สตรีผู้มีสติดี มีปัญญาเลิศ

24 กันยายน 2528

สตรีผู้มีสติดี มีปัญญาเลิศ1

เจริญพร สำหรับรายการเล่าเรื่องให้โยมฟังในวันนี้ คิดว่าจะเล่าเรื่องการใช้ปัญญา

เรื่องการใช้ปัญญา สำหรับวันนี้ก็เป็นเรื่องในสมัยพุทธกาล จะขอเล่าเรื่องพระเถรีสำคัญองค์หนึ่ง ชื่อว่า พระกุณฑลเกสีเถรี

พระเถรีต่างๆ ที่เข้ามาบวชในพระศาสนานั้น มีประวัติชีวิตเป็นมาต่างๆ กัน หลายท่านได้ประสบความทุกข์อย่างหนักมาก่อน แล้วก็สละโลกมาบวช เมื่อบวชแล้ว ก็ได้ศึกษาปฏิบัติและกลายเป็นบุคคลสำคัญ เป็นผู้ที่ได้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่นมาก และมีความสามารถพิเศษ ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้า

พระกุณฑลเกสีเถรีนี้ก็เป็นท่านหนึ่ง ที่ได้มาเป็นมหาสาวิกา หรือเป็นพระสาวิกา คือ สาวกฝ่ายหญิงที่มีความสำคัญมาก ตามประวัติเดิมของท่านว่า ท่านเป็นธิดาของเศรษฐี

ลูกเศรษฐีสมัยก่อนนั้น มักถูกเก็บตัวมาก กุณฑลเกสีนี้ก็เหมือนกัน บิดาเป็นคนร่ำรวยเป็นเศรษฐี ก็สร้างปราสาท แล้วให้ลูกสาวอยู่ในปราสาทนั้น และเธอก็อยู่บนปราสาทตลอดมา

วันหนึ่ง เมื่อกุณฑลเกสีอายุได้ ๑๖ ปี กำลังรุ่นสาว ได้เกิดมีเหตุการณ์สำคัญขึ้น ทางบ้านเมืองจับคนร้ายคนหนึ่งได้ และจะต้องประหารชีวิต

ในสมัยโบราณนั้น ก่อนที่จะประหารชีวิต เขาจะต้องนำตัวนักโทษมาตระเวนประจานไปตามถนนก่อนแล้ว จึงจะนำไปสู่ตะแลงแกง ในวันนั้นเขาก็เอาตัวผู้ร้ายคนนี้มาตระเวนประจาน

กุณฑลเกสีธิดาเศรษฐีอยู่บนปราสาท มองลงมาทางหน้าต่าง เห็นโจรร้ายคนนี้ ก็เกิดจิตปฏิพัทธ์ เสน่หาขึ้นมาอย่างแรงกล้า ถึงกับไม่กินอาหาร จะยอมตายถ้าไม่ได้โจรคนนั้น

ในที่สุด ท่านเศรษฐีบิดาต้องคิดหาอุบายเพื่อจะให้ได้โจรร้ายคนนี้มา โดยให้คนรับใช้นำเอาสินบนไปให้แก่พวกผู้คุม ผู้คุมนั้นได้เงินมาก ก็เลยปล่อยตัวโจรร้ายให้มา แล้วไปหานักโทษคนอื่นจับเอาไปประหารแทน

เป็นอันว่า โจรร้ายคนนี้ก็ได้มาอยู่กับธิดาของเศรษฐี เมื่อมาอยู่ด้วยกันสักระยะหนึ่ง เพราะความที่เป็นคนมีจิตใจโหดร้าย ไม่ทิ้งนิสัยเดิม ทั้งที่มาอยู่ในปราสาทอย่างสุขสบาย ก็ไม่ชอบ อยู่ไปสักพัก ก็เบื่อ อยากจะกลับไปใช้ชีวิตแบบโจรอีก จึงคิดจะหนี แต่ในเวลาเดียวกัน ก็อยากจะได้สมบัติไปด้วย ก็เลยคิดหาอุบาย

วันหนึ่ง อดีตโจรร้ายคนนี้ก็ออกอุบายบอกกะธิดาเศรษฐีว่า “นี่นะน้อง การที่พี่จะได้มาอยู่กับน้องนี่ ก็เพราะว่า พี่ได้บนบานเทวดาไว้ คือ เมื่อตอนที่จะถูกจับ พี่บนเทพเจ้าแห่งหน้าผาที่ประหารโจรว่า ถ้าปลอดภัยได้พ้นโทษ จะเอาของแก้บนไปถวาย เวลานี้พี่พ้นโทษแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้แก้บน เทพเจ้าท่านอาจจะลงโทษเอาได้ เพราะฉะนั้นก็ควรจะทำพิธีแก้บนให้เสร็จสิ้นไปเสีย”

นางกุณฑลเกสีนี้ ด้วยความรักโจรนั้น ก็บอกว่าเอาสิ ตามใจพี่ จะเอาอย่างไร น้องจะทำตามทุกอย่าง แล้วก็บอกสั่งบริวารให้เตรียมของต่างๆ ที่จะไปแก้บน

เมื่อถึงวันจะไป โจรร้ายก็บอกว่า วันนี้ ขอให้น้องแต่งตัวให้ดีที่สุด มีเครื่องประดับอะไรๆ ก็แต่งให้เต็มที่ นางกุณฑลเกสีก็ตามใจเพราะความรักต่อสามี ก็แต่งตัวให้ดีแล้วก็ขึ้นรถไปด้วยกัน พร้อมกับบริวาร

พอไปถึงสถานที่นั้น ปรากฏว่าเป็นภูเขามีเนินสูงขึ้นไป สามีก็บอกอีกว่าให้พวกคนรับใช้ที่ตามมาในรถคันอื่นๆ รออยู่ข้างล่าง เราจอดรถแล้วขึ้นไปกันสองคนโดยเฉพาะเท่านั้น เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อเทพเจ้า ซึ่งอยู่บนภูเขา

ภูเขานั้นมีหน้าผาสูง เมื่อขึ้นไปแล้ว ก็เตรียมพิธีแก้บน ทั้งสองคนก็เดินขึ้นไปจนถึงตรงหน้าผาที่จะทำพิธี

ถึงตอนนี้ โจรร้ายจึงบอกให้ทราบว่า “นี่เป็นวันสุดท้ายที่เราจะอยู่ด้วยกัน ฉันต้องการทรัพย์สมบัติของเธอ ขอให้เธอถอดเครื่องแต่งตัวเสื้อผ้าอาภรณ์ต่างๆ ตลอดจนเพชรนิลจินดาที่ประดับมาทั้งหมดมอบให้ฉัน และฉันก็จำเป็นจะต้องฆ่าเธอเพื่อปิดปาก อำพรางให้เห็นว่าเธอประสบอุบัติเหตุตายไปหรืออะไรทำนองนั้น”

นางกุณฑลเกสีเป็นคนมีปัญญา และมีสติดี ในใจจริงนั้นก็รักสามีมาก แต่ในเวลาเดียวกันก็มีความเศร้าเสียใจว่า สามีของเรานี้เป็นคนที่มีจิตใจโหดร้ายมาก แม้ที่อยู่มาอย่างนี้เราก็ได้ช่วยเต็มที่ ช่วยแม้กระทั่งให้รอดชีวิตมาจากการที่จะถูกประหาร ทั้งที่เราได้ช่วยอย่างนี้ ก็ยังคิดทรยศอีก เราจำเป็นจะต้องรักษาชีวิตของตัวไว้

ด้วยความมีปัญญา กุณฑลเกสีก็เลยคิดอุบายขึ้นมา บอกว่า เอาละไหนๆ วันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายที่พี่กับน้องจะได้อยู่ร่วมกันแล้ว น้องรักพี่มาก ขอให้น้องได้ทำพิธีแสดงความจงรักภักดีต่อสามี ด้วยการรำถวายต่อองค์เทพเจ้าเถิด

แล้วกุณฑลเกสีก็ขอโอกาสฟ้อนรำชนิดหนึ่งให้ก่อน เป็นการแสดงความภักดีต่อสามีของตน สามีก็ตามใจให้รำ เพราะเห็นว่า ถึงไงก็ไม่รอดอยู่แล้ว นางกุณฑลเกสีธิดาของเศรษฐี ก็ฟ้อนรำไปฟ้อนรำมา ฟ้อนรำไปฟ้อนรำมา หลายรอบ รอบตัวสามีนั่นแหละ จนกระทั่งถึงจังหวะหนึ่ง พอสามีเผลอ ได้โอกาสที่เธออยู่ข้างหลัง และมีหน้าผาอยู่ด้านหน้า ก็ผลักสามีอย่างเต็มที่เลย ทีเดียวตกหน้าผาไป เป็นอันว่าตายอย่างไม่ต้องสงสัย โจรร้ายก็จบชีวิตไป

นี่แหละ ด้วยปัญญา นางกุณฑลเกสีก็รอดชีวิตมา เมื่อรอดชีวิตมาแล้ว ก็ลงจากภูเขา อันที่จริงจะกลับบ้านก็ได้ แต่มีความเศร้าเสียใจ และอายผู้คน

กุณฑลเกสีคิดไปว่า ถ้าเธอกลับไปบ้าน คนก็จะต้องถามว่าสามีหายไปไหน เมื่อเขารู้ว่าตนฆ่าสามีตาย ก็จะพากันพูดจาว่าร้ายว่าเป็นหญิงใจทราม ตอนแรกก็อยากได้สามีจนถึงกับยอมลงทุนให้สินบนเอามา แต่แล้วไม่ทันไร เกิดไม่พอใจเบื่อขึ้นมา ก็ฆ่าทิ้งเสีย ถึงจะเล่าความจริงให้ฟัง ก็ไม่มีหลักฐานให้เขาเชื่อ

จากเหตุการณ์นี้ นางก็มาคิดนึกถึงเรื่องชีวิตของมนุษย์ ว่าหาความแน่นอนมิได้ เรื่องที่คิดไม่ถึงว่าจะเกิด ก็เกิดขึ้น พิจารณาไป ก็มีความเบื่อหน่ายต่อชีวิตครองเรือน จึงตัดสินใจว่า เราอย่าอยู่เลย กลับไปอยู่บ้าน ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว เบื่อหน่ายเต็มที ออกบวชดีกว่า

คิดอย่างนั้นแล้ว ตอนแรกก็ไปบวชเป็นนักบวชนอกพระพุทธศาสนา เขาเรียกว่าเป็นปริพาชิกา คือนักบวชหญิงเร่ร่อน

นักบวชเร่ร่อนพวกปริพาชกนี้ชอบถกเถียงปัญหา หาความรู้ขัดเกลาสติปัญญา ไปที่ไหนก็จำเป็นจะต้องโต้วาทะกับพวกนักบวชอื่นๆ ถ้าหากว่าไปเจอนักบวชที่เขามีสติปัญญาสูงกว่า ตัวเองตอบปัญหาของเขาไม่ได้ เขาตอบปัญหาของตัวเองได้หมด แพ้เขา ก็อาจจะยอมเป็นสาวก

นางปริพาชิกาคนใหม่ คือ นางกุณฑลเกสีนี้ ก็เที่ยวเดินทางไปในที่ต่างๆ เที่ยวถกเถียงปัญหา โต้วาทะกะใครๆ เรื่อยไป และก็เป็นคนที่เก่งมาก มีปัญญาดี

ในที่สุด เพราะความที่มีปัญญาดี มีความสามารถ มีวาทะที่เก่งกล้า ก็เลยกลายเป็นผู้ท้าคนอื่น ถึงตอนนี้ก็ชักจะมีความทะนงตัว ไปไหนก็ไปท้าคนอื่น จนกระทั่งคราวหนึ่งก็มาพบกับพระสารีบุตร และก็ได้โต้วาทะกับพระสารีบุตร

พระสารีบุตรตอบปัญหาของนางได้หมด แต่ถึงคราวพระสารีบุตรถามปัญหาบ้าง นางตอบไม่ได้ ก็เลยยอมตัวขอบวช เพื่อจะได้มาเล่าเรียนศึกษาธรรมะที่พระสารีบุตรรู้ ซึ่งนางไม่รู้ และได้มาเป็นสาวิกาของพระพุทธเจ้า ได้มาบวชเป็นพระภิกษุณี และต่อมาก็ได้บรรลุอรหัตผล กลายเป็นพระเถรีชั้นผู้ใหญ่ ได้รับความยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นผู้ยอดเยี่ยมในบรรดาพระภิกษุณีที่ตรัสรู้ฉับพลัน เป็นอันว่าชีวิตของนางก็ลงเอยด้วยดี

นี้เป็นประวัติของนางกุณฑลเกสีเถรี จากประวัตินี้จุดที่เน้นสำคัญก็คือ ตอนที่นางแก้ปัญหาในชีวิตของตนเองให้รอดมาได้ โดยใช้สติปัญญา

ที่ว่าใช้สติปัญญา คือมีปัญญาทำให้คิดอุบายได้ และสติก็มีด้วย คือว่าถึงแม้ปัญญาจะมี แต่ถ้าสติไม่มา ก็ไม่ได้ใช้ปัญญานั้น ตอนที่นางถูกโจรจะฆ่านั้น นางมีสติไม่หลงใหลฟั่นเฟือน ไม่ได้มัวแต่หวาดกลัวตัวสั่นอะไร ถ้าเอาแต่หวาดกลัว ก็คงคิดอะไรไม่ออก ก็ต้องตายแน่ แต่เพราะนางมีสติ ก็ระลึกได้ และใช้ปัญญาต่อ ก็เลยแก้ปัญหาสำเร็จ

ที่ว่านี้ ก็เพื่อให้เห็นว่า สติ กับ ปัญญา นั้นมักจะมาคู่กัน สติเป็นตัวเริ่ม เป็นตัวที่จะทำให้ใช้ปัญญา แต่เมื่อจะใช้ปัญญา ก็ต้องมีปัญญาด้วย มีสติอย่างเดียว แต่ถ้าปัญญาไม่มี ก็อาจจะแก้ไขปัญหาไม่สำเร็จ

นางกุณฑลเกสีนั้น มีทั้งสติ มีทั้งปัญญา จึงแก้ปัญหานำชีวิตให้รอดพ้นไปได้

ส่วนโจรร้ายนั้นก็มีปัญญาเหมือนกัน คือคิดอุบายที่จะฆ่าเขา แต่ว่าปัญญาสู้เขาไม่ได้ เขาซ้อนกลเอา ตนเองก็เลยได้รับผลกรรมตอบสนอง คิดร้ายต่อเขา ก็เลยได้รับผลร้ายกลับมาถึงตัวเอง โจรร้ายก็จบชีวิตลง เพราะกรรมของตนเองนั่นเอง

นี่ก็เป็นเรื่องราวในพระพุทธศาสนา ที่ได้ทั้งประวัติของพระเถรี และได้ทั้งคติธรรม ทั้งคติทางด้านโจร ที่ไปคิดประทุษร้ายต่อผู้อื่นแล้วได้รับผลร้ายตอบสนอง และคติทางด้านพระเถรี ที่ใช้สติและปัญญาในการแก้ไขปัญหา ทำให้รอดพ้นจากภยันตราย

อาตมภาพคิดว่า วันนี้ ได้เล่าเรื่องนางกุณฑลเกสีเถรี เป็นเรื่องประกอบในหัวข้อธรรมคือปัญญาไว้ พอสมควรแก่เวลาแล้ว ก็ขออนุโมทนาโยม เจริญพร

ตอนก่อนหน้า/ตอนต่อไป<< ฉลาดไม่เข้าเรื่อง พาให้วอดวาย ฉลาดแก้กล พาให้พ้นอันตรายเลี้ยงลูกดี ลูกมีปัญญา พาทุกคนสุขสันต์ >>

เชิงอรรถ

  1. เล่าเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๒๘

No Comments

Comments are closed.