ใจกว้างแท้อยู่ที่ยอมรับความจริง ยอมรับความจริงแล้ว จะได้จัดทำให้ตรงตามเรื่อง

15 กันยายน 2545

ใจกว้างแท้อยู่ที่ยอมรับความจริง
ยอมรับความจริงแล้ว จะได้จัดทำให้ตรงตามเรื่อง

ถ้ามัวติดอยู่แค่ป้ายชื่อ ก็ปล่อยเลยไม่ต้องเอาใจใส่สิ วัดต่างๆ จะเป็นอย่างไร ชุมชนชาวบ้านจะทรุดจะโทรมอย่างไรก็ไม่คิดกัน มัวแต่กลัว มัวแต่เกี่ยงกันเรื่องชื่อศาสนานี้ศาสนานั้น เลยไม่คิดถึงเรื่องงาน เพราะไปติดอยู่กับเรื่องรูปแบบเรื่องป้าย แล้วก็เถียงกัน คิดว่าตัวนี่จะใจกว้าง แต่ไม่รู้ว่าความใจกว้างที่แท้อยู่ที่ไหน

ความใจกว้างแท้อยู่ที่การยอมรับความจริง ไม่ใช่ว่าคุณจะทำดี หรือคุณจะทำเลวทำชั่ว ฉันก็รับได้ทั้งนั้น นี่ใจกว้างหรือ คุณจะทำถูกหรือทำผิด ฉันก็ยอมรับได้ นี่ใจกว้างหรือเปล่า ดีไม่ดีถ้ามองไปมองมามันกลายเป็นอย่างนี้ จะปล่อยปละละเลยไม่ทำอะไรก็บอกว่าฉันใจกว้าง จะทำชั่วฉันก็รับได้ใจกว้าง จะทำดีฉันก็รับได้ใจกว้าง แต่ใจกว้างที่แท้ คือต้องยอมรับความจริง แล้วก็อยู่กับความจริง จึงได้บอกว่า

หนึ่ง ต้องรู้สภาพความเป็นจริงของสังคม และต้องมองเห็นชัดว่าเวลานี้สังคมของเราจะอยู่ได้อย่างไร ประเทศของเราส่วนใหญ่นี้อยู่ด้วยชุมชนชนบทที่มีตั้ง ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วชุมชนชนบทนั้นอยู่ได้ด้วยอะไร สถาบันต่างๆ ของเรามีสภาพเป็นอย่างไร มันทรุดอย่างไร เมื่อรู้สภาพความเป็นจริง แล้วก็อยู่กับความเป็นจริงนั้น คือทำให้ถูกต้องตามเรื่องตามราว มีอะไรเป็นงานเป็นการที่ต้องแก้ไขต้องจัดทำ ก็ไม่ต้องไปเกรงกันอยู่เรื่องชื่อเรื่องป้ายอะไรเหล่านั้น ที่จริงการมองติดอยู่แค่ป้ายแค่ชื่ออย่างนั้น กลายเป็นการมองแคบคิดแคบไปด้วยซ้ำ เราควรจะอยู่กับความเป็นจริง

สอง เมื่อรู้สภาพความเป็นจริง และยอมรับความจริงแล้ว ก็จะได้ไม่ปล่อยปละละเลย เวลานี้ปัญหาเกิดจากการปล่อยปละละเลย ทั้งกิจการงานและประชาชนส่วนใหญ่ถูกทอดทิ้ง เหมือนกับว่าฉันไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของสถาบันนั้น บางทีก็พูดนาน

อย่างรัฐเวลานี้ก็ดูท่าจะมีความโน้มเอียงอย่างนี้ เคยมาแล้ว เช่นการศึกษาของพระเณรไม่มีกำลัง วัดในชนบททำหน้าที่ตามบทบาทไม่ได้ ก็มองว่าเป็นเรื่องของพระ ทางรัฐไม่เกี่ยว อันนี้เป็นเรื่องของสังคมส่วนรวม เป็นกิจการเพื่อจุดหมายร่วมกัน ข้อที่จะแยกก็มีเพียงว่าฝ่ายรัฐจะมีบทบาทในเรื่องนี้อย่างไร แล้วฝ่ายพระจะมีบทบาทอย่างไร แล้วจะไปหนุนกันได้อย่างไร แม้ในเรื่องเดียวกันก็มีบทบาทของแต่ละฝ่าย

รัฐ (หมายถึงประเทศชาติ ไม่ใช่แค่รัฐบาล) เป็นทั้งต้น กลาง และปลายของกิจการพระศาสนา

เริ่มต้น คนที่จะมาบวชเป็นพระก็ไปจากรัฐ จะต้องคิดวางมาตรการว่าจะกลั่นกรองคนที่เข้าไปอย่างไร

เมื่อบวชเข้าไปแล้ว พระก็ตาม วัดก็ตาม กิจการพระศาสนาก็ตาม ก็อาศัยกฎหมายของรัฐเป็นที่รองรับ รัฐทำคนให้เป็นพระไม่ได้ แต่สถานภาพของพระที่อยู่ในรัฐนั้น รัฐเป็นผู้ยอมรับ ถ้าพระไปประเทศอื่น อย่างไปอเมริกา พระก็มีสถานะเป็นราษฎรคนหนึ่งเท่านั้น และท้ายสุด พระ วัด และกิจการพระศาสนาเป็นอย่างไร ผลดีผลร้ายก็มาตกแก่ประเทศชาติบ้านเมือง

ถ้าวัดมีปัญหา รัฐต้องรับผิดชอบด้วย จะปัดความรับผิดชอบไม่ได้ แม้แต่คณะสงฆ์ ก็ต้องขึ้นต่อการปกครองของรัฐ ใช่ไหม เพราะรัฐนี้ไม่มีใครแยกตัวออกไปได้ กฎหมายอะไรเกี่ยวกับคณะสงฆ์จะออกมาได้ ก็ต้องออกจากรัฐ ไม่ใช่ว่าคณะสงฆ์จะไปออกกฎหมายเอง ถ้าจะสืบสาวหาเหตุปัจจัยกันไป ถ้าคณะสงฆ์นี้บกพร่องอ่อนแอ ไม่ทำหน้าที่ เหตุหนึ่งก็เพราะการจัดระบบไม่ดี แล้วใครจัดระบบ ก็รัฐนั่นแหละวางกฎหมายออกมา ทำให้ระบบมันเป็นอย่างนี้ ดังนั้นตัวการสุดท้ายที่ต้องรับผิดชอบ ตัวเอกก็มาอยู่ที่รัฐนั่นเอง รัฐต้องรับผิดชอบและไม่ปล่อยปละละเลย

เวลานี้ ต้องถือว่ามีการปล่อยปละละเลยมาก แล้วมาติดอยู่แค่ถ้อยคำอะไรต่างๆ มองแค่ตื้นๆ แคบๆ เฉพาะหน้าขณะนี้ก็พอจะเห็นได้ว่า รัฐมนตรี หรือท่าน ส.ส., ส.ว. แทบจะไม่ได้มองปัญหาเหล่านี้เลย ไม่คิดว่ามันอยู่ในความรับผิดชอบของท่านอย่างไร

ตั้งกระทรวงพุทธศาสนา เหตุผลที่แท้อยู่ที่ไหน

เลี้ยงลูกแมวห้าตัว ถ้ามัวสร้างกรงให้คงแปลก แต่เลี้ยงลูกไก่ร้อยตัว ไม่สร้างเล้าให้กลายเป็นวิปริต บ้านเมืองจะพังทลาย ไม่เข้าไปแก้ไข มัวเกี่ยงกันว่าเรียกชื่ออย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้

No Comments

Comments are closed.