ช่วยกันนำพาประเทศไทย ให้ก้าวไปอย่างสง่างาม ในท่ามกลางประชาคมโลก1
นำเรื่อง
ท่านพระเถรานุเถระที่รักนับถือทุกท่าน เริ่มตั้งแต่ท่านเจ้าคุณพระธรรมโกศาจารย์ ที่ได้เอื้อเฟื้อมาเปิดงานเป็นประธานตั้งแต่เช้า และท่านที่รู้จักกันสนิทสนมคุ้นเคย เป็นผู้ปฏิบัติศาสนกิจอยู่ในท้องถิ่น โดยเฉพาะหลวงพ่อวัดเสือ คือ ท่านพระครูโสภณสิทธิการ ซึ่งมีน้ำใจเมตตาอย่างยิ่ง
ขอเจริญพร โยมญาติมิตรสาธุชนทั้งหลาย ทั้งโยมที่เป็นชาวถิ่นศรีประจันต์ ชาวสุพรรณบุรี และโยมที่เดินทางมาจากถิ่นอื่น เช่น จากกรุงเทพฯ ทั้งท่านที่เป็นชาวถิ่นเดิมที่นี่ แต่ได้ออกไปตั้งหลักฐานที่อื่น ซึ่งย้อนกลับมาเยี่ยมถิ่นศรีประจันต์นี้ และโยมที่อยู่ในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดอื่น ซึ่งก็มีน้ำใจให้โอกาส หรือจะเรียกว่าให้เกียรติมาร่วมในงานนี้
ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของความมีน้ำใจเป็นกุศล ถือว่าได้มาทำบุญร่วมกันในวันนี้ เป็นการได้ทำสิ่งที่เป็นสิริมงคล ให้เป็นการเริ่มต้นที่ดี
ความมีน้ำใจเป็นกุศลและมาทำบุญร่วมกันวันนี้ เป็นเรื่องเจาะจงมาที่อาตมภาพ ในเมื่อจุดปรารภของเรื่องมาอยู่ที่ตัวอาตมภาพ ก็เป็นการแน่นอนว่าเจ้าตัวจะต้องแสดงน้ำใจตอบแทน เมื่อไม่สามารถทำอะไรอื่น ก็ได้แต่กล่าวเป็นวาจา คือขออนุโมทนาขอบพระคุณ และขอบคุณขอบใจทุกๆ ท่าน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันด้วยความสามัคคี โดยมีคุณธรรม เช่น มีศรัทธา ทั้งศรัทธาในพระศาสนา และศรัทธาในบุญในกุศล พร้อมทั้งมีน้ำใจประกอบด้วยเมตตาธรรม คือไมตรีจิต หรือมิตรภาพ เป็นต้น รวมแล้วก็คือ มีคุณธรรมที่ทำให้เกิดความสามัคคี แล้วก็มาร่วมแรงร่วมใจกันทำให้เกิดงานบุญขึ้น ดังที่ปรากฏอยู่ในบัดนี้
นอกจากอนุโมทนาแล้ว ก็ต้องขออภัยไปพร้อมกันด้วย ข้อที่ต้องขออภัยซึ่งเห็นง่ายๆ ก็คือ ควรจะมาตั้งแต่เช้า และเดิมนั้นทางคณะกรรมการก็จัดกำหนดการให้มาตอนเช้าด้วย แต่ก็ติดขัด ต้องขอโอกาสมาเฉพาะตอนบ่าย เหมือนกับว่ามีน้ำใจตอบแทนโยมไม่เต็มที่
เมื่อขออภัย ก็ต้องมีเหตุผลในการขออภัย ก็จึงต้องขอโอกาสชี้แจงแสดงเหตุผลนิดหน่อย เรื่องไม่มีอะไรมาก ก็เกี่ยวกับความเจ็บไข้ได้ป่วย
ความจริง เวลานี้ไม่ใช่โอกาสที่จะมาเล่าเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยกัน แต่ก็ขอเล่าเล็กน้อยพอให้เป็นส่วนอ้างอิง คือเป็นเหตุผลที่ยกมาพูดแล้วก็รู้กัน เพื่อจะได้เข้าใจ แล้วก็โล่งใจด้วย
อาตมภาพมีข้อติดขัดในเรื่องร่างกาย โดยเฉพาะในช่วงเช้าถึงเที่ยงนี่ไปไหนแทบไม่ได้เลย ยิ่งถ้ามีการฉันอาหารก็เป็นอันต้องตัดไปเลย พูดง่ายๆ สั้นๆ รวบรัดว่า ไม่ว่าฉันเพลหรือฉันเช้าก็ตาม ฉันเสร็จแล้วต้องรีบนอนภายในประมาณสิบนาที มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาในสมอง
ทีนี้ ถ้ายิ่งมีเหตุให้อ่านหนังสือแม้แต่คำสองคำ ก็จะเกิดเรื่องใหญ่ ไม่ใช่ใหญ่โตถึงกับเข้าโรงพยาบาล แต่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับชีวิตในวันนั้น คือ อาจจะเกิดอาการปวดศีรษะขึ้นมา แล้วก็เป็นปัญหาไปทั้งวัน หรือ ๒-๓ วัน
ตามปกติ อาตมาไม่มีเลยเรื่องการปวดศีรษะ ตั้งแต่บวชพระมานี้ ปวดศีรษะมีอย่างเดียวคือ เวลาเป็นไข้หวัด แต่เวลานี้ถ้าไปอ่านหนังสือหลังฉันก็เกิดปัญหาบีบคั้นในศีรษะ จึงทำให้ไม่ได้มาที่นี่ในช่วงเวลาเช้าถึงเพล ไม่เฉพาะที่นี่ แม้ที่อื่นก็ไม่ได้ไปไหน
แล้วตอนนี้ก็มีเรื่องเพิ่มเข้ามาเฉพาะหน้า คือ เรื่องระบบทางเดินอาหาร เรียกง่ายๆ ก็คือเรื่องท้องนั่นเอง อาตมาถ้าท้องเสีย ท้องเดิน ถึงจะถ่ายวันละ ๔-๕-๖-๗ ครั้ง ติดกัน ๓-๔ วัน ก็สู้ได้ แต่อาการที่กำลังเป็นอยู่นี่ก็คือว่า ไม่ต้องท้องเสีย ไม่ต้องท้องเดิน ขอเรียกว่าท้องคล่อง ครั้งเดียวเท่านั้น หมดแรงเลย แทบหน้ามืดเกือบทั้งวัน ระยะนี้ดีขึ้น ก็เพลียมากๆ
แต่จุดที่กระทบกระเทือนที่สุดคือ สมอง ซึ่งจะเพลียอย่างมาก จนกระทั่งบางทีนึกอะไรแทบไม่ออก คิดอะไรแทบไม่ได้ พอดี ๒-๓ วันนี้เกิดปัญหานี้มากทีเดียว ก็เลยต้องขออภัย
เมื่อรู้เข้าใจเรื่องราวเหตุผลกันแล้ว ก็จะได้เบากันไปทั้งสองฝ่าย ผู้พูดเองก็ได้ชี้แจงให้ทราบแล้ว ฝ่ายโยมได้ฟังทราบเรื่องแล้ว ก็จะได้ให้อภัย
ทีนี้ ย้อนกลับมาพูดในเรื่องของงานนี้ ก็เป็นอันว่า เป็นเรื่องที่ต้องอนุโมทนาอย่างยิ่งที่ ชาวศรีประจันต์ ขยายไปยังชาวสุพรรณบุรี และตลอดไปถึงญาติโยมคนไทยทั้งหลาย ทั้งในกรุงเทพฯ ส่วนกลาง รวมทั้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้มีน้ำใจมาดำริคิดการและได้จัดให้มีสิ่งที่เรียกว่า ชาติภูมิสถาน ป. อ. ปยุตฺโต ขึ้น ซึ่งได้ทำพิธีเปิดไปแล้ว และยังได้ตั้งมูลนิธิชาติภูมิ ป. อ. ปยุตฺโต ขึ้นด้วย
เรื่องนี้มองในแง่หนึ่งก็คือ เป็นความตั้งใจที่ท่านทั้งหลายได้ให้ความสำคัญแก่อาตมภาพ อย่างที่บางครั้งเรียกกันว่าเชิดชูเกียรติ ซึ่งเป็นน้ำใจของท่านทั้งหลาย ที่แสดงออกแล้วก็มาตกที่อาตมภาพ ในฐานะที่เป็นผู้รับ ก็เลยกลายเป็นศูนย์กลาง เป็นจุดรวมน้ำใจนั้น กลายเป็นว่า อาตมภาพนี้มีดีอะไร ที่ทำให้โยมได้มาแสดงน้ำใจ มาเชิดชูเกียรติ อะไรต่างๆ นี่มองในด้านหนึ่งก็มาลงที่อาตมภาพ
แต่ในเวลาเดียวกัน ถ้ามองกลับอีกที การจัดงานนี้เป็นการประกาศคุณความดีของผู้จัด แม้ว่าท่านผู้จัดจะไม่ได้ตั้งใจ แต่ความจริงเป็นอย่างนั้น เพราะว่าผู้จัดได้มีน้ำใจดีงามมากมายอย่างที่พูดเมื่อกี้ เช่น มีศรัทธาในธรรม คือมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ดีงาม มีเมตตา หรือมีพรหมวิหารธรรม คือธรรมของพระพรหมทั้งหมด พระพรหมก็คือผู้สร้าง นี่ก็สร้างงานสำคัญให้เกิดมีขึ้นมา
ท่านทั้งหลายมีน้ำใจอย่างนี้ แล้วก็มีความสามัคคี มีความเพียรพยายาม จึงได้มาพร้อมเพรียงร่วมแรงร่วมใจกันทำงานที่เป็นประโยชน์ส่วนรวมให้เกิดขึ้น จึงเห็นชัดว่า งานนี้เกิดมีขึ้น และสำเร็จได้ เพราะคุณความดีของผู้จัดทำ
เพราะฉะนั้น การจัดตั้งมูลนิธิก็ตาม การเกิดมีชาติภูมิสถานก็ตาม มองให้ลึกลงไปก็คือ การประกาศคุณความดีของชาวศรีประจันต์ และความมีน้ำใจของชาวสุพรรณบุรี
ทั้งนี้ รวมทั้งญาติโยมที่เกี่ยวข้องแม้จะอยู่ในถิ่นอื่น ตลอดจนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีน้ำใจมุทิตามาสนับสนุนส่งเสริมตามหลักพรหมวิหารธรรม โดยเฉพาะ อาจารย์อำนวย จั่นเงิน ซึ่งถึงจะอยู่ไกล ก็ได้มาร่วมขับเคลื่อนอย่างจริงจัง โดยนำส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการจัดการดำเนินการให้เกิดมีชาติภูมิสถานและมูลนิธิดังได้กล่าวมา
เรื่องนี้เราจะต้องตระหนักไว้ เพราะความมีคุณธรรมของผู้คิดริเริ่มจัดเตรียมการต่างๆ นี่แหละ จึงทำให้ความเจริญก้าวหน้าเป็นไปได้ ลำพังอาตมภาพ ถึงจะมีคุณความดีอะไรก็ตาม มันก็จบอยู่แค่นั้น ถ้าไม่มีโยมญาติมิตรทั้งหลาย ไม่มีชาวศรีประจันต์ ซึ่งมีคุณธรรม มามองเห็นคุณความดีนั้น แล้วมาจัดมาทำดำเนินการ ถ้าไม่มีท่านเหล่านี้ หรือท่านเหล่านี้ไม่มีคุณสมบัติที่ว่ามานั้นแล้ว งานนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นแน่นอน
ขอย้ำอีกครั้ง เมื่อมองดูให้ดี ก็เป็นอันว่า กิจกรรมและผลงานอะไรต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาปรากฏอยู่นี้ เป็นการประกาศคุณความดีของชาวศรีประจันต์ ชาวสุพรรณบุรี และทุกท่านผู้ได้ดำเนินการทั้งหมด
แต่มองอีกที ที่กล่าวมานั้นก็เป็นความสัมพันธ์ร่วมระหว่างกัน คือ การที่อาตมภาพ และชาวศรีประจันต์ พร้อมทั้งทุกท่านที่จัดทำดำเนินการ นั้น มาสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน อิงอาศัยกันและกัน จึงทำให้เกิดมีสิ่งเหล่านี้ขึ้น ตามหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ที่เรียกว่า หลักอิทัปปัจจยตา หรือปฏิจจสมุปบาท
หมายความว่า ถ้าไม่มีอาตมภาพที่ญาติโยมจะยกขึ้นเป็นข้อปรารภ โยมก็ไม่ได้ทำอันนี้ และในทางกลับกัน ถึงมีอาตมภาพ แต่ถ้าไม่มีชาวศรีประจันต์ งานทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้เกิดมาเหมือนกัน
เชิงอรรถ
- เรื่องนี้มีชื่อเต็มว่า “ชาติภูมิสถาน ป. อ. ปยุตฺโต ของชาวศรีประจันต์ และปวงชาวสุพรรณบุรี ที่จะร่วมเป็นกำลัง ในการนำพาประเทศไทย ให้ก้าวออกไปอย่างสง่างาม ในท่ามกลางประชาคมโลก” พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน จังหวัดนครปฐม กล่าวที่ ชาติภูมิสถาน ป. อ. ปยุตฺโต เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙

No Comments
Comments are closed.