โลกพัฒนามาขนาดนี้ ถ้ามีอารยธรรมจริง คนก็ควรจะใจกว้าง ที่จะพูดความจริงกันได้อย่างเปิดใจ

15 กันยายน 2545

โลกพัฒนามาขนาดนี้ ถ้ามีอารยธรรมจริง
คนก็ควรจะใจกว้าง ที่จะพูดความจริงกันได้อย่างเปิดใจ

ที่ว่าประเทศซาอุดีอาระเบียไม่ยอมให้คนงานไทยนำพระแม้แต่อองค์เล็กๆ ที่ห้อยคอเข้าประเทศของเขานั้น เรื่องนี้ยังไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง (ไม่ได้เดินทางไปกับเขา) และไม่ได้เอาหลักฐานจากเอกสาร จึงขอให้ไปตรวจสอบกันดู แต่ก็อย่างที่ว่าได้ยินบ่อย และถามรองปลัด มท.ท่านหนึ่งนานแล้วก็รับว่าจริง และคนงานไปกันมากมาย จึงสอบถามไม่ยาก

ส่วนที่อเมริกา ก็ไม่ได้ประสบด้วยตัวเอง แต่ระหว่างไปพักที่ประเทศนั้นคนไทยที่มาทำบุญในโอกาสแต่งงาน ก็ประสบกับตัวของเขา เรื่องอย่างนี้ ตรวจสอบไม่ยากทั้งนั้น แต่คนไทยเราที่เป็นนักสิทธิมนุษยชนและนิยมเสรีภาพ พอเจอเรื่องอย่างนี้ จะกล้าใส่ใจไหม

ประเทศอย่างซาอุดีอาระเบียนั้น ไม่เฉพาะพระพุทธรูปเท่านั้น แม้แต่รูปพระในแผ่นกระดาษก็ไม่ยอมให้นำเข้าประเทศของเขา และไม่เฉพาะพระพุทธรูปเป็นองค์ๆ หรือรูปเขียนรูปพิมพ์พระเท่านั้น พระที่เป็นภิกษุเดินได้นี้ ประเทศมุสลิมหลายประเทศก็ไม่ยอมให้เข้าเมืองเขา

มีประเทศมุสลิมประเทศหนึ่ง ซึ่งกำลังมีการริเริ่มที่น่าชื่นชม คือ อิหร่าน ชาวโลกเคยรู้กันทั่วสมัยอะยาโตละ โคไมนี่ ประเทศอิหร่านนับว่าเคร่งศาสนารุนแรงมาก อย่างที่เรียกว่าเป็น fundamentalist แต่มาเมื่อปีที่แล้ว อย่างไม่เคยคาดหมาย ทางประเทศอิหร่านมีท่าทีเปิดใจมาก ทางสถานทูตอิหร่านในเมืองไทยมีการมาหาพระ และถึงกับนิมนต์พระไทยไปพูดที่อิหร่าน ไม่นานนี้ก็มีหนังสือนิมนต์ให้พระเขียนเรื่องธรรมเพื่อจะนำลงในวารสารของสถานทูต เรื่องนี้นับว่าเป็นนิมิตดีอย่างที่ว่าแล้วว่าน่าชื่นชมยิ่ง น่าจะเป็นตัวอย่างแก่ประเทศมุสลิมอื่นๆ

ผู้รู้เรื่องราวทางศาสนาย่อมทราบกันดีว่า พระพุทธศาสนามีประวัติการเผยแผ่ที่สงบแท้จริง ไม่เคยมีสงครามศาสนา แม้แต่ที่เวลานี้ได้มีการสู้รบระหว่างทมิฬกับสิงหลในศรีลังกามานาน และบางคนโยงมาเกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนา ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องที่แตกต่างห่างไกลจากสงครามศาสนา ที่รู้จักกันในประวัติศาสตร์ทางตะวันตก (ชาวพุทธและนักศึกษาทั่วไปควรหาความรู้เรื่องนี้ไว้บ้าง) เรื่องอย่างนี้เป็นข้อมูลความรู้ ไม่ใช่เป็นเรื่องว่าศาสนาไหนดีกว่าศาสนาไหน แต่เป็นเรื่องที่ต้องรู้ตามที่ได้เกิดขึ้นเป็นไป คือเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์

พร้อมกันนั้นก็เป็นที่รู้กันว่า พระพุทธศาสนาสูญสิ้นไปจากอินเดียเพราะถูกภัยสงคราม คือการทำลายของกองทัพมุสลิมเตอร์ก โดยที่ก่อนนั้นชาวพุทธได้เสื่อมโทรมอ่อนแอลงไปแล้วเพราะความประมาท ไม่ว่าจะเป็นความสุขสบายจากการได้รับอุปถัมภ์บำรุงจนทำให้เหินห่างจากการทำหน้าที่ต่อประชาชน หรือการกระจุกตัวกันอยู่ในถิ่นที่เจริญใหญ่ๆ ก็ตาม แต่ตัวตัดสินสุดท้ายให้หมดไป ก็คือการทำลายด้วยความรุนแรง

เรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างไรก็ควรเอามาพูดมาเล่ามาศึกษากันให้รู้ตามเป็นจริง เพราะความใจกว้าง หมายถึงการพูดความจริงกันได้อย่างเปิดใจ ไม่ใช่การมัวเอาใจกัน ที่เป็นการสะสมอวิชชา

ตั้งกระทรวงพุทธศาสนา เหตุผลที่แท้อยู่ที่ไหน

ที่ซาอุ และแม้แต่อเมริกา มีหรือเสรีภาพทางศาสนาอย่างเมืองไทย ศึกษาเหตุปัจจัยให้ถ้วนทั่ว จะได้ปฏิบัติตัวให้ไม่ประมาทแท้

No Comments

Comments are closed.