- วิถีสู่สันติภาพ
- การเฉลิมฉลองที่สมควร และมีคุณค่า
- อย่าได้แค่วิจารณ์เขาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ต้องคิดให้ดีด้วยว่าเราจะทำอย่างไร
- สันติภาพไม่ใช่แค่ท่องว่า เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ต้องไปให้ถึงขั้นว่า ทำอย่างไรจะไม่ต้องจองเวร
- ถึงจะยากก็ต้องทำ คือต้องแก้ไขความอยากได้-อยากใหญ่-ใจแคบ
- ปมปัญหายิ่งซับซ้อนใหญ่โตยากนักหนา เมื่อตัณหา-มานะ-ทิฏฐิ ซ่อนแฝงไว้ซึ่งความกลัว-หวาดระแวง-ไม่ไว้ใจ
- แค่ทิฏฐิในเรื่องชาติพันธุ์ที่มีมานานนักหนา มนุษย์ก็ไม่ได้พัฒนาขึ้นมาเลย
- แค่ “รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย” สร้างสันติภาพโลกไม่ได้ แต่ต้องรวมกันเป็นหมู่ สู่ความประสานเป็นสากล
- แค่ “สากล” สามประการ ที่เป็นเรื่องพื้นฐานธรรมดา ทำไมการศึกษาจึงยังพัฒนาคนไปไม่ถึง
- โลกจะไร้พรมแดนได้จริง ใจต้องไร้พรมแดน ใจจะไร้พรมแดนได้ ต้องให้มีการศึกษาที่ถูกต้อง
สันติภาพไม่ใช่แค่ท่องว่า เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร
แต่ต้องไปให้ถึงขั้นว่า ทำอย่างไรจะไม่ต้องจองเวร
ไม่เพียงแต่เรื่องการวิจารณ์คนอื่นและเหตุการณ์ทั้งหลายเท่านั้น แม้แต่ในเรื่องหลักการต่างๆ ก็เหมือนกัน คนไทยเราอาจจะต้องมาตรวจสอบตัวเอง บางทีอาจจะต้องติเตียนกันบ้าง ตำหนิกันบ้าง เพราะว่าทั้งที่เป็นพุทธศาสนิกชน บางทีเราก็ไม่ได้คิดกันจริงจังว่าจะต้องทำอะไร เราแค่ฟังและบางทีก็ยอมรับกันแค่ว่าหลักการมันเป็นอย่างนั้น แต่เมื่อต้องต่อด้วยคำว่า “แล้วเราจะต้องทำอย่างไร” ถึงตรงนี้เรากลับแทบไม่ขวนขวาย
ยกตัวอย่างง่ายๆ หลักธรรมหลายอย่างที่เราได้ยินและสอนกันอยู่เรื่อยๆ และเราก็เอามาพูดกันจนติดปาก เช่นที่ท่านว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ แปลว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน ซึ่งเราก็ยอมรับว่าเป็นความจริง และสอนกันอยู่เรื่อยว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน แต่ตอนที่จะต้องทำ คือตอนที่พระท่านสอนว่า แล้วทำอย่างไรตนจะเป็นที่พึ่งได้ อันนี้เราไม่ค่อยจะเดินหน้าหรือแม้แต่เอาใจใส่กันเลย ทั้งที่ตรงนี้เป็นคำสอนที่สำคัญ ซึ่งเป็นภาคปฏิบัติ
หมายความว่า เมื่อเรารู้หลักความจริงที่เป็นอย่างนั้นว่า ตนเป็นที่พึ่งของตนแล้ว มันก็เตือนเราว่า เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำตนให้เป็นที่พึ่งได้ แล้วก็ต้องพัฒนาตนขึ้นมา
คำสอนของพระพุทธศาสนาที่ท่านเพียรพยายามสอนมามากมาย ก็คือสอนให้คนทำตนให้เป็นที่พึ่งได้ ด้วยการฝึกฝนพัฒนาตน คือด้วยการศึกษา ตรงนี้เป็นจุดสำคัญ ถ้าเราอยู่แค่ตนเป็นที่พึ่งของตน แค่นั้น ก็จบ คือได้แต่รู้หลักความจริง แต่ไม่ได้ก้าวไปไหน
อย่างคำสอนอีกข้อหนึ่งที่คุ้นๆ กันว่า เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร หรือ เวรระงับด้วยการไม่จองเวร เราก็ได้ยินกันอยู่เสมอและจำกันได้อย่างแม่นยำ อันนี้ก็เป็นหลักความจริงในหมู่มนุษย์ที่ว่า ถ้าเกิดมีเวรและไปจองเวรกัน มันก็ไม่รู้จักจบสิ้น
แต่ในแง่ของภาคปฏิบัติที่จะต้องทำ จะต้องถามต่อไปว่า แล้วทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องจองเวร ตรงนี้แหละที่คนไทยเราหรือชาวพุทธไทยเราไม่ค่อยคิด ทั้งๆ ที่ในพระพุทธศาสนานั้น เมื่อค้นดูในคัมภีร์ต่างๆ ท่านก็พยายามสอน ว่าทำอย่างไรจะไม่ต้องจองเวร โดยเฉพาะหลักการข้อนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องสงครามและสันติภาพด้วย การที่จะไม่ต้องจองเวรนั้น เมื่อพูดอย่างชาวบ้าน ก็อาจจะมีอยู่ ๓ แบบ
แบบที่ ๑ คือ คนก่อเวรเขาทำรุนแรงได้ผล จนกระทั่งผู้ถูกกระทำนั้นสูญสิ้นชาติพันธุ์หายไปหมดเลย จึงไม่มีโอกาสมาจองเวร
แบบที่ ๒ คือ เมื่อถูกเขาก่อเวรแล้ว คนที่ถูกกระทำ มีความสามารถที่จะทำให้การก่อเวรของผู้ทำร้ายนั้นไม่สัมฤทธิ์ผล สงบไป หรือ สยบได้ เลิกหายต่อกัน เพราะเขายอม อย่างนี้เรียกว่าชนะได้ด้วยธรรม โดยไม่ต้องทำร้ายเขา
แบบที่ ๓ คือ ทำอย่างไรในระยะยาว เราจะสามารถทำที่จะไม่ให้มีการก่อเวรขึ้นมาอีกเลย แบบนี้แหละเก่งที่สุด ถึงขั้นนี้จึงจะมีสันติภาพแน่นอน โดยทำให้โลกนี้ไม่มีการก่อเวรกัน
แล้วเราล่ะอยู่ในแบบไหนหรือขั้นไหน ถ้าไม่เพียรพยายาม เราจะอยู่ในขั้นที่ ๑ คือ ถ้าเขาก่อเวรมาเราก็สิ้นชาติสิ้นพันธุ์ จบกัน ก็ไม่ต้องจองเวร
ในคัมภีร์ต่างๆ ท่านสอนไว้ ดังมีตัวอย่างในชาดกที่ยกเรื่องมาเล่าไว้ให้เห็นว่า เราจะเปลี่ยนวิถีของโลกได้อย่างไร ในขณะที่โลกนี้มันร้าย มีแต่คนที่คิดจะแก้แค้นกัน เบียดเบียนกัน ทำสงครามกันไม่หยุดหย่อน แล้วทำอย่างไรจะให้เกิดสันติภาพหรือความสงบได้
แม้แต่เมื่อมีฝ่ายที่เขาตั้งตัวเป็นศัตรูในระดับประเทศชาติ ยกทัพมารุกรานเบียดเบียน ก็มีชาดกหลายเรื่องที่สอนเรื่องนี้ ชาดกใหญ่ๆ เช่น มโหสถชาดก ก็เป็นเรื่องแบบนี้ คือฝ่ายประเทศอื่นนั้นเขาคิดร้าย เขาต้องการความยิ่งใหญ่ขยายดินแดน ยกทัพมาบุก ฝ่ายนี้ตั้งอยู่ในธรรมไม่ต้องการใช้กำลัง โดยเฉพาะไม่ต้องการให้ประชาราษฎร์เดือดร้อน ก็หาทางแก้ไข จนกระทั่งสามารถทำให้ฝ่ายที่ยกทัพมารุกรานนั้นต้องยอม ถูกสยบได้โดยไม่ต้องใช้กำลัง ไม่ต้องใช้ความรุนแรง โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อเลย และกลับเป็นไมตรีกันด้วย หรือจบลงด้วยดี อย่างนี้คือขั้นกลาง
ส่วนขั้นที่ ๓ นั้นคือจุดหมายของพระพุทธศาสนาระยะยาว ที่พยายามสอนและพัฒนามนุษย์ให้ขึ้นไปถึงขั้นนั้น
แต่เอาแค่ขั้นที่สองก็ต้องถามว่า เราได้พยายามบ้างหรือเปล่า คนที่จะชนะได้ โดยสยบคนร้ายหรือทำให้การก่อเวรนั้นต้องสงบลงด้วยดี โดยเป็นมิตรไมตรีแก่กัน ต้องมีความสามารถกว่าคนที่เอาชนะในการรบกันมากมายหลายเท่า อาจจะพูดว่าเป็นสิบเท่าเลย
ฉะนั้นคนที่จะสร้างสันติภาพ เพื่อทำไม่ให้มีความความรุนแรง อย่างที่เรียกกันในปัจจุบันว่า อหิงสา ฝรั่งว่า nonviolence นั้น ต้องเป็นคนที่มีสติปัญญาความสามารถอย่างยอดเยี่ยม ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ จะไปทำได้ ไม่ใช่ฟังแค่ว่า เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร แล้วพูดได้แค่ว่าเราอย่าไปจองเวรนะ ก็จบเท่านั้นเอง เราก็เลยสูญสิ้น
เราต้องคิดกันให้จริงจังในแง่นี้ และท่านก็อุตส่าห์สอนไว้มากมาย การพัฒนาความสามารถ กับการมีเจตจำนงที่เป็นธรรม มุ่งดีปรารถนาสันติสุขนั้น ต้องไปด้วยกัน ไม่ใช่เอาแค่มุ่งดีเพียงอย่างเดียว
หมายความว่า ทางพระสอนไว้ ๒ อย่าง คือในด้านหนึ่งต้องมี เมตตา กรุณา นั้นแน่นอน นี่ก็คือ อหิงสา = ไม่เบียดเบียน
แต่พร้อมกันนั้นในด้านที่สอง ต้องมีปัญญา เพราะว่าคนที่จะทำให้เมตตา ความปรารถนาดี หรือความรักสัมฤทธิ์ผลได้ ต้องมีปัญญา และต้องมีปัญญามากกว่าปกติ เพราะตามปกติคนเราจะรบราฆ่าฟันต่อสู้กันและเอาชนะกันด้วยกำลัง ใครมีกำลังมากกว่า โดยเฉพาะทางรูปธรรมมีร่างกายแข็งแรงกว่า มีอาวุธเหนือกว่า ก็ชนะไป แต่ต้องเสียเลือดเนื้อ ลำบาก วุ่นวายกันมาก การที่เราพัฒนามนุษย์ให้มีอารยธรรมก็เพื่อให้มนุษย์นั้นสามารถที่จะทำให้ความรุนแรงนั้นหายไป โดยใช้วิธีสงบ ด้วยความสามารถทางปัญญา
เคยมีไหมในประวัติศาสตร์ที่มนุษย์ได้ทำหลักการนี้ให้เป็นจริงขึ้น ถ้าหลักการนี้มนุษย์ทำให้สำเร็จได้ ก็แสดงว่ามนุษย์เจริญในอารยธรรม แต่ถ้ามนุษย์ยังทำไม่ได้ เขาก็ได้แต่เอากำลังมาสู้กัน ใครมีกำลังมากก็ชนะไป ก็แสดงว่ามนุษย์ไม่ได้เจริญอะไรขึ้นมาเลย มันจะเป็นอารยธรรมได้อย่างไร เพราะมันก็เหมือนกับสมัยบุพกาล ซึ่งเขาก็รบกันมาอย่างนี้ ใครมีกำลังมากก็ชนะไป ไม่เห็นจะเป็นอารยธรรมอะไร ก็เหมือนเดิม
เพราะฉะนั้นจึงต้องคิดกันให้ดี นี่คืออารยธรรมในแง่สันติภาพ ซึ่งก็ควรเน้นหลักการที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ คือ เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร
ถ้าจะปฏิบัติตามหลักนี้ก็ต้องมาคิดกันว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องจองเวร อย่างน้อยก็ต้องพัฒนาความสามารถที่จะยุติความรุนแรงด้วยความสงบ และนอกจากเจตนาในจิตใจที่มีเมตตากรุณา ก็จะต้องพัฒนาปัญญาอย่างยวดยิ่งด้วย ขอให้คิดกันจริงจังในเรื่องนี้
อย่างน้อยเราจะต้องพิจารณาในขั้น ๑ ที่ว่า เมื่อโลกเขายังเป็นอย่างนี้ เช่นว่าในเมื่อแต่ละประเทศต่างก็มุ่งแสวงหาผลประโยชน์แก่ชาติของตัว มันก็ต้องมีปัญหากันเรื่อยไปอย่างนี้ แล้วเมื่อในโลกเป็นอย่างนี้ สังคมไทยเราจะอยู่ให้ดีได้อย่างไร แต่ในขั้นที่ ๑ วันนี้จะไม่พูดถึง เพราะไม่ตรงกับหัวข้อที่นิมนต์ให้บรรยาย
ขอก้าวไปสู่ขั้น ๒ ที่ว่า แล้วคนไทยเรา หรือทุกๆ คน จะก้าวไปสู่การมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของโลกในแง่ของสันติภาพนี้ได้อย่างไร แล้วทำอย่างไรจะให้โลกนี้เดินไปสู่วิถีแห่งสันติภาพ

No Comments
Comments are closed.