- วิถีสู่สันติภาพ
- การเฉลิมฉลองที่สมควร และมีคุณค่า
- อย่าได้แค่วิจารณ์เขาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ต้องคิดให้ดีด้วยว่าเราจะทำอย่างไร
- สันติภาพไม่ใช่แค่ท่องว่า เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ต้องไปให้ถึงขั้นว่า ทำอย่างไรจะไม่ต้องจองเวร
- ถึงจะยากก็ต้องทำ คือต้องแก้ไขความอยากได้-อยากใหญ่-ใจแคบ
- ปมปัญหายิ่งซับซ้อนใหญ่โตยากนักหนา เมื่อตัณหา-มานะ-ทิฏฐิ ซ่อนแฝงไว้ซึ่งความกลัว-หวาดระแวง-ไม่ไว้ใจ
- แค่ทิฏฐิในเรื่องชาติพันธุ์ที่มีมานานนักหนา มนุษย์ก็ไม่ได้พัฒนาขึ้นมาเลย
- แค่ “รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย” สร้างสันติภาพโลกไม่ได้ แต่ต้องรวมกันเป็นหมู่ สู่ความประสานเป็นสากล
- แค่ “สากล” สามประการ ที่เป็นเรื่องพื้นฐานธรรมดา ทำไมการศึกษาจึงยังพัฒนาคนไปไม่ถึง
- โลกจะไร้พรมแดนได้จริง ใจต้องไร้พรมแดน ใจจะไร้พรมแดนได้ ต้องให้มีการศึกษาที่ถูกต้อง
แค่ทิฏฐิในเรื่องชาติพันธุ์ที่มีมานานนักหนา
มนุษย์ก็ไม่ได้พัฒนาขึ้นมาเลย
นี่แหละจึงมาถึงข้อสุดท้ายคือความใจแคบ ได้แก่ความยึดติดในทิฏฐิ และความเชื่องมงายต่างๆ การเอาลัทธิศาสนาและอุดมการณ์มาเป็นเหตุให้แบ่งแยกทำร้ายกัน แทนที่จะเป็นสื่อแห่งสันติภาพ แม้แต่ความเชื่อในเรื่องชาติพันธุ์ เช่นเชื่อว่าพวกชาติพันธุ์นั้นเลวร้าย เผ่าพันธุ์นั้นต่ำทราม ชาติวงศ์นี้เป็นศัตรูของเรา ต้องฆ่าให้หมด ต้องกำจัดให้สิ้น นี่คือทิฏฐิ ความเชื่อที่ลงลึก ซึ่งเมื่อยึดถือเข้าแล้ว ทำให้เรื่องไม่จบ สงครามอาจยืดเยื้อคู่ประวัติศาสตร์ แล้วแก้ได้ไหม ถ้าจะให้มีสันติภาพจริง ต้องแก้ให้ได้
มนุษย์ต้องเปิดใจต่อกัน ยอมรับและมาพูดกัน เวลานี้มักจะเน้นกันที่ข้อ ๑ และข้อ ๒ ซึ่งก็ยังแก้ไม่ได้ ส่วนข้อ ๓ ไม่กล้าพูด เพราะถ้าพูดก็กลัวจะกระทบกัน ก็เลยไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาได้จริง เพราะว่าการแก้ปัญหาที่แท้จริงต้องลงไปถึงปัจจัยตัวที่ ๓ ซึ่งเป็นเรื่องในขั้นปัญญา ที่เมตตาต้องพร้อมด้วยปัญญาจริงๆ
แต่จะอย่างไรก็ตาม การสร้างความรู้ความเข้าใจและแก้ไขเรื่องทิฏฐิความเชื่อความยึดถือต่างๆ นี้ มนุษย์ต้องทำให้ได้ และทั้งหมดนี้ ขั้นสุดท้าย นอกจากการแก้ด้วยมาตรการทางสังคมเป็นต้นแล้ว ในที่สุดก็ต้องถึงฐานคือการพัฒนามนุษย์ด้วยการศึกษา
เพราะฉะนั้น ภารกิจยิ่งใหญ่ที่เป็นพื้นฐานก็คือการศึกษา ซึ่งจะสร้างมนุษย์ให้มีคุณธรรม มีจิตใจที่มีเมตตากรุณา เป็นต้น มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความเสียสละ ไม่ใช่เอาแต่เห็นแก่ตัวอยากได้ผลประโยชน์อย่างเดียว และคิดแต่จะเบียดเบียนครอบงำผู้อื่น
ถ้าสร้างคุณธรรมในจิตใจขึ้นมาได้ เราก็มีตัวคานกับเรื่องของ ตัณหา และมานะ แต่ข้อทิฏฐิต้องแก้ด้วยปัญญา คือสร้างปัญญาให้รู้เข้าใจ แต่ถึงปัจจุบันนี้เราก็ไม่ได้พัฒนาอะไรมากกว่าสมัยโบราณ
โดยเฉพาะเรื่องทิฏฐิ ความเชื่อถือที่เป็นความใจแคบในเรื่องชาติพันธุ์ ซึ่งนอกจากทำให้เกิดความเกลียดชังกันแล้ว ก็พ่วงเอามานะมาด้วย โดยทำให้ดูถูกเหยียดหยามคนเผ่าอื่นพวกอื่น และเรื่องนี้ก็มีมาตั้งแต่โบราณนานนักแล้ว
แม้แต่ในพุทธประวัติ เราก็มีตัวอย่างอยู่แล้ว เช่นอย่างศากย-วงศ์นี้เอง แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงพยายามแก้ แต่เขาก็ยังยึดถืออยู่ ศากยวงศ์นี้เราก็เห็นชัดว่ามีความยึดถือชาติตระกูลรุนแรง จะแต่งงานกับคนพวกอื่นไม่ได้ จึงเป็นเหตุให้ผู้อื่นเขาแค้น พยายามมาทำลายศากยวงศ์ทั้งหมด ตัวอย่างก็มีมาชัดเจน
ปัจจุบันนี้จะทำอย่างไร เมื่อมนุษย์มาถึงยุคโลกาภิวัตน์แล้ว บอกว่าโลกไร้พรมแดน โลกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็น global village ก็พูดกันไปๆ แล้วเป็นจริงไหม มนุษย์ก็ยังแบ่งแยกกันอยู่อย่างนั้นแหละ ซ้ำร้าย โลกยิ่งกว้างไกล ใจคนยิ่งแคบลง ทำอย่างไรจะให้ใจกว้างตามโลกที่แผ่ขยายกว้างออกไปได้ ให้ใจไร้พรมแดน
พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระอรหันต์มีลักษณะอย่างหนึ่ง คือ วิมริยาทิกจิต เป็นผู้มีจิตใจ “ไร้พรมแดน” ตรงกันเลยกับคำที่เขาใช้กันในปัจจุบัน
แต่เวลานี้เขาใช้คำว่าไร้พรมแดนกับการสื่อสารคมนาคม เป็นต้น เขาไม่พูดถึงจิตใจ ทั้งที่เห็นอยู่ชัดๆ ว่าจะไร้พรมแดนจริง ต้องทำใจคนให้ไร้พรมแดนด้วย เราจะทำได้ไหมล่ะ ถ้าทำได้ก็จะเข้าหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งมีอยู่แล้วชัดเจน อย่างที่พูดไว้นานแล้วว่า วิมริยาทิกจิต ทำได้ไหม ทำให้มีจิตใจไร้พรมแดน
ถ้าทำได้จริงๆ ก็เป็นพระอรหันต์ ถ้าไม่ถึงขั้นนั้น ก็ควรพยายามทำใจให้กว้างขวาง และการทำใจให้กว้างขวางนั้น ก็ต้องพัฒนามนุษย์อย่างที่ว่า โดยเฉพาะต้องให้มีการศึกษาที่ถูกต้อง
เป็นไปได้หรือไม่ ที่เวลานี้คนเราจะคิดให้ถึงขั้นที่จะ หลอมรวมชาติพันธุ์มนุษย์ให้เป็นชาติพันธุ์เดียว โดยไม่ต้องมาเถียง มาแก่งแย่ง หรือแบ่งแยกอะไรกันอีก เรื่องนี้เราจะต้องพูดกันอย่างจริงจัง โดยไม่มีอะไรแอบแฝงอยู่ในใจ และไม่ใช่ไม่กล้าพูดกัน แต่ต้องเปิดใจกันเลย แล้วพูดกันอย่างจริงจัง ในเมื่อเป็นโลกาภิวัตน์โลกไร้พรมแดนอย่างนี้ ต้องคิดว่าถึงเวลาหรือยังที่จะให้มนุษย์นี้ หลอมรวมเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน ไม่ต้องไปกีดกั้นแบ่งแยกอะไรอีก
อย่างทางตะวันออกกลางก็มีปัญหาเรื่องแบบนี้ เหมือนที่พูดเมื่อครู่นี้ว่าแม้แต่แต่งงานกันก็ไม่ได้ แล้วมันจะไปแก้ปัญหาอะไร เพราะแค่นี้ก็ไม่สามารถพูดกันได้ แล้วจะมาพูดว่าจะแก้ปัญหาให้โลกมีสันติภาพ ก็เห็นๆ อยู่ว่ามันไม่มีเค้าอะไรเลย ในเมื่อคนยังมุ่งหน้ามุ่งมั่นในการที่จะแบ่งแยกกันอยู่ชัดๆ
รวมความว่า สาเหตุของความขัดแย้ง รบราฆ่าฟัน และสงคราม ที่ทำให้ไม่มีสันติภาพตลอดมาทุกยุคทุกสมัย มี ๓ ประการด้วยกัน คือ อยากได้ อยากใหญ่ ใจแคบ หรือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ ซึ่งต้องแก้ไขด้วยมาตรการทางสังคมและด้วยวิธีการต่างๆ ที่เป็นทางสันติ และที่สำคัญที่สุดคือพัฒนามนุษย์ ด้วยการศึกษาที่ถูกต้อง
ทั้งนี้ คนที่จัดการศึกษาต้องยอมรับความจริงก่อน ว่าจะเอาอย่างนี้ไหม แต่รับรองว่า ไม่ว่าใครจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม ถ้าแก้กิเลส ๓ อย่างนี้ไม่ได้ เรื่องก็ไม่จบ อันนี้คือหลักการที่บอกแล้วว่า มันจะยากหรือไม่ยาก คุณไม่มีสิทธิพูด เพราะว่าถ้าคุณไม่ทำ มันก็ไม่สำเร็จ

No Comments
Comments are closed.