จะตั้งหน่วยงานของรัฐ ต้องว่ากันให้ชัด จะให้รัฐร่วมเกื้อวัดด้านไหน

15 กันยายน 2545

จะตั้งหน่วยงานของรัฐ ต้องว่ากันให้ชัด
จะให้รัฐร่วมเกื้อวัดด้านไหน

ประเด็นสำคัญที่ควรจะมาถกเถียงกันก็คือ จะจัดวางระบบงานกันอย่างไรจึงจะได้ผลดี โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับคณะสงฆ์ ว่าจะจัดให้สัมพันธ์กันแบบไหนอย่างไร (ถ้ารู้ปัญหาอยู่แล้ว ก็อย่าไปจัดในแบบที่จะให้พุทธศาสนาเป็นฝ่ายพึ่งพาหรือเข้าไปอยู่ในโอบอุ้ม)

พระพุทธศาสนานั้นมีอยู่ดำรงอยู่เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน จะต้องยืนหลักการเดิมแท้ไว้ให้มั่นว่า ฐานของพระสงฆ์อยู่ ที่ประชาชนโดยเฉพาะก็คือชุมชนในชนบทขึ้นมาถึงเมืองอย่างที่ว่าข้างต้น

การจัดระบบงานต้องเป็นหลักประกันว่า พระสงฆ์จะต้องทำหน้าที่ให้ธรรมให้ปัญญา เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน

ถ้ายืนหลักรักษาบทบาทนี้ไว้ได้มั่นแล้ว จะเป็นกรม เป็นกระทรวง เป็นสำนักแค่ไหน ก็แล้วแต่เนื้องานและปริมาณงาน แล้วก็แบ่งหน้าที่กันให้ถูก ไม่ใช่ให้พระสงฆ์เป็นผู้พึ่งพา แต่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน ใครพึ่งใครในแง่ไหนก็ว่ากันให้ชัด

ที่ว่าพึ่งกันนั้น ก็ต้องเข้าใจให้ชัดว่า พระสงฆ์ต้องไม่หวังที่จะอยู่ด้วยความช่วยเหลือของรัฐ แต่เป็นการทำหน้าที่ของรัฐเอง เพราะรัฐมีหน้าที่สร้างเสริมสันติสุขแก่สังคมอยู่แล้ว เมื่อพระสงฆ์ประพฤติดี ปฏิบัติชอบและบำเพ็ญกิจเพื่อแระโยชน์สุขแก่ประชาชน รัฐจึงต้องเกื้อหนุนด้วยการจัดอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย เป็นต้น เพื่อให้กิจการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนนั้นดำเนินไปได้และบรรลุผลสำเร็จด้วยดี (เป็นหน้าที่ของรัฐตามหลักวัชชื่อปริหานิยธรรม และจักรวรรดิวัตร เป็นต้น)

การตั้งส่วนราชการ เป็นกรม เป็นกระทรวง เป็นสำนักอะไรเหล่านี้ ก็เป็นการทำหน้าที่ของรัฐ ถ้ารัฐไม่ทำ ก็เป็นความบกพร่องของรัฐ ในการทำหน้าที่ต่อประชาชนพลเมือง

อย่างเรื่องจัดการกับคนร้าย หัวหน้านักบวชบางศาสนาเขาสั่งประหารชีวิตคนได้ แต่หัวหน้าพระในศาสนานี้ฆ่ามดก็ไม่ได้ คนของรัฐเข้ามาแอบแฝงวัด พระก็ทำอะไรไม่ได้ (ควรจะร่วมมือกันแก้ไข)

ไม่ต้องไปไกลที่ไหน เมื่อไม่กี่ปีนี้ แค่สุพรรณบุรีใกล้ๆ รองเจ้าคณะอำเภอท่านหนึ่ง ได้ทราบว่าที่วัดในเขตของท่านมีพระเสพยาบ้า ก็ไปจัดการ เลยถูกเจ้าถิ่นยิงมา ดีว่าแค่เข้าโรงพยาบาล ไม่ถึงกับขึ้นฌาปนสถาน เรื่องอย่างนี้ ก็ต้องพึ่งส่วนราชการของรัฐ หรือทางราชการต้องเข้ามาทำหน้าที่ร่วมมือ

ที่วัดเชิงดอยชายแดนห่างไกล พระไม่มีบ้าง มีแต่ไม่มีอะไรจะให้แก่ประชาชนบ้าง ชาวบ้านก็แสนจะยากจน ต่อมามีคนแต่งตัวเป็นพระจรมาบอกหวย ชาวบ้านละทิ้งพระของตัว ทั้งที่เงินทองก็แทบไม่มี ก็หันมาบำรุงพระปลอมที่บอกหวย พระพื้นถิ่นก็อาจจะต้องยอมเป็นลูกน้อง หรืออาจจะต้องหนีไป เรื่องอย่างนี้ จนท.กรม-กระทรวง-สำนักพระพุทธศาสนา ก็ช่วยสำรวจ ช่วยระวังภัย ช่วยแจ้งข่าว ช่วยจับคนร้าย และช่วยหนุนฝ่ายข้างดีได้

ตกลงว่า ถ้าจัดให้ถูกให้ตรงแล้ว ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งมีทุนมีมือมีเท้าไว้เกื้อหนุนมาก ก็ไม่เสียหาย (ว่ากันไปตามเนื้อหาปริมาณงาน) เพราะไม่ใช่มาบำรุงพระให้อยู่สุขสบาย แต่อุปถัมภ์อุดหนุนพระสงฆ์ให้สามารถทำเพื่อประโยชน์สุขแก่พหูชนได้มากขึ้น ตามอุดมคติของพระพุทธศาสนาที่พระบรมศาสดาได้ทรงมอบภารกิจไว้

ตั้งกระทรวงพุทธศาสนา เหตุผลที่แท้อยู่ที่ไหน

ทำอะไรสายกลาง คือทำด้วยความรู้เข้าใจให้พอดี ที่จะได้ผลสอดคล้องกับความเป็นจริง ชาวพุทธ ทั้งบ้าน ทั้งวัด ทั้งรัฐ ต้องทำให้มั่นใจว่าพระพุทธศาสนานี้มีมาเพื่อประโยชน์สุขของประชาทั้งปวง

No Comments

Comments are closed.