แค่ “สากล” สามประการ ที่เป็นเรื่องพื้นฐานธรรมดา ทำไมการศึกษาจึงยังพัฒนาคนไปไม่ถึง

22 เมษายน 2546
This entry is part 9 of 10 in the series วิถีสู่สันติภาพ

แค่ “สากล” สามประการ ที่เป็นเรื่องพื้นฐานธรรมดา
ทำไมการศึกษาจึงยังพัฒนาคนไปไม่ถึง

ถ้าเราสามารถแก้ปัญหาในเรื่องตัณหา มานะ ทิฏฐิ และเรื่องมัจฉริยะความหวงแหนกีดกั้นเหล่านี้ได้แล้ว ก็จะเกิดความเป็นสากลที่แท้จริง สากลก็คือทั่วทั้งหมด หรือทั่วกัน คือโลกนี้ทั้งโลกไม่มีการแบ่งแยกอีกต่อไป

ความเป็นสากลนั้นมีลักษณะต่างๆ ที่เป็นเครื่องตรวจสอบ ซึ่งเอามาใช้ในการฝึกมนุษย์ได้ด้วย

ความเป็นสากลนั้นมี ๓ ประการด้วยกัน ถ้าเราเอามาเป็นเครื่องตรวจสอบ ก็จะมองเห็นทันทีว่า โลกปัจจุบันนี้ไม่มีความเป็นสากลเลย ได้แต่พูดกันว่าสากล ใส่เสื้อแบบฝรั่งก็ว่าชุดสากล แต่ดูกันจริงๆ แล้วใจไม่เป็นสากล ปัญญาไม่เป็นสากล

สากล ๓ อย่าง คือ

๑. ความเป็นมนุษย์ที่สากล หมายความว่า เมื่อเป็นคนแล้ว จะเกิดที่ไหน อยู่ที่ไหน ก็เป็นมนุษย์ทั้งนั้น ส่วนการที่จะบอกว่าเป็นมนุษย์ฝรั่ง มนุษย์แขก มนุษย์ไทย มนุษย์จีน ก็เป็นเรื่องของความเป็นจริงโดยปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น ชาติพันธุ์ ที่รู้ไว้เพื่อช่วยเสริมการปฏิบัติด้วยปัญญาเท่านั้น แต่ทุกคนมีภาวะพื้นฐานที่ร่วมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียว คือความเป็นมนุษย์

เมื่อคนพบกันต้องมองกันโดยเริ่มที่ความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เริ่มที่ความเป็นแขก เป็นไทย เป็นฝรั่ง เมื่อมองเห็นคนอื่นก็ต้องมองว่าเป็นมนุษย์ก่อน ส่วนว่าจะเป็นมนุษย์พวกไหนก็ว่ากันไป เพียงเพื่อรู้และปฏิบัติให้ถูกต้อง แต่ต้องมีจิตใจที่นึกถึงความเป็นมนุษย์และปฏิบัติต่อกันในฐานะแห่งความเป็นมนุษย์ก่อนเป็นฐาน

อย่างในการแบ่งแยกเรื่องศาสนา คนทั้งหลายพอเห็นกัน แทนที่จะนึกว่าคนนี้เป็นมนุษย์ ก็นึกว่าเป็นคนศาสนาไหน เมื่อเริ่มต้นด้วยการแบ่งแยกอย่างนี้แล้วก็ลำบาก ความเป็นสากลก็ไม่เกิด

เราต้องเริ่มด้วยความเป็นมนุษย์ที่สากล เพราะความเป็นมนุษย์ที่สากล จะทำให้นึกถึงทุกคนว่าเป็นมนุษย์ทั้งนั้น อย่างเช่น ในการฆ่า เมื่อถือว่าฆ่ามนุษย์เป็นบาป มันก็สากล แต่ถ้าไปแบ่งแยกว่าฆ่าคนชาติพันธุ์นี้บาป ฆ่าคนชาติพันธุ์นั้นไม่บาป หรือกลับดี อย่างนี้ก็ยุ่ง ไปไม่รอด กลายเป็นว่าคนที่ไม่ใช่เผ่านี้ ไม่นับถืออย่างนี้แล้ว เป็นคนบาป ฆ่าได้ หรือต้องฆ่า อย่างนี้เป็นการแบ่งแยก ความเป็นมนุษย์ก็ไม่สากล

ฉะนั้นต้องเริ่มที่ความเป็นมนุษย์ที่สากลก่อน เมื่อมองดูคนทุกคน พอเริ่มก็ต้องถือว่าเขาเป็นมนุษย์ก่อน และความเป็นมนุษย์นี้จะเป็นฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง ส่วนการที่จะจำแนกแบ่งแยกอย่างไรต่อไป ก็เป็นเรื่องของความรู้เข้าใจ เพื่อประโยชน์และเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติต่อกัน ไม่ใช่เอามาเป็นเครื่องแบ่งแยก

แต่มนุษย์เวลานี้มีท่าทีตรงกันข้าม เขามองข้ามความเป็นมนุษย์ไปเสีย ได้แต่ยึดถือเอาจุดกำหนดในการแบ่งแยกว่าเป็นชาติพันธุ์ไหน เป็นเผ่าไหน เป็นศาสนาไหน ขึ้นมาก่อน แล้วก็เอาข้อยึดถือนี้เป็นตัวกำหนดในการที่จะปฏิบัติต่อกัน เพราะฉะนั้นสันติภาพก็ไม่มีทางเกิดขึ้น

๒. ความรักที่สากล หรือใช้ภาษาพระว่า เมตตาที่เป็นสากล หมายความว่า เมื่อเป็นมนุษย์แล้วเราก็มีเมตตารักเหมือนกันหมด เราต้องการให้คนรักกัน มีเมตตาไมตรี มนุษย์จะอยู่กันด้วยดีก็ต้องมีเมตตา มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ปรารถนาดีต่อกัน ช่วยเหลือกัน ไม่โกรธกัน ไม่คิดหาทางที่จะทำร้ายกัน โดยมีเมตตาต่อทุกคนเสมอกัน

แต่เวลานี้มีปัญหาว่า คนมีเมตตารักแต่พวกของตัว ส่วนพวกอื่นเมตตาไม่ได้ แม้กระทั่งต่างศาสนา ก็รักกันไม่ได้ เรื่องอย่างนี้ต้องพูดกันอย่างเปิดใจ ทำได้ไหม ให้เมตตาเป็นสากล รักคนทุกคนเสมอเหมือนกันหมด ไม่แบ่งแยก

๓. กฎกติกาและหลักความจริงที่เป็นสากล ไม่ใช่เป็นกฎกติกาแบบที่ว่า ถ้าเป็นมนุษย์ที่นับถืออย่างนี้หรือเป็นพวกนี้แล้ว ทำการนี้จะได้รับผลอันนี้ แต่ถ้าเป็นมนุษย์พวกอื่น ถึงจะทำการนี้ก็จะไม่ได้รับผลอย่างนี้ กฎกติกาสากลคือ ไม่ว่าใครทำเหตุปัจจัยนี้ ก็ได้รับผลอันนั้น ไม่ว่าที่ไหน เมื่อใด ไม่จำกัดด้วยขอบเขตแห่งกาละเทศะ หรือกลุ่มชน

เรื่องนี้มนุษย์ก็ยังทำไม่ได้ แม้แต่ความจริงทางธรรมชาติ ก็ยังเอามาแบ่งแยกกันอีก ทั้งที่ความจริงทางธรรมชาตินั้นที่จริงมันแบ่งแยกไม่ได้ ไม่เหมือนกฎกติกาของมนุษย์ที่ยังพอเห็นว่าแบ่งกัน เพราะยังมีการถือเรื่องของพวกนั้นพวกนี้อยู่ เราจึงต้องขยายให้เป็นกฎกติกาที่สากล ส่วนความจริงทางธรรมชาตินั้นที่จริงมันแบ่งแยกไม่ได้ มันเป็นสากลอยู่ตามธรรมดาของมันอยู่แล้ว เพียงแต่เราจะต้องปฏิบัติให้ตรง แล้วมันก็จะเป็นสากลแก่มวลมนุษย์

เช่นว่า คนทำดี ไม่ว่าเป็นคนชาติไหน นับถือศาสนาไหน ก็ต้องไปสวรรค์เหมือนกันหมด คนทำชั่ว ไม่ว่าเป็นชาติไหน ศาสนาไหน ก็ต้องไปนรกเหมือนกันหมด ไม่ใช่ว่า คนศาสนานี้ นับถือศาสนานี้ ทำดี จึงจะไปสวรรค์ได้ แต่คนที่นับถือศาสนาอื่นถึงจะทำดีก็ต้องไปนรก ต้องเสมอกัน จึงจะตรงกับความจริงที่เป็นสากล

ถ้าเมื่อใดได้สากลครบ ๓ อย่างนี้ ก็มีทางที่จะทำให้โลกมีสันติภาพได้ แต่ถ้าไม่สากลก็คือแบ่งแยก เมื่อแบ่งแยกก็ย่อมขัดแย้งกัน ก็ต้องเกิดปัญหาไม่รู้จบ

หลักการสำคัญก็แค่ ๓ หลักนี้เท่านั้น แค่ทำได้ ๓ หลักนี้เรื่องสงครามก็จบ และสันติภาพก็เกิดขึ้นมาแน่ แต่คนจะทำได้หรือเปล่า และบอกได้เลยว่าถ้าคุณทำไม่ได้ สันติภาพก็ไม่สำเร็จ คุณจะมาอ้างความยากไม่ได้ มนุษย์มีหน้าที่ต้องพยายาม ทั้งด้วยการจัดวางมาตรการต่างๆ ทางสังคม และด้วยการศึกษาพัฒนามนุษย์

ถ้าคิดไป ก็น่าแปลกใจนักว่า มนุษย์บอกว่าตนมีอารยธรรมสูงส่ง เป็นผู้ที่ได้พัฒนาแล้ว มีการศึกษาก้าวหน้าไกล แต่ไฉนจึงยังไม่สามารถพัฒนาคนให้ขึ้นถึงความเป็นสากลธรรมดาๆ ๓ อย่างนี้

คนที่จะพัฒนามนุษย์ ต้องรู้ก่อนว่าความจริงเป็นอย่างนี้ หลักการที่แท้จริงที่จะให้สำเร็จเป็นอย่างนี้ แล้วก็ให้เข้าใจทั่วกัน ยอมรับกัน ถ้ายอมรับกันและพัฒนาคนไปสู่จุดหมายนี้ ก็มีทางที่จะประสบความสำเร็จ

วิถีสู่สันติภาพ

แค่ “รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย” สร้างสันติภาพโลกไม่ได้ แต่ต้องรวมกันเป็นหมู่ สู่ความประสานเป็นสากล โลกจะไร้พรมแดนได้จริง ใจต้องไร้พรมแดน ใจจะไร้พรมแดนได้ ต้องให้มีการศึกษาที่ถูกต้อง

No Comments

Comments are closed.