ถ้าเก่งจริง ต้องให้การพัฒนา ๒ ด้านมาประสาน ข้างในก็ยิ่งสุขได้ง่าย ข้างนอกก็ยิ่งหาได้มาก

1 กันยายน 2540

ถ้าเก่งจริง ต้องให้การพัฒนา ๒ ด้านมาประสาน
ข้างในก็ยิ่งสุขได้ง่าย ข้างนอกก็ยิ่งหาได้มาก

ต่อไปเรื่องที่สอง ที่เกี่ยวกับการทำงานอย่างมีความสุข ก็คือความเข้าใจเกี่ยวกับความสุข ความสุขนั้นมีหลายขั้น หลายอย่าง หลายแบบ

คนจำนวนมากมองความสุขไปที่ไหน ตอบว่ามองไปที่การได้เสพได้บริโภค คือ ตาได้ดูสิ่งสวยงาม หูได้ฟังเสียงไพเราะ จมูกได้ดมกลิ่นหอม ลิ้นได้ลิ้มรสอาหารที่เอร็ดอร่อย กายได้สัมผัสที่นุ่มนวล ใจได้คิดฝันในอารมณ์อยากได้อยากเสพที่เพลิดเพลิน คนเราที่ต้องการความสุข มักจะมองไปที่วัตถุและสิ่งบริโภคดังที่กล่าวมานี้ ความสุขของเขาจึงขึ้นกับวัตถุสิ่งเสพบริโภคเหล่านี้

แต่ถ้าเรามุ่งหาความสุขอยู่แค่สิ่งเหล่านี้แล้ว ความสุขของเราก็จะมีจำกัดอยู่อย่างเดียว และที่สำคัญคือความสุขของเราจะขึ้นอยู่กับวัตถุภายนอกโดยที่เราไม่เป็นตัวของตัวเอง พูดสั้นๆ ว่าจะหมดอิสรภาพ ยิ่งอยู่ไปในโลกนานๆ ขึ้น เราก็ยิ่งเอาชีวิตและความสุขของตัวไปฝากไว้กับสิ่งภายนอก ผลที่ตามมาขั้นที่หนึ่งคือ พออยู่ไปนานเข้าๆ เราจะต้องมีปริมาณวัตถุเสพและบริโภคมากขึ้นๆ จึงจะมีความสุขได้

แม้ว่าเราอาจจะเก่งในการหาวัตถุเสพและสิ่งบริโภคเหล่านั้น และเราก็นึกว่าเราเก่งจริงๆ สามารถหาความสุขได้มาก แต่ไม่รู้ตัวหรอกว่า อยู่ไปๆ ความสุขของเราก็เลยไปขึ้นอยู่กับวัตถุเหล่านั้น พอขาดวัตถุเหล่านั้นเราอยู่ดีไม่ได้ เราไม่มีความสุข อย่างนี้เรียกว่าสูญเสียอิสรภาพ เรานึกว่าเราเก่ง แต่ที่จริงชีวิตของเราหมดอิสรภาพไปแล้ว

คนหลายคนอยู่ในโลกนี้นานๆ แล้วหมดอิสรภาพเพราะไม่สามารถมีความสุขด้วยตนเอง ต้องเอาความสุขไปขึ้นกับสิ่งภายนอก และนับวันจะต้องขึ้นกับวัตถุที่เพิ่มมากขึ้นด้วย แต่ก่อนนี้มีวัตถุนิดหน่อยก็มีความสุขได้ ต่อมาพัฒนาความสามารถหาสิ่งเสพสิ่งบริโภคได้มากขึ้น ตอนนี้ต้องมีสิ่งบริโภคมาก ถ้ามีน้อยก็จะไม่มีความสุข ทีนี้เมื่อชีวิตและความสุขไปขึ้นกับวัตถุมากเข้า ก็ลำบาก นอกจากพะรุงพะรังไปหมดแล้ว ก็ไม่เป็นตัวของตัวเองในการที่จะมีความสุข

การที่เราหวังจะมีความสุขในการเสพวัตถุนั้นทางพระท่านไม่ห้าม แต่อย่าลืมว่า เมื่อหาความสุขไปจะต้องรักษาอิสรภาพของตัวไว้ด้วย อิสรภาพก็คือการที่เรายังสามารถมีความสุขได้ด้วยตนเองอยู่บ้าง หรือเป็นคนที่สุขได้ง่ายพอสมควร ถ้าเราเอาความสุขไปฝากไว้กับวัตถุภายนอก ต่อไปเราจะต้องพึ่งพาอาศัยวัตถุมากขึ้นจึงจะสุขได้ ถ้ามีวัตถุน้อยๆ จะสุขไม่ได้ ถึงตอนนี้ก็จะเกิดปัญหาข้อที่สอง คือจะกลายเป็นว่า เรายิ่งอยู่ในโลกนานเข้าเราก็ยิ่งกลายเป็นคนที่สุขได้ยากขึ้น

ขอให้สังเกตว่า คนในยุคปัจจุบันนี้มีลักษณะอย่างหนึ่งคือเป็นคนที่สุขได้ยาก และยิ่งอยู่นานไปๆ ก็ยิ่งสุขได้ยากขึ้นๆ แต่ก่อนนี้ตอนเป็นเด็กยังสุขง่ายกว่า ตอนนั้นมีอะไรนิดหน่อยก็สุขแล้ว แต่อยู่ไปๆ ในโลกกลับยิ่งหมดความสามารถที่จะมีความสุข เพราะสุขยากขึ้นทุกที แสดงว่าเราพัฒนาผิดทาง ถ้าเราเก่งจริง เราอยู่ในโลกนานเข้า เราก็ยิ่งต้องเป็นคนที่สุขได้ง่ายขึ้น

เพราะฉะนั้น เครื่องพิสูจน์การพัฒนาของมนุษย์อย่างหนึ่งก็คือความสามารถที่จะมีความสุข ขอให้ดูว่าเมื่อเราอยู่ในโลกไปนานๆ เข้า เราสุขง่ายขึ้นหรือสุขยากขึ้น ถ้าถามตัวเองแล้วต้องตอบว่า เราสุขยากขึ้น ก็แสดงว่าเดินผิดทางแล้ว เราสูญเสียอิสรภาพลงไปทุกทีๆ เราไม่เก่งจริง เพราะถ้าเก่งจริงเราต้องเป็นคนที่สุขได้ง่ายขึ้น
ถ้าเราพัฒนาทั้งสองด้าน คือ

๑. ข้างใน ก็รักษาความสามารถที่จะมีความสุขไว้ได้ หรือพัฒนาตนให้เป็นคนที่สุขได้ง่ายยิ่งขึ้น

๒. ข้างนอก ก็พัฒนาความสามารถที่จะหาสิ่งเสพบริโภคที่จะบำรุงความสุขได้เก่งยิ่งขึ้น

ถ้าพัฒนาพร้อมไปด้วยกันอย่างนี้ ทั้งข้างในก็สุขง่ายขึ้น และข้างนอกก็หาวัตถุหรือหาเงินเก่งขึ้น เราก็สุขสองทาง เพราะว่าสิ่งที่จะมาช่วยเสริมให้เรามีความสุข เราก็หาได้มาก พร้อมกันนั้นเราก็เป็นคนสุขง่ายขึ้นด้วย เราก็สุขเต็มที่ แต่คนจำนวนมากไม่เป็นอย่างนั้น เพราะคนทั่วไปมักพัฒนาแต่ความสามารถในการหาสิ่งเสพภายนอก ทั้งที่ข้างนอกหามาได้ๆ แต่ข้างในหมดความสามารถที่จะมีความสุข หรือสูญเสียความสามารถที่จะมีความสุข ก็เลยสุขยากขึ้น

พอสุขยากขึ้น วัตถุที่หามาเสพนั้น ถึงได้มาก ก็ไม่พอและไม่ทัน ก็เลยต้องการมากขึ้นทุกที ได้วัตถุมามากก็ได้ความสุขเท่าเดิม เพราะอะไร เพราะได้วัตถุข้างนอกมาเพิ่มขึ้น เสียดุลยภาพหนึ่ง แต่ความสามารถที่จะมีความสุขข้างในลดลงไปหนึ่ง แม้จะได้ของมากขึ้นแต่สุขก็เท่าเดิม เลยกลายเป็นกระบวนการวิ่งไล่ความสุข ข้างนอกบวกหนึ่งข้างในลบหนึ่ง ได้หนึ่งลบหนึ่ง เป็นอยู่อย่างนี้ จนกระทั่งในที่สุดความสามารถที่จะมีความสุขข้างในหายไป อย่างที่บางคนอยู่ในโลกนานๆ เข้า ก็หมดความสามารถที่จะมีความสุข ถึงตอนนี้ได้วัตถุมาเท่าไรๆ ก็ไม่มีความสุข คนอย่างนี้เรียกว่าคนพัฒนาผิดทาง

ในการพัฒนาที่ถูกทาง คนจะต้องมีความสามารถในการมีความสุขมากขึ้น คือเป็นคนที่สุขได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นจะต้องถามตัวเองตลอดเวลาว่า เราเป็นคนที่สุขง่ายขึ้นหรือไม่

ถ้าอยู่ในโลกแล้วเป็นคนที่สุขง่ายขึ้น พร้อมทั้งมีความสามารถที่จะหาวัตถุบริโภคที่จะบำรุงความสุขได้มากขึ้น ต่อมาวัตถุบริโภคเหล่านั้นก็จะเหลือเฟือเกินความจำเป็น แล้วเราจะทำอย่างไร เราก็เอาวัตถุเหล่านั้นไปเผื่อแผ่ช่วยเหลือคนอื่นให้เขามีความสุขด้วย ถ้าอย่างนี้ ตัวเราเองก็มีความสุขมากขึ้น แล้วเราก็เผื่อแผ่ความสุขให้แก่เพื่อนมนุษย์ได้ด้วย แล้วยังแถมมีความสุขอย่างใหม่จากการทำให้คนอื่นมีความสุขอีกด้วย อย่างนี้ก็เรียกว่ามีเมตตากรุณา นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญ

เพราะฉะนั้น เครื่องพิสูจน์ความเก่ง หรือเครื่องวัดการพัฒนาของคนเราขั้นที่สอง ก็คือ เมื่อเราหาเรามีเงินทองวัตถุมากขึ้น เราพูดได้ไหมว่า เรามีความสุขจนวัตถุเหล่านั้นเกินจำเป็นสำหรับความสุขของเรา ถ้าได้มามีเท่าไรก็ไม่พอที่จะมีความสุขสักที ก็เรียกว่าเราเป็นคนที่ยังไม่พัฒนา เป็นคนที่จัดว่า อุตส่าห์วิ่งมาในหนทางชีวิตเสียเวลาไปยาวไกล แต่กลายเป็นคนที่พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง

ในการทำงาน ถ้าเรามองความสุขในความหมายเดียวว่า ความสุขอยู่ที่การเสพวัตถุ เราจะเสียเปรียบ และจะเกิดปัญหา เพราะเรามีความสุขแบบเดียว และเป็นได้แค่นักหาความสุขอย่างเดียว คนที่อยู่ในโลกได้ดีนั้น จะต้องพัฒนาความสามารถที่จะมีความสุข ซึ่งหมายถึงการที่จะเป็นคนที่สุขได้ง่ายขึ้น และมีความสุขด้านอื่นเพิ่มขึ้นด้วย

ความสุขอะไรอีกที่จะเกิดมีกับเรา อย่างแรกก็คือที่กล่าวมาแล้ว คือการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ โดยมีความต้องการผลที่แท้จริง ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการของเหตุปัจจัยในธรรมชาติ เราทำงานไป เราก็สุขใจด้วย เรามีความสุขตลอดเวลา ด้วยการสนองความต้องการผลที่แท้ของงานตามความจริงของธรรมชาติ พร้อมกันนั้นก็รู้เท่าทันว่าเราต้องการเงินเดือนหรือค่าตอบแทน เพื่อไปหาซื้อวัตถุมาบริโภค มาเสพหาความสุขสะดวกสบายเป็นสุขที่เสริมเข้าไป สุขจากวัตถุเราก็ได้ด้วย จึงได้ทั้งสองอย่าง หมายความว่า ขณะทำงานเราก็มีความสุขไปด้วย และพอถึงเวลาสิ้นเดือน ได้เงินเดือน เราก็ได้ความสุขภายนอกมาสนับสนุน เราก็ได้ทั้งสองอย่าง แต่ถ้าเราไม่พัฒนาความสุขด้านในที่ไม่ต้องขึ้นกับวัตถุ เราจะมีความสุขแบบเดียวซึ่งต้องรอคอยตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่นนี้ชีวิตส่วนใหญ่ของเราก็จะเป็นชีวิตที่มีความทุกข์เป็นฐานยืนพื้น

ทีนี้ลองพิจารณาดูอีกทีจะเห็นว่า กว่าเราจะได้ผลตอบแทนเป็นเงินสักครั้งนั้น เราต้องรอเวลาตั้งเดือน หรืออย่างน้อยก็หลายวัน แต่งานที่เราต้องทำนั้น เราต้องอยู่กับมันนานเหลือเกิน ตั้ง ๓๐ วัน หรืออย่างน้อยก็ราวสัปดาห์หนึ่ง แล้วซอยออกไปอีก วันละไม่รู้กี่ชั่วโมง แล้วเราได้ความสุขอยู่ตอนเดียว ตอนที่ครบเดือนครบสัปดาห์ ระหว่างนั้นก็เป็นเวลาแห่งการรอคอยความสุขที่ยังไม่มาถึง และเป็นเวลาแห่งการอยู่กับความทุกข์ที่ต้องฝืนใจทนตลอดเวลา

ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ถ้าด้านหนึ่งก็กระวนกระวาย รอคอยเงินที่ยังไม่มา พร้อมกับที่อีกด้านหนึ่ง ก็ต้องทนอยู่กับงานที่ต้องฝืนใจทำตลอดเวลานานแสนนาน ถ้าใครเป็นอย่างที่ว่ามานี้ ชีวิตส่วนใหญ่ของเขาจะเป็นชีวิตแห่งความทรมาน เป็นการเดินทางชีวิตที่ผิด

งานทำมาหาเลี้ยงชีพนั้นเป็นชีวิตส่วนใหญ่ของคน ในทางพระศาสนาถือว่าสำคัญมาก ในเมื่องานการหาเลี้ยงชีพครองเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของเรา เราจึงจะต้องมีความสุขจากการทำงาน หรือการทำมาหาเลี้ยงชีพนี่แหละให้ได้ ชีวิตส่วนใหญ่ของเราจึงจะมีความสุข ถ้าเราไม่สามารถให้การงานที่ทำมีความสุขได้ ก็หมายความว่าชีวิตส่วนใหญ่ของเราเป็นทุกข์ นี้เป็นเคล็ดลับสำคัญ

เป็นอันว่า สิ่งที่เราจะต้องทำให้ได้ในตอนนี้ คือ ทำให้การงานเป็นแหล่งที่มาแห่งความสุขตลอดเวลาของเรา และทำงานให้มีความสุขด้วยการดำเนินชีวิตให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ พร้อมกันนั้นก็พัฒนาตัวเองให้รู้จักความสุขหลายๆ แบบ โดยไม่ทิ้งความสุขภายในที่เป็นอิสระไม่ขึ้นกับการเสพวัตถุ ซึ่งมีได้ตลอดเวลาเป็นหลักยืนพื้น เริ่มด้วยสุขจากการที่ว่าเมื่อทำงานไปเห็นผลของงานเกิดขึ้นตรงตามกฎธรรมชาติก็เกิดปีติความอิ่มใจ เป็นสุขอยู่เรื่อย แล้วให้ได้ความสุขทั้งสองอย่าง มีความสุขทั้งข้างนอกทั้งข้างใน ได้ทั้งสุขจากวัตถุ ได้ทั้งสุขจากการทำการทำงาน ได้ทั้งสุขจากการอยู่ร่วมกันด้วยไมตรีจิตมิตรภาพกับเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น และทำจิตใจให้ดี มองอะไรต่างๆ ในแง่ที่จะทำให้ดี จนมีความสุขได้ตลอดเวลา เราก็จะทำชีวิตของเราให้สมบูรณ์ โดยเฉพาะจุดสำคัญที่ท้าทาย ก็คือการทำงานทำการที่เป็นชีวิตส่วนใหญ่ของเราให้มีความสุข ซึ่งเราจะต้องทำให้ได้

การทำชีวิตให้มีความสุขนั้น ได้บอกแล้วว่าให้ดำเนินชีวิตให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ ต้องถามตัวเองว่าเวลาทำงาน เราต้องการผลตรงกับจุดมุ่งหมายของงานแน่หรือเปล่า งานทุกชนิดที่ทำมีจุดหมายของมันแน่นอน เราต้องถามตัวเองว่า เราต้องการผลอย่างนั้นไหม ถ้าเราสร้างความต้องการผลของงานที่ตรงตามเหตุได้ ก็สำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว เราก็จะได้ความสุขขั้นหนึ่ง แต่เรื่องยังไม่จบเท่านั้น

ทำอย่างไรจะให้งานประสานกับความสุข

สิ่งที่ต้องประสาน มิใช่งานกับความสุข แต่ต้องประสานตัวเรา ให้เข้าถึงความจริงของธรรมชาติ ถ้าไม่ลืมธรรมชาติตัวเองของมนุษย์ จะยิ่งพบโอกาสที่จะพัฒนาความสุข

No Comments

Comments are closed.