ทำอะไรสายกลาง คือทำด้วยความรู้เข้าใจให้พอดี ที่จะได้ผลสอดคล้องกับความเป็นจริง

15 กันยายน 2545

ทำอะไรสายกลาง คือทำด้วยความรู้เข้าใจให้พอดี
ที่จะได้ผลสอดคล้องกับความเป็นจริง

มีคำถามเพิ่มหลังวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๕

คำถามหนึ่งว่า: มีผู้บริหารระดับรัฐมนตรีท่านหนึ่งออกมาพูดว่า วัฒนธรรมนั่นแหละใหญ่คลุมศาสนาไว้แล้ว ทำไมเขาพูดอย่างนั้น

วัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิต เป็นผลจากการปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตตามหลักศาสนา คือ ศาสนาเป็นฐานเป็นหลัก แล้วในเมืองไทยนี้ จากคำสอนของพระพุทธศาสนา คนประพฤติปฏิบัติก็ตาม มีเรื่องประกอบในการปฏิบัติ เช่นดนตรี สิ่งก่อสร้างก็ดี จึงเกิดเป็นวัฒนธรรมขึ้นมา ทำไมเขาพูดกลับหัวกลับหางอย่างนั้น

พระธรรมปิฎก: คำของผู้บริหารนั้นผมไม่ได้ยินด้วยตัวเอง แต่อย่าติเตียนเขาข้างเดียว ต้องตำหนิพระสงฆ์ด้วย ว่าเป็นความบกพร่องของพระสงฆ์ พระสงฆ์ไม่ได้ทำหน้าที่ ไม่อบรมสั่งสอนเขามา ในอดีต เขาจึงเติบโตขึ้นโดยไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง

อีกคำถามหนึ่งว่า: บางท่านแสดงความเห็นทางสื่อว่า การตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนาเป็นการเข้าไปอยู่ในความโอบอุ้มของรัฐ เข้าสู่ระบบพึ่งพา ซึ่งจะทำให้พระพุทธศาสนาอ่อนแอลง

พระธรรมปิฎก: ในแง่นี้ ก็ต้องไม่ประมาท เขาเป็นห่วง เขาเตือนก็ดีแล้ว แต่ก็ต้องติงว่า ท่านที่แสดงความคิดเห็นอย่างนั้นบางทีก็ไม่ตรงประเด็น หรือไม่ก็ไปสุดโต่ง เป็นการพูดไปข้างเดียวแง่เดียว หรือขั้นเดียวตอนเดียว

ที่ว่าไม่ตรงประเด็น เพราะหน่วยราชการที่ทำงานกับพระสงฆ์ก็มีอยู่แล้ว คือกรมการศาสนา ถ้าว่าไปอยู่ในความโอบอุ้มของรัฐ ก็ถูกโอบอุ้มมาตั้งแต่มีกรมการศาสนาแล้ว

ว่าที่จริง เดิมทีเดียว หน่วยราชการที่รับผิดชอบงานพระพุทธศาสนาก็เป็นกระทรวงมาก่อน คือตั้งแต่เริ่มจัดระบบราชการแบบสมัยใหม่ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ คือ ร.๕ ทรงตั้งกระทรวงธรรมการขึ้นมา ให้พระพุทธศาสนาเป็นใหญ่ และให้การศึกษาอิงอยู่กับพระพุทธศาสนา ต่อมาสมัย ร.๖ จึงเปลี่ยนเป็นกระทรวงศึกษาธิการ และธรรมการก็เล็กลงมา เป็นกรมธรรมการ ซึ่งก็รู้กันว่าเป็นเรื่องงานพระพุทธศาสนา แล้วต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็นกรมการศาสนา

เพราะฉะนั้น ในแง่นี้มันก็ไม่มีอะไร เป็นเพียงการเปลี่ยนขนาด ถ้าเป็นการโอบอุ้ม ก็เป็นการโอบอุ้มเล็ก กับโอบอุ้มใหญ่ เมื่อเรารู้ว่าการโอบอุ้มพึ่งพานั้นไม่ดี เราก็จัดให้เป็นแบบอื่น ไม่ให้เป็นแบบโอบอุ้มพึ่งพา ไม่เอาทั้งอุ้มเล็ก ไม่เอาทั้งอุ้มใหญ่

จึงเป็นอันว่า ปัญหาไม่อยู่ที่นั่น แต่อยู่ที่การจัดระบบความสัมพันธ์ และในเมื่อความสัมพันธ์กันนั้นจำเป็นต้องมี ประเด็นจึงอยู่ที่การจัดโครงสร้างและระบบงาน ตั้งแต่จัดระบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับวัดให้ถูกต้อง อย่าให้เป็นระบบโอบอุ้มพึ่งพา ถ้าจัดระบบถูกต้องแล้วบางทีขนาดยิ่งใหญ่ก็ยิ่งดี (แล้วแต่เนื้องานอย่างที่ว่าแล้ว)

ท่านที่ว่าให้เอาแต่ชาวบ้านประชาชนฝ่ายเดียว ไม่เอากับรัฐนั้น ก็สุดโต่งเหมือนกับพวกที่พึ่งพารัฐแล้วห่างเหินประชาชน ที่จริงอะไรมันมีอยู่ก็สัมพันธ์กับสิ่งนั้นๆ ให้ถูกต้อง ถ้าจะไม่เอาความสัมพันธ์กับรัฐ คุณก็ควรเลิกล้างรัฐให้หมดไปเสียก่อน ซึ่งก็เป็นไปไม่ได้ แม้แต่จะอยู่ในรัฐของเขา ไม่ยอมสัมพันธ์กับเขา ก็ไม่เป็นความจริงที่จะเป็นไปได้ นักบวชที่แข็งขืนไม่เอากับรัฐนั้น ดูๆ ไปก็เห็นมีฝ่ายที่อาจจะเป็นปฏิรัฐนั่นเองอิงกันอยู่ และพวกนั้นก็กำลังพยายามจะเข้าครองอำนาจรัฐนั่นเอง

ทางที่ถูก ไม่ต้องไปแข็งขืนดึงดันกับใคร ขอให้ดูว่าอะไรมีอยู่เป็นอยู่ ก็สัมพันธ์ให้ถูกต้องพอดี ตัวเองนั่นแหละต้องมั่นอยู่ในหลักของตัว อย่าไปหลงหาประโยชน์ตน มุ่งไปในทางที่ถูกต้อง และมุ่งประโยชน์สุขความดีงามแก่ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นรัฐ หรือประชาชน ถ้าคิดช่วยทำให้รัฐทำหน้าที่ให้ถูกต้องได้ จะไม่ดีกว่าหรือ เพราะการมีรัฐก็ยังหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจุดหมายของการมีรัฐโดยชอบธรรมก็เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน เช่นเดียวกัน หน้าที่ของพระที่ให้ธรรมนั้น ก็ต้องให้ทั้งแก่รัฐและแก่ราษฎร์ ปัญหาอยู่แต่เพียงจะทำหน้าที่หรือไม่ทำ ไม่ใช่เอากับใคร หรือไม่เอากับใคร

(ตามที่ได้ทราบ เรื่องกระทรวงพระพุทธศาสนานี้ ชาวพุทธก็ไม่ได้ริเริ่มเรียกร้องขึ้นมา แต่เพราะทางรัฐเองแบ่งส่วนราชการจัดตั้งกระทรวงอะไรๆ ขึ้นมาใหม่ๆ ชาวพุทธนั้นก็เคลื่อนไหวไปตามสติปัญญาให้รู้ว่า เมื่อจะตั้ง ก็น่าจะตั้งให้ตรงกับเรื่อง ให้ชัดเจนลงไป ไม่ใช่ทำแบบพร่าๆ มัวๆ กันอยู่ อย่างน้อยการเคลื่อนไหวนั้นก็น่าจะเป็นการเตือนทางฝ่ายรัฐให้ตรวจดูตัวเองว่าเราทำการนี้มีความชัดเจนไหม ในงานที่จะจัดจะทำ ทั้งในแง่เนื้อหา และในแง่กิจการ)

ความจริง ในเรื่องการจัดตั้งระบบหน่วยงานราชการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนานี้ มีข้อควรพิจารณาซ้อนอยู่หลายอย่าง เช่น แม้แต่เรื่องที่ได้ยินมาหลายสิบปีแล้วว่า กรมการศาสนาอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ อย่างแปลกแยก เพราะเจ้ากระทรวง ตลอดจนอธิบดีกรมต่างๆ เอาใจใส่กันพูดกันถึงแต่หน่วยงานทางการศึกษา เช่นในการประชุมผู้บริหารในกระทรวงทั้งใส่ใจแต่งานด้านการศึกษาและไม่ค่อยรู้งานทางพระศาสนา จึงเป็นธรรมดาที่งานพระพุทธศาสนาจะถูกละเลย (เรื่องนี้เป็นจริงแค่ไหนก็ลองไปสอบถามคนเก่าๆ ที่อยู่ หรือเคยอยู่ในกรมการศาสนากันดู) ถ้ามองเฉพาะแง่นี้การแยกออกมาก็มีผลดี ดังนี้เป็นต้น (คือมีข้อควรพิจารณามาก ไม่ควรจะพูดลงไปแง่เดียวข้างเดียว)

เมื่อเรามีกรมการศาสนาอยู่ก่อนแล้ว จะมาขยายเป็นกระทรวงพระพุทธศาสนา หรือเป็นสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในแง่หนึ่งก็เป็นเอกเทศไปจากกระทรวงศึกษาธิการที่เดี๋ยวนี้ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ค่อยรู้งานของกันและกันอยู่แล้ว (นี่แง่หนึ่ง) และในแง่หนึ่งก็เป็นการขยายขนาดองค์กร

ตั้งกระทรวงพุทธศาสนา เหตุผลที่แท้อยู่ที่ไหน

ประมาทกันมานานนักแล้ว เมื่อตื่นขึ้น ก็ขอให้ไม่ประมาทระยะยาว จะตั้งหน่วยงานของรัฐ ต้องว่ากันให้ชัด จะให้รัฐร่วมเกื้อวัดด้านไหน

No Comments

Comments are closed.