- วิถีสู่สันติภาพ
- การเฉลิมฉลองที่สมควร และมีคุณค่า
- อย่าได้แค่วิจารณ์เขาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ต้องคิดให้ดีด้วยว่าเราจะทำอย่างไร
- สันติภาพไม่ใช่แค่ท่องว่า เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ต้องไปให้ถึงขั้นว่า ทำอย่างไรจะไม่ต้องจองเวร
- ถึงจะยากก็ต้องทำ คือต้องแก้ไขความอยากได้-อยากใหญ่-ใจแคบ
- ปมปัญหายิ่งซับซ้อนใหญ่โตยากนักหนา เมื่อตัณหา-มานะ-ทิฏฐิ ซ่อนแฝงไว้ซึ่งความกลัว-หวาดระแวง-ไม่ไว้ใจ
- แค่ทิฏฐิในเรื่องชาติพันธุ์ที่มีมานานนักหนา มนุษย์ก็ไม่ได้พัฒนาขึ้นมาเลย
- แค่ “รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย” สร้างสันติภาพโลกไม่ได้ แต่ต้องรวมกันเป็นหมู่ สู่ความประสานเป็นสากล
- แค่ “สากล” สามประการ ที่เป็นเรื่องพื้นฐานธรรมดา ทำไมการศึกษาจึงยังพัฒนาคนไปไม่ถึง
- โลกจะไร้พรมแดนได้จริง ใจต้องไร้พรมแดน ใจจะไร้พรมแดนได้ ต้องให้มีการศึกษาที่ถูกต้อง
แค่ “รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย” สร้างสันติภาพโลกไม่ได้
แต่ต้องรวมกันเป็นหมู่ สู่ความประสานเป็นสากล
ได้บอกแล้วว่า เรื่องใจแคบนี้สำคัญที่สุด จึงต้องขยายออกไปให้เห็นอาการด้านต่างๆ ของการแสดงความใจแคบ คือความหวงแหนกีดกั้นกันแบบต่างๆ
ความหวงแหนกีดกั้นมีหลายอย่าง ทางพุทธศาสนาถือเป็นเรื่องสำคัญมาก จะเห็นว่าพระพุทธศาสนาพยายามสร้างสันติสุขให้แก่มนุษย์ด้วยการไม่ให้มีการแบ่งแยกเบียดเบียน
ฉะนั้น นอกจากตัณหา มานะ ทิฏฐิ ที่จะไม่ให้ขัดแย้งทำสงครามรบราฆ่าฟันกันแล้ว ยังมีหลักต่อไปอีกชุดหนึ่ง ที่ท่านวางไว้เพื่อให้เราขจัดความใจแคบ และพัฒนามนุษย์ไปสู่ความมีจิตใจไร้พรมแดน และอยู่ร่วมกันโดยสันติ
ท่านให้หลักไว้ว่า มนุษย์ที่พัฒนาแล้วจะต้องหมดความใจแคบหรือความหวงแหนกีดกั้นกัน ๕ ประการ ที่เรียกว่า มัจฉริยะ ๕
“มัจฉริยะ” เราแปลกันว่าความตระหนี่ หรือขี้เหนียว แต่คำว่าขี้เหนียวชวนให้คิดไปว่าเป็น ความโลภ
กิเลสทั้งหมดจัดรวมเข้าได้ ๓ กลุ่ม คือ โลภะ โทสะ โมหะ ถ้าถามคนทั่วไปว่า มัจฉริยะจัดเข้าในกิเลสประเภทไหนในสามประเภทนั้น คนส่วนใหญ่จะตอบว่าอยู่ในกิเลสประเภท โลภะ หรือ โลภ แต่ไม่ถูก เพราะไปนึกถึงคำแปลภาษาไทย แต่ความหมายของมันไม่ตรงทีเดียวกับในภาษาเดิม
มัจฉริยะ ทางพระจัดเข้าในกลุ่ม โทสะ ซึ่งเห็นได้ชัดในการกีดกั้นผู้อื่น หวงแหนคอยกั้นขวางไม่ให้เขาได้อย่างเรา หรือไม่ให้เขามีส่วนร่วม ความหวงแหนกีดกั้น หรือมัจฉริยะนั้น มี ๕ ประการ เราจะต้องพัฒนามนุษย์ให้กำจัด มัจฉริยะ ๕ นี้ให้ได้ มิฉะนั้นมนุษย์จะไม่มีทางเลิกแบ่งแยกกัน และก็จะต้องเกิดปัญหาในการขัดแย้งกัน จนกระทั่งถึงสงครามอยู่เรื่อยไป
ความหวงแหนกีดกั้น ๕ ประการ นี้มีอะไรบ้าง
- ความหวงแหนกีดกั้นกัน ในเรื่องที่อยู่ ที่อาศัย ท้องถิ่น ดินแดน จนถึงประเทศ
- ความหวงแหนกีดกั้นกัน ในเรื่องผลประโยชน์ เรื่องลาภ เรื่องการได้สิ่งเสพบริโภค เป็นต้น
- ความหวงแหนกีดกั้นกัน ในเรื่องพงศ์เผ่าเหล่ากอ ชาติพันธุ์ วงศ์ตระกูล พวกพ้อง
- ความหวงแหนกีดกั้นกัน ในเรื่องชนชั้น วรรณะ สีผิว
- ความหวงแหนกีดกั้นกัน ในเรื่องวิชาความรู้ หรือวิทยาการ และผลสำเร็จทางภูมิธรรมภูมิปัญญา
ปัจจุบันนี้กำลังเข้าสู่ยุคแห่งความหวงแหนกีดกั้นข้อที่ ๕ นี้เต็มที่ เช่นเรื่องสิทธิทางปัญญา หรือสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา แต่ข้อต้นๆ ปัจจุบันก็มีอยู่ทั้งหมด จึงมี ๕ ข้อ ครบเลย
ถ้ากำจัดความหวงแหนกีดกั้น ๕ อย่างนี้ไม่ได้ มนุษย์ก็ต้องขัดแย้งกันอย่างรุนแรงต่อไป จะต้องรบรา แย่งชิง กำจัดกันเรื่อยไป พระพุทธศาสนาจึงสอนให้มนุษย์ศึกษาพัฒนาตัวเอง จนถึงขั้นที่ว่าถ้าเป็นโสดาบันก็หมดมัจฉริยะทั้ง ๕ อย่าง ไม่มีเหลือเลย การที่พุทธศาสนาพัฒนามนุษย์ก็เพื่อให้ถึงขั้นนี้
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าจะสุดโต่งไปอีกทางหนึ่ง ไม่ใช่ว่า เมื่อไม่ให้มีการกีดกั้นหวงแหนกัน เราก็ไม่ถืออะไรทั้งนั้น ไม่ยึดถือเลย เรื่องถิ่นที่อยู่อาศัย หรือประเทศของเรา ตลอดหมดทั้ง ๕ ข้อไม่ยึดถือ ถ้าทำอย่างนี้ก็เป็นสุดโต่ง กลายเป็นโมหะ ไม่ใช่การทำด้วยปัญญา แต่กลายเป็นการยึดมั่นในความไม่ยึดมั่น
การปฏิบัติในเรื่องนี้ ต้องทำโดยรู้เท่าทันความจริงตามเหตุผลว่า ถ้าคนยังขืนยึดถือกันอยู่ ก็เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่ผิด การที่เราตั้งข้อตกลงในเรื่องดินแดน วงศ์ตระกูล เป็นต้น เหล่านี้ขึ้นมา ก็เพื่อให้มนุษย์เรามีหลักมีเกณฑ์ มีกฎกติกาที่จะคุมการอยู่ร่วมสังคมให้อยู่ในขอบเขตและมีขั้นตอนที่ถูกต้อง แล้วเราก็ปฏิบัติไปเพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยดี วัตถุประสงค์ที่แท้จริงนั้น ก็เพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกันด้วยสันติสุข จุดหมายแท้จริงอยู่ที่นั่น
การที่เราจัดแบ่งให้คนมีที่อยู่อาศัยโดยกำหนดว่าเป็นของใครๆ นั้น ท่านเรียกว่า สมมติ แปลว่ามติหรือข้อตกลงหรือการยอมรับร่วมกัน ซึ่งเป็นการจัดสรรแบ่งจำแนกโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มนุษย์มีจุดกำหนดที่จะปฏิบัติต่อกันได้ถูกต้อง
การที่คนจะอยู่ร่วมกันด้วยดี ก็ต้องมีการจัดแบ่งจัดสรร เรื่องอย่างนี้เป็นปัญญาของมนุษย์ เรียกว่ารู้จักสมมติ จึงเอาสมมติมาใช้ตามความฉลาดของมนุษย์ แต่พร้อมกันนั้นก็ต้องรู้ทันสมมติ และไม่ไปหลงยึดติดกับสมมติ จนกลายเป็นการเอาตัวสมมติเองมาแบ่งแยกทำลายกัน
เรื่องที่คนเอามาหวงแหนกีดกั้นกันทั้ง ๕ ประการนี้ก็มาจากสมมติ ถ้าเราปฏิบัติถูกขั้นตอน ก็ไม่เป็นปัญหา แต่กลับเป็นเรื่องที่ดี ประเทศของเราก็ยังมี แม้แต่บ้านที่อยู่ของเราก็มีอยู่เป็นธรรมดา แต่เรารู้ตระหนักว่าเรามีมันเพื่ออะไร ก็เพื่อให้คนอยู่กันได้ด้วยดี โดยมีที่กำหนด และจะได้มีขอบเขตที่อยู่อาศัยว่าบ้านใครบ้านใคร ครอบครัวใคร และมีวิธีปฏิบัติสัมพันธ์กันได้ถูกต้อง
หลักการในเรื่องนี้ คือ คนมารวมเป็นกลุ่มย่อย มิใช่เป็นการแยกออกจากกลุ่มอื่น แต่เพื่อเป็นขั้นตอนให้เกิดความสะดวกในการที่จะมารวมให้เป็นมวลที่ครบบริบูรณ์ต่อไป พูดง่ายๆ ว่า
ไม่ใช่รวมกลุ่มหนึ่งพวกหนึ่ง เพื่อแยกจากกลุ่มอื่นพวกอื่น แต่เป็นการรวมเพื่อร่วม คือ เอาหน่วยมารวมเป็นหมู่ เพื่อให้หลายหมู่มารวมกันเป็นมวล ขยายกว้างออกไปจนรวมกันเป็นโลกอันเดียว เป็นการปฏิบัติด้วยปัญญา มนุษย์จะต้องทำให้มัจฉริยะ ๕ นี้หมดไป โดยเอาปัญญามาปฏิบัติต่อสมมติให้ถูกต้อง
เอาเป็นว่า มัจฉริยะ ๕ อย่างนี้เรากำจัดได้ไหม โดยจะต้องเปลี่ยนมันให้เป็นการปฏิบัติต่อสมมติอย่างถูกต้องด้วยปัญญาที่รู้เท่าทัน และจริงไหมที่ว่า ถ้ามนุษย์ยังไม่หมดความหวงแหนกีดกั้น ๕ ประการนี้ ก็แก้ไขปัญหาความขัดแย้งไม่ได้
การที่มีปัญหากันอยู่ ก็เพราะความใจแคบในเรื่องเผ่าพงศ์ ชาติพันธุ์ และลัทธิศาสนา เป็นต้นนี้ ดังที่ศากยวงศ์ต้องถูกทำลายไป ถ้าจะแก้ปัญหาให้สำเร็จ ก็ต้องแก้เรื่องนี้ให้ได้ เป็นเรื่องที่ขอฝากไว้
ความจริงเรื่องสันติภาพนี้ไม่ยากอะไร อย่างที่ว่าพูดง่าย ถ้าทำตามหลักนี้ได้มันก็จบ แต่มนุษย์ก็ทำไม่ได้สักที ทั้งนี้ก็เพราะมนุษย์ไม่ได้พัฒนาจิตใจและปัญญา ให้มีคุณสมบัติเหล่านี้

No Comments
Comments are closed.