เพราะคนระดับบริหารติดแค่ชื่อแค่ป้าย ประชาชนส่วนใหญ่จึงถูกทอดทิ้ง

15 กันยายน 2545

เพราะคนระดับบริหารติดแค่ชื่อแค่ป้าย
ประชาชนส่วนใหญ่จึงถูกทอดทิ้ง

เมื่อพูดเรื่องนี้ ก็ขอย้อนไปถึงกรณีที่ว่าพระมีพฤติกรรมไม่ดี อย่างที่ไอทีวีเอามาออก ถ้าไอทีวีอยากให้ความรู้แก่ประชาชน และมีความเพียรพยายามอีกสักหน่อย ก็อาจจะไปเอาเรื่องในเมืองฝรั่งมาฉายให้คนดูด้วยว่า ในยุโรปสมัยก่อน ถ้าทำอย่างนี้ทางศาสนจักรคริสต์เขาเอาไปเผาทั้งเป็นหมดเลย ของเรามัวแต่ปล่อย ถึงจะไม่ทำแรงอย่างเขา ก็ต้องสั่งสอนให้ความรู้กัน เมื่อไม่ใช้กำลังบังคับ ก็ต้องยอมเมื่อยปากหน่อย บอกให้รู้ ชาวพุทธจะต้องแยกให้ได้ว่าอะไรเป็นพุทธ ไม่เป็นพุทธ

เรื่องนี้ทางองค์กรพุทธศาสนาจะต้องเน้น คณะสงฆ์จะต้องออกมาสอนชาวพุทธให้แยกให้ได้ว่าอะไรเป็นพุทธไม่ใช่พุทธ มิฉะนั้นมันจะเสียหายแก่สังคมอย่างยิ่ง เวลานี้คนไทยก็อ่อนแอ เอาแต่หวังผลจากการดลบันดาล ชอบนอนคอยโชค ไม่คิดทำ ไม่มีความเพียรพยายาม แล้วก็ปล่อยให้คิดว่าอย่างนี้เป็นพุทธศาสนา ซึ่งมันตรงข้าม พุทธศาสนาสอนให้สร้างผลสำเร็จด้วยการพากเพียร ด้วยการกระทำพยายามพึ่งตนด้วยการทำตนให้เป็นที่พึ่งให้ได้ ต้องทำให้ตรงจุดนี้

อย่างกรณีข่าวเมื่อสองสามวันก่อน หนังสือพิมพ์ลงว่าพระองค์หนึ่งหลอกผู้หญิงไปลงนะในโบสถ์ แล้วไปแก้ผ้าเปลือยอะไรต่ออะไรกันนั่น เมื่อมองอีกที ก็ตั้งข้อสงสัยได้ ๒ แง่

หนึ่ง เป็นไปได้ไหมว่าเป็นการสมคบกัน ระหว่างพระองค์นี้กับผู้หญิงคนนั้น คือสมคบกันสร้างข่าวทำลายพุทธศาสนา เราไม่ต้องคิดต่อว่ามีคนจ้างหรือเปล่า ทำไมจึงว่าอย่างนี้ เราต้องตั้งข้อสงสัย เป็นไปได้อย่างไรว่าชาวพุทธจะไม่รู้ว่าโบสถ์เป็นสถานที่สำคัญอย่างไร แล้วผู้หญิงมายอมแก้ผ้าในโบสถ์ได้อย่างไร เขาต้องรู้แล้วว่าในโบสถ์เราจะไปทำอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าพระองค์ไหนมาชวนอย่างนี้ ต้องรู้ทันทีว่าองค์นี้ไม่ใช่พระ หรือเป็นพระที่เชื่อถือไม่ได้ ใช่ไหม เป็นไปได้อย่างไรว่าผู้หญิงคนนี้ไม่รู้ว่าการนี้ทำไม่ได้ในโบสถ์ เขาไม่น่าจะใช่ชาวพุทธ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นอย่างนี้เขาสมคบกันได้ไหม สมคบกันด้วยแรงจูงใจอะไรก็ไม่รู้ หรือมิฉะนั้นก็

สอง แสดงว่าพุทธศาสนาเสื่อมถึงขนาดที่ว่า พุทธศาสนิกชนชาวบ้านไม่รู้ว่าโบสถ์มีความสำคัญอย่างไร ใช้ทำอะไร จะปฏิบัติตัวที่นั่นอย่างไร

แต่ไม่ว่าจะเป็นข้อไหนก็ตาม ต้องแก้ไขทั้งคู่ ทั้งสองข้อนี้ร้ายทั้งนั้น เพราะฉะนั้น อยู่นิ่งไม่ได้แล้ว ไม่ว่ารัฐหรือคณะสงฆ์ จะต้องรีบแก้ไข สำหรับรัฐนั้น เหตุการณ์อย่างนี้แม้จะถือว่าเป็นเรื่องพระศาสนา (ที่จริงไม่ใช่พุทธศาสนาเลย) ก็เป็นเรื่องที่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและทำร้ายประชาชน (ที่จริงเป็นเรื่องทำลายพุทธศาสนาโดยตรง และคนนั้นเป็นคนของรัฐแท้ๆ ไม่ใช่คนของพุทธศาสนาเลย) จะทิ้งไปได้อย่างไร

ผู้ปกครองประเทศจะนิ่งเฉยไม่ได้ จะปัดความรับผิดชอบไม่ได้ อย่างนี้ทำไมไม่คิด มัวแต่ไปเถียงกันเรื่องป้ายชื่อศาสนา มัวแต่รังเกียจกัน หวาดระแวงเรื่องแตกแยกกัน อะไรต่ออะไร ไม่เข้าเรื่อง อย่างนี้เป็นการมองแคบคิดแคบ ไปติดอยู่แค่ชื่อ ไม่มองที่ตัวงาน เนื้องาน ปริมาณงาน และความสำคัญของกิจการ

เพราะมัวแต่ติดอยู่กับชื่อกับป้าย มัวแต่กลัวคนโน้นจะว่า กลัวกลุ่มนั้นกลุ่มนี้จะไม่พอใจ แทนที่จะจัดการจัดงานให้เหมาะให้พอดีกันกับสัดส่วนขนาดและปริมาณงาน แล้วก็ทำให้ถูกต้องตรงไปตรงมา ก็ได้แต่ปิดตาหลอกตัวเองอยู่อย่างนี้

ตั้งกระทรวงพุทธศาสนา เหตุผลที่แท้อยู่ที่ไหน

บาทหลวงบันทึกไว้ ไม่มีประเทศไหนในโลก ที่ศาสนาทั้งหลายอยู่ได้เสรีเท่าประเทศสยาม ที่ซาอุ และแม้แต่อเมริกา มีหรือเสรีภาพทางศาสนาอย่างเมืองไทย

No Comments

Comments are closed.