พระเจ้าอโศกใช้ทรัพย์และอำนาจทำบุญอะไร

12 มกราคม 2550

พระเจ้าอโศกใช้ทรัพย์และอำนาจทำบุญอะไร

เมื่อเราดูประวัติศาสตร์ จะเห็นว่า ชาวพุทธที่ยิ่งใหญ่หรือเป็นผู้นำสมัยก่อน เอาใจใส่ให้ความสำคัญในการทำบุญขั้นพื้นฐานนี้อย่างจริงจัง

ดูง่ายๆ ไม่นานหลังพุทธกาล ประมาณ พ.ศ.๒๑๘ มีพระเจ้าแผ่นดินที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ถือกันว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ชาวพุทธรู้จักดี คือ พระเจ้าอโศกมหาราช

พระเจ้าอโศกมหาราชนี้ก็ทำบุญมากมายเหมือนกัน แล้วก็เอาจริงเอาจังกับการทำบุญขั้นพื้นฐานแบบเดียวกับมาณพ คนนี้แหละ มองได้ว่า คงจะทรงปฏิบัติตามพุทธพจน์ในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๕ ที่ยกมาเมื่อกี้ เรื่องนี้เห็นได้จากพระราชดำรัสที่เขียนไว้ในศิลาจารึกว่า

ตามถนนหนทาง ข้าฯได้ให้ปลูกต้นไทรขึ้นไว้เพื่อเป็นร่มเงาแก่สัตว์และมนุษย์ทั้งหลาย ให้ปลูกสวนมะม่วง ให้ขุดบ่อน้ำไว้ทุกระยะครึ่งโกรศะ (ประมาณ ๒ กม.) ให้สร้างที่พักคนเดินทาง และให้สร้างอ่างเก็บน้ำจำนวนมากไว้ในที่ต่างๆ

ตอนแรก พระเจ้าอโศกนี่ดุร้ายมาก เรียกกันว่า พระเจ้าจัณฑาโศก แปลว่า อโศกผู้ดุเดือด หรืออโศกจอมโหด เพราะเที่ยวรบราฆ่าฟัน แย่งชิงดินแดนเขา ฆ่าคนตายมากมาย แต่ต่อมาสลดพระทัย เลิกสงคราม หันมานับถือพระพุทธศาสนา จึงปฏิบัติธรรม ก็ทำบุญทำกุศล

ก่อนหน้านั้น พระเจ้าอโศกหาทรัพย์ หาลาภ หายศ หาอำนาจ ก็เพื่อจะบำรุงบำเรอตัวเอง เพื่อความยิ่งใหญ่ใช้อำนาจ แต่พอหันมานับถือพระพุทธศาสนา และปฏิบัติธรรมแล้ว ก็เอาลาภยศ เอาทรัพย์และอำนาจนั้นมารับใช้ธรรม

ลาภยศ หรือทรัพย์กับอำนาจนี้ ถ้าเอาไปใช้ในทางร้าย (คือรับใช้ตัณหา-มานะ-ทิฏฐิ = อยากได้ อยากใหญ่ เอาแต่ความคิดเห็นของตน) ก็เป็นการเบียดเบียนข่มเหงผู้อื่น นำไปสู่ความลุ่มหลงมัวเมา ทำให้เกิดความทุกข์ยากเดือดร้อนกันมาก และในที่สุดก็ต้องประสบความวิบัติถึงความพินาศ แต่ถ้าเอาไปใช้ในทางดี ทรัพย์ อำนาจ เกียรติยศ บริวาร นั้น กลับเป็นเครื่องมือหรือเป็นโอกาสให้ทำการสร้างสรรค์ได้มากมาย

ลองพิจารณาดูสิ คนที่มีสติปัญญาดี อยากจะทำดี ตั้งใจดี แต่ถ้าเขาไม่มีทรัพย์ ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีฐานะ ไม่มีอำนาจ ไม่มีบริวาร ไม่มีกำลัง ถึงจะมีความคิดดีๆ ก็ทำได้นิดเดียว แต่ถ้าเป็นคนดี มีสติปัญญา และมีความคิดดีๆ แล้วทรัพย์ก็มาก อำนาจก็มี บริวารก็เยอะด้วย ทีนี้ ละ เขาจะทำงานใหญ่ดีๆ ได้สำเร็จ ทำการสร้างสรรค์ได้มากมาย

ก็เหมือนพระเจ้าอโศกนี้แหละ แต่ก่อนนั้นได้แต่หาลาภ หาทรัพย์ หายศ หาอำนาจ เพื่อจะเอามาประกาศความยิ่งใหญ่ข่มขู่ครอบงำคนอื่น และบำรุงบำเรอตัวเอง ตอนนี้พลิกกลับเลย เปลี่ยนมาหาธรรม

เมื่อธรรมสอนให้ทำความดี ให้ทำบุญบำเพ็ญประโยชน์ พระเจ้าอโศกก็เอาทรัพย์ เอายศ เอาอำนาจความยิ่งใหญ่ยศศักดิ์บริวารนั้น ไปใช้ในการทำความดีสร้างสรรค์ประโยชน์สุขแก่ประชาชน พระองค์มีทรัพย์ยศมากนักหนา ก็เลยทำบุญสร้างประโยชน์สุขได้มากมายเหลือเกิน

พระเจ้าอโศกทำอะไร? อ๋อ… ก็ทำคล้ายกับมาณพ ๓๓ คนนั้น แหละ แต่ทำได้ในขอบเขตกว้างขวางกว่า มาณพ ๓๓ คนนั้น อยู่แค่หมู่บ้าน ในตำบล ในอำเภอ เขาก็ทำได้แค่หมู่บ้าน แค่ชุมชน แต่พระเจ้าอโศกนี้ทำได้ทั่วประเทศเลย ทั่วชมพูทวีป คือประเทศอินเดียสมัยนั้น ที่เรียกว่า มคธ ซึ่งใหญ่กว่าอินเดียสมัยปัจจุบันด้วยซ้ำ

ไม่ต้องพูดถึงอินเดียสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้แต่อินเดียปัจจุบันนี่ก็ใหญ่กว่าประเทศไทยถึง ๖ เท่า (ประเทศไทยมีเนื้อที่ ๕ แสนตารางกิโลเมตร อินเดียมีพื้นที่ ๖ เท่าของเรา ก็คือ ๓ ล้านตารางกิโลเมตร)

พระเจ้าอโศกเป็นมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ มีอำนาจเต็มที่ มีทรัพย์สินเหลือล้น ทำความดีอะไรที่ว่าคล้ายกับมาณพ ๓๓ คน แต่กว้างใหญ่กว่า

เริ่มด้วยสร้างถนนหนทาง เชื่อมต่อท้องถิ่นต่างๆ ให้ประชาชนเดินทางไปมาถึงกันได้สะดวก แล้วบนถนนหนทางเหล่านั้น ก็สร้างที่พักคนเดินทางเป็นระยะๆ กี่กิโลเมตรจำไม่ได้ ศิลาจารึกใช้คำว่า “ครึ่งโกสะ” ตอนนี้ก็เถียงกันเรื่องมาตราว่า โกสะนี้ คือกี่กิโลเมตรกันแน่ ก็ยุติไม่ได้ คิดคร่าวๆ ว่า ๓ หรือ ๔ กิโลเมตร เมื่อสร้างศาลาที่พักคนเดินทางแล้ว ก็ปลูกป่า ปลูกสวน ปลูกต้นไม้ ให้เป็นที่รื่นรมย์

พร้อมนั้น พระเจ้าอโศกก็ให้ขุดสร้างอ่างเก็บน้ำสำหรับการเกษตร คงเป็นทำนองชลประทาน แล้วก็สร้างโรงพยาบาล ทั้งโรงพยาบาลคนและโรงพยาบาลสัตว์ ซึ่งหาได้ยากนักที่ใครจะคิดถึง แล้วก็หาเครื่องยา คือสมุนไพร มาปลูกไว้ คือปลูกป่าสมุนไพร นี่เป็นตัวอย่างงานบุญที่พระเจ้าอโศกได้ทรงทำ

งานบุญอีกด้านหนึ่ง คือ พระเจ้าอโศกทรงสร้างวัดมากมายถึง ๘๔,๐๐๐ วัด เรียกว่า ๘๔,๐๐๐ วิหาร ทั่วมหาอาณาจักร วิหารหรือวัดนี้คืออะไร ก็คือศูนย์กลางการศึกษาของประชาชนนั่นเอง เพราะสมัยนั้นไม่มีโรงเรียนในระบบปัจจุบัน ที่เป็นระบบตะวันตก ซึ่งเราเอามาจากเมืองฝรั่ง แต่ในแบบเดิมของตะวันออกเรานี้ วัดเป็นศูนย์กลางการศึกษา

พระเจ้าอโศกมหาราชสร้างวัด ๘๔,๐๐๐ วัด บางคนชักสงสัยว่า อะไรกัน มากมายขนาดนี้เป็นจริงได้หรือ แต่ที่จริงยังน้อยกว่าประเทศชาติไทยเสียอีก ลองคิดดูให้ดี

ประเทศไทยมีเนื้อที่ ๕ แสน ตร.กม. เรามีหมื่นวัด ทีเดียว ประเทศอินเดียใหญ่กว่าไทยเรา ๖ เท่า ถ้าพระเจ้าอโศกสร้างวัดตามอัตราส่วนให้มีเท่าประเทศไทย จะต้องสร้างกี่วัด เรามี ๓ หมื่นวัด เอา ๖ คูณเข้าไป ก็เป็น ๑๘๐,๐๐๐ วัด แต่พระเจ้าอโศกสร้างแค่ ๘๔,๐๐๐ วัด นี่แสดงว่า ประเทศไทยเจริญด้วยวัดยิ่งกว่าชมพูทวีปสมัยพระเจ้าอโศกเสียอีก

แต่มองอีกที อีกแง่หนึ่ง ว่า เอ๊ะ… ที่เราเจริญด้วยวัดมากมายนี้ วัดของเราเจริญดีเหมือนวัดของพระเจ้าอโศกหรือเปล่านี่ ตอนนี้ต้องตรวจสอบตัวเองแล้ว พระเจ้าอโศกมีแค่ ๘๔,๐๐๐ วัด ในเนื้อที่ตั้งเกิน ๓ ล้าน ตร.กม. เรามีวัดโดยอัตราส่วนมากเหนือพระเจ้าอโศกตั้งเยอะ เราควรจะเจริญมากกว่าสมัยพระเจ้าอโศกอีก แต่ในแง่เนื้อหาสาระ ไม่รู้ว่าเราเจริญจริงหรือเปล่า

อันนี้ขอให้มาคิดทบทวนกันดู โดยหลักการก็คือ วัดนั้นเป็นศูนย์กลางการศึกษาของมวลชน ที่จะฝึกฟื้นพัฒนาประชาชนให้เจริญงอกงามขึ้นไปในไตรสิกขา หรือบุญสิกขา จนเต็มตามวิสัย

รวมความว่า พระเจ้าอโศกมหาราชทรงทำบุญ โดยใส่พระทัยจริงจัง ไม่ละเลยบุญขั้นพื้นฐานอย่างนี้

นี่ก็เป็นการเตือนให้เราต้องมาคิดถึงการทำบุญขั้นพื้นฐานนี้กันให้ชัด อย่างที่ว่าแล้ว ไม่ใช่มองการทำบุญกันแต่เรื่องที่จะไปวัดไปวาอย่างเดียว แต่ต้องเอามาประสานโยงกันให้ได้ทั้งหมด ทำบุญที่บ้านให้ไปโยงกับบุญที่วัด และให้บุญที่วัดกลับมาหนุนบุญที่บ้าน

เมื่อเราไปทำบุญที่วัด ถ้าพระท่านมีการศึกษาดี มีกำลังคุณธรรม มีคุณภาพที่ได้พัฒนามาดี ท่านก็มีธรรมมาให้โยม ท่านก็เอาธรรมะมาสอนโยม ชี้แนะหลักและวิธีดำเนินชีวิต ให้เราขยันหมั่นเพียรทำการงาน สร้างสรรค์ทำความดีต่างๆ และเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

เมื่อเราทำบุญด้วยการประพฤติปฏิบัติตามธรรมที่พระสอนนั้น ก็ทำให้ชีวิตและชุมชนของเราดี อยู่กันร่มเย็นเป็นสุข พอชุมชนของเราอยู่ร่มเย็นเป็นสุข เราก็ไปอุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์ และก้าวไปในบุญของเราเองที่วัดได้ดี

แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ ต่อไปก็เสื่อมหมด เพราะฉะนั้น จึงต้องตรวจดูว่า วงจรบุญของเราในเชิงอาศัยและเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ระหว่างวัดกับบ้านแบบนี้ ยังดีอยู่ไหม

ทั้งหมดนี้ อาตมภาพนำมาเล่าให้เห็น ว่า สมานฉันท์นี่เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องทำให้เกิดให้มีให้ได้ แต่ต้องเน้นสมานฉันท์ที่ทำให้เกิดความสามัคคีแบบที่ทำให้มีความมุ่งมั่นก้าวหน้าในการทำการ ไม่ใช่แค่ความสามัคคีที่อยู่นิ่งเฉย

ช่วยกันนำพาประเทศไทย ให้ก้าวไปอย่างสง่างาม ในท่ามกลางประชาคมโลก

คนไทยชอบทำบุญแล้ว ถ้าศึกษาบุญด้วย จะเยี่ยมยอด คิดใหม่ ทำใหม่ จึงจะได้ความเจริญที่พึงปรารถนา

No Comments

Comments are closed.