อย่ามองข้ามสมานฉันท์ ในการทำบุญขั้นพื้นฐาน

12 มกราคม 2550

อย่ามองข้ามสมานฉันท์ ในการทำบุญขั้นพื้นฐาน

เราพูดกันเรื่อยมาถึงความสามัคคี ครั้นถึงตอนนี้เกิดมีคำว่า สมานฉันท์ เราก็นิยมพูดกันเกร่อ จนบางทีแทบจะลืมความสามัคคี ทั้งที่เอาเข้าจริง คำว่า “สมานฉันท์” มีความหมายแค่ไหน เราก็ไม่ชัดเจนเลย

ที่จริง “สมานฉันท์” เป็นคำเก่า อาตมาก็เลยอยากจะเล่าเรื่องให้ฟัง จะได้มองเห็นว่ามันเป็นคำที่แสนจะเก่าแก่ และสมานฉันท์ที่สำคัญก็คือสมานฉันท์ที่ทำให้มาร่วมสามัคคีกันทำบุญ

ในที่นี้ จะเล่าให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง เรียกง่ายๆ ว่า เรื่องกำเนิดพระอินทร์ โยมรู้จักพระอินทร์กันทุกท่าน พระอินทร์ก็เกิดจากสมานฉันท์นี่แหละ ถ้าไม่มีสมานฉันท์ ก็ไม่มีพระอินทร์ ถ้าเป็นญาติโยมเก่าๆ ก็น่าจะรู้เรื่องของพระอินทร์นี้ว่าตามคติพระพุทธศาสนาพระอินทร์เกิดมาอย่างไร ก็เลยมาทบทวนเรื่องเก่ากันหน่อย

ได้บอกเมื่อกี้ว่า พระอินทร์นี่เป็นเรื่องที่เกิดจากสมานฉันท์ และเป็นการมาสมานฉันท์กันในการทำบุญ เรื่องเป็นอย่างไร คำในบาลีนั้นบอกความหมายของสมานฉันท์ชัดเลย และขอให้โยมสังเกตหรือวิเคราะห์ดูด้วยว่าบุญในเรื่องนี้คืออะไรบ้าง

ในคัมภีร์ท่านเล่าไว้ว่า มีคนหนุ่ม ๓๓ คน เอาละสิ พอเริ่มเรื่องก็ขอแทรกนิดหนึ่ง คือให้สังเกตว่า คำว่า “๓๓” นี่แหละ เป็นที่มาของคำว่าดาวดึงส์ ที่เป็นชื่อสวรรค์ของพระอินทร์

อธิบายหน่อยว่า “๓๓” นั้น เป็นภาษาบาลีว่า “เตตฺติํส” (อ่านว่า เตตติงสะ) แล้ว เตตฺติํส ก็มาเป็น “ตาวติํส” (ไทย = ดาวดึงส์; บางทีเรียกว่า ไตรตรึงษ์ ซึ่งเป็นรูปที่เพี้ยนมาจากคำสันสกฤต)

ในคนหนุ่ม คือมาณพ ๓๓ คนนี้ คนหนึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ (ชื่อนายมฆะ) ส่วนอีก ๓๒ คน ก็เป็นเพื่อนๆ ในชุมชนเดียวกัน

มาณพหรือชายหนุ่ม ๓๒ คนนี้ ได้มีสมานฉันท์กับพระโพธิสัตว์ (คำบาลีว่า “เตตฺติํส ชนา โพธิสตฺเตน สมานจฺฉนฺทา”) ในการทำงานบำเพ็ญประโยชน์แก่ชุมชน เพื่อทำชุมชนนั้นให้ดีงาม รื่นรมย์ ร่มรื่นและร่มเย็น ปลอดภัย มีความสะดวกในการที่จะทำกิจกรรมการงานต่างๆ ที่จะให้เกิดความเจริญงอกงามและอยู่กันร่มเย็นเป็นสุข

เมื่อจะมาร่วมงานกัน นายมฆะที่เป็นผู้นำ ก็ให้ทุกคนรักษาศีล ๕ เช่น ไม่ตุกติกในเรื่องเงินทอง ไม่ดื่มสุรา เป็นต้น แล้วมาณพ ๓๓ คนนั้น ซึ่งมีสมานฉันท์ ก็พร้อมใจกันเที่ยวทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์

ขอให้สังเกตว่า กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์นั้น ท่านใช้คำว่า “บุญ” แปลว่า ดังข้อความภาษาบาลีในคัมภีร์ว่า “ปุญฺญานิ กโรนฺตา วิจรนฺติ” (มาณพ ๓๓ คนนั้น) “เที่ยวทำบุญกันอยู่”

คนกลุ่ม ๓๓ คนนี้ เที่ยวทำบุญอะไรกันบ้าง และเที่ยวทำบุญกันอย่างไร ขอให้ญาติโยมฟังนะความหมายของการทำบุญ เพื่อจะได้เข้าใจความหมายของการทำบุญชัดเจนขึ้นบ้าง แล้วก็เป็นบุญอย่างสำคัญ ที่ทำให้มาณพ ๓๓ คนนั้นไปเป็นเจ้าสวรรค์แห่งดาวดึงส์

“บุญ” นี่คืออะไร มาณพเหล่านี้ ตื่นแต่เช้า ก็ถือมีด ขวาน และอุปกรณ์อื่นๆ แล้วพากันไปสำรวจดู หนทางสัญจรที่ไหนขรุขระไม่เรียบร้อย ก็ช่วยกันขุด ช่วยกันถากถาง ช่วยกันปราบ ช่วยกันปรับ ให้เป็นถนนที่เรียบราบสม่ำเสมอ เพื่อให้คนเดินทางไปมาได้สะดวก ที่ไหนติดขัดมีลำธารสายน้ำกั้น ก็สร้างสะพานข้ามไป ที่ไหนขาดแคลนน้ำ ก็ขุดสระน้ำให้ ตลอดจนสร้างศาลา เป็นที่พักคนเดินทางบ้าง เป็นที่คนมาประชุมกันบ้าง หรือเป็นที่ทำกิจกรรมต่างๆ ดังนี้เป็นต้น

เมื่อมาณพ ๓๓ คนเป็นหลักในการทำบุญเหล่านี้แล้ว ต่อมา คนอื่นๆ ก็มาร่วมแรงร่วมใจมากขึ้นๆ เช่น ทางฝ่ายสตรีก็เข้ามาช่วย เมื่อคนหนุ่มพวกนี้ไปสร้างศาลาที่พักคนเดินทาง กลุ่มผู้หญิงก็ไปช่วยกันปลูกต้นไม้ จัดสวน ตกแต่งบริเวณ เป็นต้น เลยกลายเป็นว่า ชุมชนของเขาทั้งร่มเย็นมีความสงบสุข และน่ารื่นรมย์ด้วย

จากนั้น มาณพ ๓๓ คนนี้ก็ขยายงานไปบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่ชุมชนอื่น ที่หมู่บ้านอื่นๆ ต่อไป

นี้คือการทำบุญ ที่ท่านเล่าเรื่องไว้ชัดเจนในคัมภีร์ เป็นบุญขั้นพื้นฐานเลยทีเดียว แต่บางทีญาติโยมก็ลืมกันไป

เวลาจะทำบุญ เรามักนึกกันแต่ในขั้นล้ำลึกข้ามชีวิตประจำวัน เอาแค่ว่า ไปทำบุญที่วัด ไปถวายภัตตาหาร อะไรต่างๆ กับพระ แต่บุญแบบต่างๆ ในคัมภีร์แท้ๆ เราไม่เอามาคิดพิจารณาให้ครบถ้วนทั่วถึง ทำให้เกิดช่องว่างในการทำบุญ

เราจะไปทำบุญที่วัด ไปถวายภัตตาหาร เป็นต้น ได้ดีจริง ก็ต่อเมื่อบ้าน หมู่บ้าน ชุมชนของเรานี้อยู่ในภาวะที่ดีด้วย ถ้าเราจัดทำหมู่บ้านชุมชนของเราให้ดี เป็นสัปปายะ1 อยู่กันผาสุก มีความสงบเรียบร้อยดีแล้ว เราก็พร้อมที่จะไปทำบุญที่วัด ไปเลี้ยงพระ เป็นต้น ได้อย่างไร้กังวล เรียกว่าสามารถก้าวไปในบุญกุศลได้อย่างมั่นคงและมั่นใจ

แต่ถ้าที่บ้านและในชุมชนสับสนวุ่นวาย ทั้งขุ่นข้องและขัดข้อง เวลาไปทำบุญที่วัด ไม่ว่าจะรักษาศีล หรือจะเจริญจิตภาวนาและปัญญาภาวนา ก็ถูกความระแวงหรือหวาดกังวล เป็นต้น ตามมากวน คอยขัด คอยถ่วงไว้ เลยก้าวไปในบุญคือในการปฏิบัติที่เป็นบุญขั้นสูงขึ้นไปได้ยาก หรือไปไม่ไหว จึงอย่ามองข้ามบุญขั้นพื้นฐานที่ท่านสอนไว้นี้

ถ้าเราจัดทำบุญขั้นพื้นฐานไว้ดี เวลาไปวัด พระท่านสอนธรรม แนะนำให้เราประพฤติชอบ อยู่กันดี ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ช่วยกันสร้างสรรค์ชุมชนของเรา นี่ก็คือให้ทำบุญกันชัดๆ เลย เป็นการย้ำ เป็นการหนุนและเสริมการทำบุญของเราให้หนักแน่นยิ่งขึ้นอีก คือให้มั่นแน่วอยู่ในทางของบุญนั่นเอง

ช่วยกันนำพาประเทศไทย ให้ก้าวไปอย่างสง่างาม ในท่ามกลางประชาคมโลก

ชวนกันสรรค์อนาคต – สมานฉันท์ และสามัคคี ชนิดไหนที่ขณะนี้ต้องการ คนไทยชอบทำบุญแล้ว ถ้าศึกษาบุญด้วย จะเยี่ยมยอด

เชิงอรรถ

  1. สัปปายะ แปลว่า สบาย คือ เหมาะกัน, เอื้อ, เกื้อหนุน หมายความว่า เอื้อหรือเกื้อหนุนให้เป็นอยู่หรือทำการนั้นๆ ได้ด้วยดี

No Comments

Comments are closed.