงยิ่งสุขที่รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า

No Comments

Comments are closed.