-๔- ทุกฝ่ายต้องมุ่งจุดหมายสูงสุด พระพุทธศาสนาเพื่อประโยชน์สุขของประชาทั้งปวง – เรื่องที่ควรห่วงใย ไม่ใช่กลัวจะเป็นป้ายชื่อไหน ตั้งให้ตรงกับเรื่อง แล้วไปคิดว่าจะจัดการงานอย่างไร

15 กันยายน 2545

-๔-
ทุกฝ่ายต้องมุ่งจุดหมายสูงสุด
พระพุทธศาสนาเพื่อประโยชน์สุขของประชาทั้งปวง

เรื่องที่ควรห่วงใย ไม่ใช่กลัวจะเป็นป้ายชื่อไหน
ตั้งให้ตรงกับเรื่อง แล้วไปคิดว่าจะจัดการงานอย่างไร

เอาละนะ เรื่องที่ว่าจะตั้งกระทรวงพุทธศาสนาหรืออะไรกันนี้ อย่ามัวติดอยู่แค่ชื่อแล้วเลยพาลละเลยทอดทิ้งประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ งานการที่ควรจะจัดจะทำ ก็ไม่จัดไม่ทำ

เรื่องนี้นะ ผู้บริหารประเทศชาติ จะเป็นท่าน ส.ว. ส.ส. หรือใครก็ตาม ความจริงไม่ต้องรอให้เขามาเรียกร้องหรอก ตามปกติการงานที่ต้องจัดต้องทำมันมีมากอยู่แล้ว แต่เราอาจจะมองข้ามไป ก็ต้องพูดว่าทั้งประเทศเรามัวปล่อยปละละเลยกันมา จนทำให้มีการเรียกร้องกันขึ้น ซึ่งบางทีก็ดูไม่ดีด้วยซ้ำไป แต่ไหนๆ เมื่อมีการเรียกร้องกันขึ้นมาแล้วนี่ ก็อย่ามัวไปติดอยู่กับเรื่องป้ายชื่อ เรื่องว่าศาสนาโน้นศาสนานี้ ซึ่งมันไม่เป็นเรื่อง

ความจริง พอได้ยินเรื่องแล้วก็รีบหันไปดูงาน ไปศึกษาว่ากิจการงานพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องมีผลกระทบต่อประเทศชาติบ้านเมืองนั้น มันมีปริมาณมากมายไหม มีความสำคัญต่อประโยชน์สุขของประชาชนจริงไหม แล้วปัญหาที่จะต้องจัดการแก้ไขนั้น มีเรื่องจะต้องทำกันแค่ไหน แล้วถ้ามันมีจริงเป็นจำนวนมากมาย ก็ต้องจัดต้องทำตรงไปตรงมา ถ้าจะต้องตั้งเป็นกระทรวงแล้วจะเรียกชื่ออะไร ก็เรียกตรงไปตรงมาตามนั้น ถ้าจะต้องเรียกว่ากระทรวงพระพุทธศาสนา ถ้ามันจำเป็นจะต้องเรียกเพราะมันตรงเรื่อง ก็เรียกกันไป ไม่ต้องไปรังเกียจ ไม่ต้องไปมัวกลัว เพราะว่ามันเป็นเรื่องของงานการ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการที่ไปมีอคติอะไร ท่านพี่น้องที่นับถือศาสนาอื่น ที่เขามีใจกว้างขวาง คือเขายอมรับความจริง เขาก็ต้องยอมรับไปตามนั้น เพราะมันเป็นความจริง คนนับถือศาสนาอื่นที่มีใจเป็นธรรมเขาก็มีอยู่ เขาจะมามัวรังเกียจรังงอนอะไร เขาจะส่งเสริมด้วยซ้ำไป เรื่องนี้ไม่น่าจะกลัว

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมันอยู่ที่ว่า ถ้าเกิดจะจัดงานกระทรวงพระพุทธศาสนาขึ้นมา แม้แต่ชาวพุทธ ไม่เฉพาะ ส.ว. ส.ส.

หนึ่ง จะมองเห็นตัวงานที่ต้องจัดต้องทำแค่ไหน

สอง ถ้าคิดตั้งกันขึ้นมาแล้ว จะหาตัวคนที่เหมาะสม มีคุณสมบัติที่จะมาทำงาน ตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีนี้ ได้เพียงพอ และเหมาะกันหรือเปล่า

จะเติมอีกข้อหนึ่งแถมเข้ามาเป็นสามก็ได้ คือเรื่องระบบราชการ ที่ประชาชนจะไม่ค่อยปลอดโปร่งมั่นใจ ยิ่งถ้าคนในระบบไม่รู้หลักพระศาสนา และไม่เข้าถึงสภาพความเป็นจริง ก็ควรจะคิดกันให้หนัก

อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่น่าจะคิดมากกว่า ไม่ใช่ไปมัวติดกันอยู่แค่ชื่อแค่ป้ายและระแวงกันอยู่ ต้องดูตามเนื้องาน

ทีนี้เหตุใดจึงจะมองไม่ค่อยเห็นตัวงานยาก เพราะอะไร ก็เพราะว่าเราปล่อยปละละเลยกันมานาน จนกระทั่งกิจการงานของพระศาสนานั้นหดเหี่ยว ป้อแป้ เปลี้ยไปหมด ถึงขั้นที่ว่าเวลาจะจัดทำขึ้นมาก็มองตัวงานไม่เห็น และหาคนเหมาะได้ยาก เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะต้องทำก็ต้องเริ่มด้วยมาศึกษางานและคิดกันดูให้ดี ว่างานพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับประเทศชาติและประชาชนในประเทศไทยนี่ มันมากกว่างานกระทรวงศึกษา หรือมากกว่างานกระทรวงมหาดไทยจริงหรือเปล่า อย่างนี้เป็นต้น ขอให้พิจารณากันในแง่นี้

ตั้งกระทรวงพุทธศาสนา เหตุผลที่แท้อยู่ที่ไหน

จะเป็นชาวพุทธจริง ต้องถือธรรมเป็นใหญ่ ไม่ใช่อยู่แค่เอาอัตตาออกมาตีกัน ไปหลงติดเสรีภาพที่คับแคบแบบฝรั่ง เลยหลงตั้งจิตคิดแบ่งแยกอย่างไม่รู้ตัว

No Comments

Comments are closed.