อย่าเอาความไม่ยึดมั่น หรือความปล่อยวาง มาเป็นข้ออ้างที่จะปล่อยปละละเลย

15 กันยายน 2545

อย่าเอาความไม่ยึดมั่น หรือความปล่อยวาง
มาเป็นข้ออ้างที่จะปล่อยปละละเลย

ยังมีอีก ได้ทราบว่า บางท่านตำหนิชาวพุทธที่เรียกร้องเรื่องนี้ว่า มีความยึดมั่น

เมื่อมีผู้กล่าวว่าอย่างนี้ ชาวพุทธก็ควรสำรวจตรวจสอบตัวเองด้วยว่าเป็นอย่างที่ถูกกล่าวว่าหรือไม่ ถ้าทำการนี้เพื่อเอาเกียรติ เอายศ เอาโก้ หรือจะเอาสถานะที่ใหญ่โต แม้แต่แก่พระพุทธศาสนา เขาก็มีสิทธิตำหนิติว่าอย่างนั้น แต่ถ้าชาวพุทธเรียกร้องตามเหตุผลเกี่ยวกับการงาน และเพื่อประโยชน์สุขแก่บ้านเมืองประเทศชาติและประชาชน โดยทำไปตามกำลังสติปัญญา ก็ไม่ใช่เป็นการยึดมั่น

พร้อมกันนั้นก็หันไปดูท่านที่ตำหนิติว่าด้วย ถ้าท่านพูดออกมาโดยยึดติดในเรื่องป้ายชื่อศาสนานั้นศาสนานี้ ด้วยจิตใจหวาดระแวง เกี่ยงแย้ง โดยไม่ได้มองที่ตัวงานและผลประโยชน์ของประเทศชาติ การพูดของท่านเองนั้นแหละก็กลายเป็นการพูดด้วยความยึดมั่น

เรื่องความยึดมั่น และไม่ยึดมั่นนี้ ควรทำความเข้าใจกันให้ชัด ไม่ควรเอามาพูดกันง่ายนัก

ที่ว่ายึดมั่นนั้น หมายถึง

– ยึดมั่นด้วยตัณหา

    คือ ยึดว่าจะต้องให้เป็นให้ได้อย่างนั้นๆ เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ของตน    เห็นแก่การที่ตนจะได้จะเอา จึงยอมสละไม่ได้

– ยึดมั่นด้วยมานะ

    คือ ยึดว่าจะต้องให้เป็นให้ได้อย่างนั้นๆ เพราะเห็นแก่อำนาจความยิ่งใหญ่ หรือสถานะของตน จึงยอมใครไม่ได้

– ยึดมั่นด้วยทิฏฐิ

    คือ ยึดว่าจะต้องให้เป็นให้ได้อย่างนั้นๆ เพราะดื้อรั้นติดอยู่ในความคิดเห็นของตัวอย่างเดียว ไม่ยอมรับฟังใคร ไม่แสวงปัญญาหาความรู้ ไม่อยู่กับความเป็นจริง

รวมความว่าเป็นเรื่องของตัวตนทั้งนั้น ไม่เป็นไปด้วยปัญญาที่มองดูความจริง เพราะฉะนั้น คนที่พูดว่าฉันไม่ยึดมั่น บางทีก็ไม่รู้ตัว ว่าความไม่ยึดมั่นที่ตัวพูดนั้น เป็นเพียงความยึดมั่นอีกด้านหนึ่ง

ที่เห็นง่ายๆ ก็คือ คนที่เอาความไม่ยึดมั่นขึ้นมายึดไว้ แล้วไม่ทำอะไร ไม่เอาอะไร แล้วก็บอกว่าฉันไม่ยึดมั่น แต่เขาไม่รู้ตัวว่าเขาทำไปตามความไม่ยึดมั่นที่เอามายึดไว้ คือเป็นเพียงความยึดมั่นในความไม่ยึดมั่นเท่านั้น เป็นความยึดมั่นซ้อนเข้าไปอีก ความไม่ยึดมั่นที่แท้ นั้นเป็นไปเองด้วยปัญญา ไม่ต้องเอาความไม่ยึดมั่นขึ้นมายึดไว้

การยึดมั่นในความไม่ยึดมั่นนี้ เป็นอันตรายมาก คนที่อยู่ด้วยความไม่ยึดมั่นที่ยึดถือไว้นี้ บางทีก็พูดว่าจะ “ปล่อยวาง” มีเรื่องราวที่ควรจะทำก็ไม่ทำ มีปัญหาที่ควรจะแก้ไขก็ไม่แก้ บอกว่าปล่อยวาง แต่ที่จริงนี้ไม่ใช่ปล่อยวาง แต่เป็นการปล่อยปละละเลย ซึ่งก็คือความประมาท ที่พระพุทธเจ้าทรงติเตียนนักว่า เป็นทางแห่งความตาย (ปมาโท มจุจุโน ปทํ – ปมาโท มจฺจุโน ปทํ)

เพราะฉะนั้น อย่าปล่อยวางเพียงด้วยความไม่ยึดมั่นที่ยึดถือเอาไว้ และอย่าเอาความปล่อยวางมาเป็นข้ออ้างที่จะปล่อยปละละเลย เพราะอันนั้นไม่ใช่ความปล่อยวางอะไรเลย แต่เป็นความประมาทแท้ๆ

ตั้งกระทรวงพุทธศาสนา เหตุผลที่แท้อยู่ที่ไหน

คนไทยไม่ใจแคบ แต่ระวังไว้ อย่าให้ปัญญาแคบ ประมาทกันมานานนักแล้ว เมื่อตื่นขึ้น ก็ขอให้ไม่ประมาทระยะยาว

No Comments

Comments are closed.