ไปหลงติดเสรีภาพที่คับแคบแบบฝรั่ง เลยหลงตั้งจิตคิดแบ่งแยกอย่างไม่รู้ตัว

15 กันยายน 2545

ไปหลงติดเสรีภาพที่คับแคบแบบฝรั่ง
เลยหลงตั้งจิตคิดแบ่งแยกอย่างไม่รู้ตัว

ได้ยินว่า เมื่อวันสองวันนี้ มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งลงบทความทำนองเกรงว่า ถ้าตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนา จะมีการแตกแยกระหว่างศาสนาอะไรต่างๆ อันนี้ก็กลายเป็นว่าท่านผู้เขียนเองนั่นแหละ ไปมัวเอาภาพป้ายชื่อและการติดในการแบ่งแยกหรือมีจิตใจรังเกียจเดียดฉันท์ของตัวเอง มาบดบังความเป็นจริงของการงานที่จะต้องทำเพื่อประเทศชาติ

ฉะนั้น ขอให้มองดูกันให้ตรงตามความเป็นจริง อยู่กับความเป็นจริง คิดทำงานกันเพื่อประเทศชาติจริงๆ ตรงไปตรงมา แล้วจะไม่มีปัญหาอะไร ขอย้ำว่าให้อยู่กับความเป็นจริง

ถ้าเราจะรักษาป่าแล้วกลัวสวนจะว่า เลยทอดทิ้งป่าไม่ดูแลรักษา ถ้าจะจัดทำกิจการงานของประเทศชาติแล้วมัวเถียงมัวระแวงอย่างนี้ก็พินาศล่มจมกันหมด สวนเราก็ไม่ทิ้ง สวนเล็กๆเราก็จัดกันไป โดยมีวิธีการดูแลอย่างหนึ่ง แต่ป่ามีเนื้อที่บริเวณกว้างขวาง มีเรื่องต้องจัดต้องทำมาก ไม่เฉพาะมีต้นไม้มากมาย ยังมีสัตว์ป่า มีอะไรต่ออะไรอีกซับซ้อน สิ่งที่จะต้องจัดทำมีมากมายเหลือเกิน ก็จัดทำกันไปตามเนื้องาน

อย่างบ้านเมืองเขาตั้งกรมป่าไม้ ก็ไม่ต้องตั้งกรมสวนหย่อม ใครไปตั้งกรมสวนหย่อม หรือกระทรวงสวนหย่อม ก็กลายเป็นเรื่องประหลาดไป ป่าไม้ก็ตั้งกรมขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ ส่วนสวนหย่อม กทม.หรือเทศบาลก็ดูแลไป เป็นเรื่องที่ต้องทำกันไปตามความเป็นจริง

นอกจากหนังสือพิมพ์แล้ว ไปๆ ก็ได้ยินทางวิทยุ บางแห่งพูดทำนองว่า ทำอย่างนี้ก็หมายความพุทธศาสนาดีกว่าศาสนาอื่นหรืออย่างไร เออ เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องอะไรกับดีกว่าไม่ดีกว่า บอกแล้วว่าเป็นเรื่องของกิจการงาน นอกจากเรื่องการงานที่ต้องจัดต้องทำแล้ว ก็เป็นเรื่องปัญหาที่ต้องแก้ไขด้วย ถ้าเรามีปัญหาที่ต้องแก้ไขมากจึงต้องจัดต้องทำ แล้วการมีปัญหามากจะแสดงว่าพุทธศาสนาดีกว่าใครอย่างไร

ฟังข่าวอีกสถานีหนึ่งก็มีวิจารณ์ประกอบข่าวว่า ถ้าตั้งกระทรวงพุทธศาสนานี้แล้วจะเอาศาสนาอื่นไปไว้ที่ไหน นี่ก็เป็นตัวอย่างของการที่ตั้งจิตผิด ตั้งความคิดผิด ก็เลยมองอะไรผิดพลาดไป ไม่ตรงตามความเป็นจริง จะต้องเอาไปไว้ที่ไหนล่ะ มีอยู่อย่างไรก็เป็นอยู่อย่างนั้น แต่เราดูว่ากิจการที่มีอยู่ในประเทศชาตินี้ อันไหนเป็นเรื่องใหญ่จะต้องจัดทำเป็นพิเศษ เราก็จัดตั้งหน่วยงานองค์กรขึ้นมาเพื่อจัดทำงานนั้น กิจการอื่นที่มีอยู่ก็ทำกันต่อไป

เหมือนอย่างที่เปรียบเทียบไว้ ว่าเรามีลูกแมวห้าหกตัว เราก็เลี้ยงดูด้วยความรักใคร่ แต่เรามีลูกไก่อีกร้อยกว่าตัวเราจะเลี้ยงมัน แล้วอย่างธรรมดาเราจะต้องสร้างเล้าให้ ทีนี้ ถ้าจะสร้างเล้าให้ลูกไก่บอกว่าไม่ได้ๆ ทำไมไม่สร้างกรงให้ลูกแมวล่ะ ถ้าจะสร้างเล้าให้ลูกไก่ก็ต้องสร้างกรงให้ลูกแมว เสร็จแล้วลูกแมวไม่จำเป็นต้องมีกรง ก็เลยต้องรอ ไม่มีทางได้สร้างเล้าให้ลูกไก่ จะเห็นเลยว่ามันไม่เกี่ยวกัน เมื่อสร้างเล้าให้ลูกไก่อยู่ ลูกแมวก็อยู่ดีตามปกติ มันก็ไม่ได้เป็นอะไร

อีกตัวอย่างหนึ่ง ที่เปรียบเทียบเรื่องงานทำสวนกับงานรักษาป่า ก็เราเห็นอยู่ว่าป่ามันใหญ่มีเรื่องต้องจัดต้องทำมาก เราจึงตั้งองค์กรหน่วยงานส่วนราชการขึ้นมารับผิดชอบดูแลจัดการ ทั้งเรื่องงานที่จะทำทั้งเรื่องปัญหาที่จะแก้ไขเกี่ยวกับป่านั้น การที่เราไม่ได้ตั้งกระทรวงขึ้นมา ก็ไม่ได้หมายความว่าเราทอดทิ้งสวน มันก็อยู่อย่างนั้น เราก็จัดทำอยู่แล้ว มีเจ้าหน้าที่ดูแลรับผิดชอบอยู่แล้ว ก็จัดต่อไปให้ดี ตามขนาดตามระดับตามปริมาณงานให้เหมาะสมกัน

อีกตัวอย่างหนึ่ง เหมือนกับว่ามีน้ำในแก้ว น้ำในขัน น้ำในบ่อ น้ำในสระ แล้วก็น้ำที่อยู่ในอ่างเก็บน้ำใหญ่ๆ ตามหุบเขา น้ำในแก้วก็อยู่ในแก้ว น้ำในขันในบ่อก็อยู่ในระดับนั้นๆ ตามปกติ และเราก็จัดการดูแลที่เก็บที่ใส่ให้ดี แต่น้ำที่ขังไว้เป็นอ่างเก็บน้ำใหญ่ๆ ตามหุบเขา ต้องสร้างเขื่อนเก็บให้ ทีนี้ใครจะมาเกี่ยงว่า คุณจะไปสร้างเขื่อนที่อ่างเก็บน้ำนั้น ทำไมไม่สร้างเขื่อนให้น้ำในแก้วด้วย หรือไม่สร้างเขื่อนให้น้ำในบ่อ ในสระ ก็เลยไม่ต้องสร้างเขื่อนกัน เมื่อน้ำในอ่างเก็บน้ำใหญ่ตามหุบเขามันจำเป็น เป็นเรื่องที่ต้องจัดทำการดำเนินการให้เหมาะกันเพื่อจะได้เป็นอยู่กันไปด้วยดี เราก็ทำตามนั้น ส่วนน้ำ ในขัน ในแก้ว ในสระ ในบ่อ เราก็จัดทำไปตามระดับที่เหมาะสม ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี คือมองไปที่กิจการงานที่ต้องทำ อะไรจะต้องทำหรือควรจะทำอย่างไรให้ได้ผลดี ก็ทำไป

คนที่มาเที่ยวคอยเกี่ยงอยู่ เขาจะสร้างเขื่อนสำหรับอ่างเก็บน้ำ เขาจะสร้างเล้าให้ลูกไก่อยู่ เขาจะตั้งหน่วยราชการไว้ดูแลป่าอะไรอย่างนี้ แล้วมาเกี่ยงว่าทำไมไม่สร้างกรงให้ลูกแมว ไม่สร้างเขื่อนให้น้ำในบ่อ ในสระ ไม่สร้างกระทรวงทบวงกรมให้สวน อะไรทำนองนี้ อย่างนี้คิดแบ่งแยกหรือเปล่า ใจแคบหรือเปล่า

ความจริงเขาคงไม่ได้ตั้งใจใจแคบ คนไทยนั้นไม่ใจแคบหรอก แต่ไปตามไปติดความคิดแบ่งแยกแบบฝรั่งมา อย่างที่ว่าตอนต้นแล้วว่า ไม่ได้ศึกษาให้รู้จักฝรั่งจริง ก็ไปเอาเสรีภาพเชิงลบของเขามา เสร็จแล้วไม่เข้าใจพื้นภูมิวัฒนธรรมของตัวเองด้วย ก็เลยมองอะไรคิดอะไรไม่ถูกแง่ไม่ถูกมุม หรือไม่ตรงตามความเป็นจริง

นี่แหละ เพราะไม่ศึกษาไม่หาความรู้ให้เข้าใจในเรื่องที่จะพูดที่จะพิจารณา ก็เลยทำให้เกิดความคับแคบ มองดูเผินๆ เหมือนกับใจกว้าง แต่มองจริงๆ แล้วมันแคบ

ตั้งกระทรวงพุทธศาสนา เหตุผลที่แท้อยู่ที่ไหน

-๔- ทุกฝ่ายต้องมุ่งจุดหมายสูงสุด พระพุทธศาสนาเพื่อประโยชน์สุขของประชาทั้งปวง – เรื่องที่ควรห่วงใย ไม่ใช่กลัวจะเป็นป้ายชื่อไหน ตั้งให้ตรงกับเรื่อง แล้วไปคิดว่าจะจัดการงานอย่างไร คนไทยไม่ใจแคบ แต่ระวังไว้ อย่าให้ปัญญาแคบ

No Comments

Comments are closed.