ปมปัญหายิ่งซับซ้อนใหญ่โตยากนักหนา เมื่อตัณหา-มานะ-ทิฏฐิ ซ่อนแฝงไว้ซึ่งความกลัว-หวาดระแวง-ไม่ไว้ใจ

22 เมษายน 2546
This entry is part 6 of 10 in the series วิถีสู่สันติภาพ

ปมปัญหายิ่งซับซ้อนใหญ่โตยากนักหนา
เมื่อตัณหา-มานะ-ทิฏฐิ ซ่อนแฝงไว้ซึ่งความกลัว-หวาดระแวง-ไม่ไว้ใจ

แล้วเราจะแก้ปัญหาอย่างไร ก็ต้องยอมรับความจริงว่ามันแสนยาก อย่างที่ว่า พูดง่าย-ทำยาก นั่นแหละ แต่ถึงยากก็ต้องทำและการแก้ปัญหานั้นก็ไม่ใช่ว่าเราจะต้องทำพรวดเดียว เช่นบอกว่าคุณต้องไม่มีตัณหา ต้องไม่อยากได้ผลประโยชน์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เราต้องยอมรับเรื่องของมนุษย์ทั่วไป และต้องทำเป็นขั้นตอน

อย่างเรื่อง ตัณหา เราก็ต้องวางมาตรการต่างๆ ที่จะไม่ให้คนเอาเปรียบกัน ซึ่งโลกเขาก็พยายามวางกันมา แต่มนุษย์ก็พยายามเอาเปรียบกันเสมอ บางทีก็ถึงกับวางกฎกติมาแบบเอาเปรียบคนอื่น และแม้แต่เมื่อมีกฎกติกาเป็นกรอบขึ้นมาแล้ว ก็ยังหาทางใช้กฎกติกานั้นให้เกิดผลเข้าข้างตน ให้เอื้อแก่ตัวเอง

ถึงจะอย่างไรก็ตาม ก็ต้องมีกฎกติกาไว้ รวมความก็คือ ต้องมีกฎกติกาและมาตรการที่จะรักษาความเป็นธรรม เพื่อไม่ให้มีการแสวงหาผลประโยชน์แบบรุกรานผู้อื่น หรือเอาเปรียบผู้อื่นโดยไม่ชอบธรรม

จะเห็นว่า แม้แต่เรื่องจำพวกการค้าเสรีและอะไรๆ ทำนองนี้ เขาก็อ้างเรื่องความเป็นธรรม บอกว่าเป็นการค้าที่เสรีและเป็นธรรม เป็น “ฟรีเทรด” (free trade) ด้วย และ “แฟร์เทรด” (fair trade) ด้วย แต่เอาเข้าจริงก็เป็นปัญหาว่าฟรีเทรดนั้นเป็นแฟร์เทรดหรือเปล่า แล้วก็เถียงกันอยู่นั่นแหละ เพราะบางทีมันฟรี แต่มันไม่แฟร์ ทำอย่างไรจะให้ทั้งฟรีและทั้งแฟร์ด้วย ซึ่งยากเหลือเกิน เพราะมนุษย์นี่ตัณหามันเยอะ

ตัณหา ความอยากได้เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ไม่ยอมแฟร์ และทำให้อ้างความฟรีมาเพื่อไม่แฟร์ไป จึงต้องหาทางชิงไหวชิงพริบกันอยู่เรื่อย แต่รวมแล้วหลักการในขั้นหนึ่งก็ต้องมีมาตรการไม่ให้เอารัดเอาเปรียบกัน หรือให้เอาเปรียบได้น้อย ให้มีความเป็นธรรมบ้าง เท่าที่จะทำได้ แล้วก็พยายามแก้จุดอ่อนกันไป

เรื่องมานะ ความอยากใหญ่ ความต้องการอำนาจครอบงำผู้อื่นก็เช่นเดียวกัน ต้องมีมาตรการสะกัดกั้นและมีการดุล มีการคานอำนาจกัน เป็นวิธีการซึ่งทางรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการเมืองระหว่างประเทศ ต้องศึกษาและพยายามกันไป

แต่ทั้งนี้ จะต้องรู้ตระหนักด้วยว่า เบื้องหลังหลักการและภายใต้เหตุปัจจัยใหญ่ๆ เหล่านี้ เรื่องของมนุษย์มีปัจจัยย่อยๆ เป็นเงื่อนปมซับซ้อนมากมาย

อย่างเรื่องลาภ หรือผลประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องระดับรูปธรรมพื้นฐาน ตั้งแต่เรื่องปัจจัย ๔ ก็ต้องมองไปถึงปัญหาความยากจนขาดแคลนขัดสน ซึ่งก็เป็นสาเหตุอย่างหนึ่งของความขัดแย้งแบ่งแยกเบียดเบียนกัน ตั้งแต่คนยากจนกับคนมั่งมี ไปจนถึงประเทศที่ขาดแคลนกับประเทศที่ร่ำรวย

แม้แต่ในเรื่องนี้ ในขั้นต้นๆ ตัณหานอกจากทำให้คนขัดแย้งแย่งชิงกันแล้ว ก็ทำให้ไม่สามารถเผื่อแผ่แบ่งปันช่วยเหลือกัน

แต่ไม่ใช่แค่นั้น เมื่อตัณหาประสานกับมานะ คนมีอิทธิพล ตลอดจนประเทศมหาอำนาจ อาจจะช่วยเหลือเผื่อแผ่แก่คนยากจน ตลอดจนชาติที่ยากไร้บ้างในขอบเขตหนึ่ง แต่ต้องพยายามหาทางทำให้คนจน และชาติที่ล้าหลัง ต้องยากจนต่อไป เพื่อให้คงอยู่ใต้อิทธิพลของตน ตลอดจนเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ของตน และเสริมอำนาจความยิ่งใหญ่

แต่ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ ตัณหา-มานะ-ทิฏฐินี้ ทำให้การแก้ปัญหายากยิ่งขึ้น เมื่อมันเป็นตัวการทำให้เกิดความกลัว ความหวาดระแวง และความไม่ไว้ใจกัน

ความกลัวของคนที่อ่อนแอยังไม่สำคัญเท่าไร มันไม่รุนแรง แต่ความกลัวของผู้มีอำนาจนี่แหละ ที่เป็นตัวก่อปัญหายิ่งใหญ่

ทำไมไม่ช่วยเขาจริงจังให้หายยากจน บางทีทำไมต้องทำสงครามทั้งที่ดูตามสภาพทั่วไปไม่เห็นมีอะไรมาก

มีบ่อยๆ ที่ต้องทำอย่างนั้น เพราะความกลัวที่ซ่อนแฝงอยู่ว่าเขาจะมีอำนาจขึ้นมาแข่งตน หรือกลัวว่าถ้าพวกนั้นมีกำลังขึ้นมาจะเป็นภัยแก่ตน หรือแม้แต่ระแวงไปต่างๆ หรือตกลงกันไม่ได้เพราะไม่ไว้ใจกัน

เวลานี้ก็รู้กันดีแล้วว่า การแย่งชิงเบียดเบียนกันที่ทำให้โลกไม่มีสันติภาพนี้ มิใช่ก่อความเดือดร้อนเฉพาะในสังคมมนุษย์เองเท่านั้น แต่ยังขยายปัญหาออกไป ทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมด้วย ซึ่งยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาความขาดสันติภาพให้รุนแรงยิ่งขึ้น

ในกระบวนการที่ว่านี้ ตัณหา-มานะ-ทิฏฐิ ที่ซ่อนแฝงความกลัว-หวาดระแวง-ไม่ไว้ใจกันนั้น นอกจากเป็นตัวการก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว แม้เมื่อมนุษย์รู้ว่าตนควรจะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างไร ก็ไม่สามารถดำเนินการแก้ปัญหานั้นให้มีผลจริงขึ้นมาได้

รวมแล้ว การแก้ปัญหาต้องมีวิธีการหลายระดับ โดยเฉพาะ

ก) ระดับความสัมพันธ์ทางสังคม ด้วยการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การแบ่งปัน การสงเคราะห์ต่างๆ

ข) ระดับการปกครอง หรือระดับจัดการ รวมทั้งการวางกฎกติกา ที่จะให้มีกรอบแห่งการกระทำ และไม่ให้ข่มเหงเอารัดเอาเปรียบกัน แต่ให้มีความเป็นธรรม ด้วยหลักกฎหมาย และการใช้กฎหมาย

แต่สองระดับนี้ เป็นการแก้ปัญหาขั้นพื้นผิว และเฉพาะหน้า ซึ่งไม่เป็นหลักประกันแห่งการแก้ปัญหาและการสร้างสันติภาพที่แท้จริง เช่นอาจจะมีการช่วยเขาเพื่อเอาไว้ใต้อำนาจ การวางกฎกติกาที่ไม่เป็นธรรม หรือไม่ยอมตั้งกฎที่จะทำให้ตนเสียผลประโยชน์ และการใช้กฎกติกาแบบฉลาดแกมโกง เพื่อเอาเปรียบเป็นต้น

ดังที่มองเห็นกันชัดเจนเวลานี้ ในความสัมพันธ์ช่วยเหลือกันระหว่างประเทศ ทั้งชาติที่ให้ความช่วยเหลือ และชาติที่รับการช่วยหลือ หายากที่จะมีไมตรีธรรม ที่ซาบซึ้งใจต่อกัน ต่างก็มีความเคลือบแคลงใจ มองทางฝ่ายผู้ที่ช่วยก็อาจจะมีแรงจูงใจแอบแฝง ทางฝ่ายผู้รับก็ฉวยโอกาสหรือไม่ก็ซ่อนความหวาดระแวงไว้ข้างใน ทั้งสองฝ่ายไม่จริงใจต่อกัน

ทั้งหมดนี้จึงไม่ปลอดภัยจริง หนีไม่พ้นที่จะต้องขึ้นให้ถึง

ค) ระดับการศึกษา ด้วยการสังสรรค์ทางการศึกษา ที่จะปรับท่าทีแห่งความสัมพันธ์ และพัฒนาคนส่วนใหญ่ให้หลุดพ้นจากตัณหา-มานะ-ทิฏฐิ ตลอดจนความกลัว ความหวาดระแวง ไม่ไว้ใจกัน ให้มีความเป็นมิตรผู้มีความปรารถนาดีต่อกัน และใฝ่ประโยชน์สุขที่ร่วมกัน เป็นเพื่อนร่วมโลกกันได้จริง

ในที่สุด ก็ต้องแก้ไปให้ถึงตัวก่อการร้ายที่ฝังลึกที่สุด ซึ่งเมื่อมีอยู่ มันจะประสานทั้งตัณหาและมานะ ไปจนถึงความกลัว ความหวาดระแวง ไม่ไว้ใจกันทั้งหมด ที่ทำให้โลกไม่อาจจะมีสันติภาพ

วิถีสู่สันติภาพ

ถึงจะยากก็ต้องทำ คือต้องแก้ไขความอยากได้-อยากใหญ่-ใจแคบ แค่ทิฏฐิในเรื่องชาติพันธุ์ที่มีมานานนักหนา มนุษย์ก็ไม่ได้พัฒนาขึ้นมาเลย

No Comments

Comments are closed.