- ตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนา เหตุผลที่แท้อยู่ที่ไหน
- -๑- เด็กนักเรียน ยกพวกตีกัน เพราะคิดสั้น ขาดจิตสำนึกต่อส่วนรวม – เมื่อขาดจิตสำนึกต่อส่วนรวม เครื่องแบบก็เป็นแค่เครื่องหมายที่ใช้แบ่งพวก
- ถ้าจะรักจะชูสถาบันของตน ก็ต้องทำสถาบันให้เก่งอย่างที่ตั้งจุดหมายไว้
- ถ้าไม่รีบแก้ไข สถาบันการศึกษา จะขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตย
- กฎกติกาก็รักษาไม่ได้ เสรีภาพก็เป็นช่องสนองความเห็นแก่ตัว แล้วจะเรียกร้องประชาธิปไตยจากที่ไหน
- -๒- ผู้ใหญ่ มัวยึดถือพรรคพวกจนชาติศาสน์จะสลาย เพราะคิดแคบ ติดอยู่แค่ป้ายและชื่อ – มัวแต่พูดแต่คิดติดอยู่แค่ป้ายชื่อ เรื่องงานการปัญหาก็เลยไม่ได้เหลียวแล
- เลี้ยงลูกแมวห้าตัว ถ้ามัวสร้างกรงให้คงแปลก แต่เลี้ยงลูกไก่ร้อยตัว ไม่สร้างเล้าให้กลายเป็นวิปริต
- ใจกว้างแท้อยู่ที่ยอมรับความจริง ยอมรับความจริงแล้ว จะได้จัดทำให้ตรงตามเรื่อง
- บ้านเมืองจะพังทลาย ไม่เข้าไปแก้ไข มัวเกี่ยงกันว่าเรียกชื่ออย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้
- พระถ้าดี คือคนของรัฐ ที่ได้รับคุณค่าซึ่งเป็นประโยชน์ของวัด พระถ้าไม่ดี คือคนของรัฐ ที่เข้าไปแอบแฝงวัด
- วัดเป็นทั้งสถาบันศาสนา และสถาบันสังคม วัดอยู่ในรัฐ อย่ามัวซัดทอดเกี่ยงกัน
- มองดูกันไป จะเหมือนที่ว่านี้ไหม พุทธศาสนาของคนไทย ก็ได้แค่ประชาธิปไตยแบบไทยๆ
- -๓- มองให้กว้าง จะได้คิดให้ไกล – จะเอาไหม ถอยไปเป็นแบบฝรั่ง ที่ต้องบังคับฆ่ากัน ก่อนจะมีประชาธิปไตย
- พุทธศาสนาถูกทำลายขนาดนี้ บ้านเมืองโทรมถึงอย่างนี้ ยังจะปิดตาไม่ใช้และไม่ให้ปัญญากันอีกหรือ
- บาทหลวงบันทึกไว้ ไม่มีประเทศไหนในโลก ที่ศาสนาทั้งหลายอยู่ได้เสรีเท่าประเทศสยาม
- เพราะคนระดับบริหารติดแค่ชื่อแค่ป้าย ประชาชนส่วนใหญ่จึงถูกทอดทิ้ง
- ที่ซาอุ และแม้แต่อเมริกา มีหรือเสรีภาพทางศาสนาอย่างเมืองไทย
- โลกพัฒนามาขนาดนี้ ถ้ามีอารยธรรมจริง คนก็ควรจะใจกว้าง ที่จะพูดความจริงกันได้อย่างเปิดใจ
- ศึกษาเหตุปัจจัยให้ถ้วนทั่ว จะได้ปฏิบัติตัวให้ไม่ประมาทแท้
- คนรุนแรงจะครองโลก หรือความรุนแรงจะทำลายโลก
- ถ้าจะเอาอย่างเขา ก็ต้องเอามาให้ครบกระบวน จะกล้าแสดงความเห็น ก็ต้องหาความรู้ให้เก่งด้วย
- จะเป็นชาวพุทธจริง ต้องถือธรรมเป็นใหญ่ ไม่ใช่อยู่แค่เอาอัตตาออกมาตีกัน
- -๔- ทุกฝ่ายต้องมุ่งจุดหมายสูงสุด พระพุทธศาสนาเพื่อประโยชน์สุขของประชาทั้งปวง – เรื่องที่ควรห่วงใย ไม่ใช่กลัวจะเป็นป้ายชื่อไหน ตั้งให้ตรงกับเรื่อง แล้วไปคิดว่าจะจัดการงานอย่างไร
- ไปหลงติดเสรีภาพที่คับแคบแบบฝรั่ง เลยหลงตั้งจิตคิดแบ่งแยกอย่างไม่รู้ตัว
- คนไทยไม่ใจแคบ แต่ระวังไว้ อย่าให้ปัญญาแคบ
- อย่าเอาความไม่ยึดมั่น หรือความปล่อยวาง มาเป็นข้ออ้างที่จะปล่อยปละละเลย
- ประมาทกันมานานนักแล้ว เมื่อตื่นขึ้น ก็ขอให้ไม่ประมาทระยะยาว
- ทำอะไรสายกลาง คือทำด้วยความรู้เข้าใจให้พอดี ที่จะได้ผลสอดคล้องกับความเป็นจริง
- จะตั้งหน่วยงานของรัฐ ต้องว่ากันให้ชัด จะให้รัฐร่วมเกื้อวัดด้านไหน
- ชาวพุทธ ทั้งบ้าน ทั้งวัด ทั้งรัฐ ต้องทำให้มั่นใจว่าพระพุทธศาสนานี้มีมาเพื่อประโยชน์สุขของประชาทั้งปวง
เลี้ยงลูกแมวห้าตัว ถ้ามัวสร้างกรงให้คงแปลก
แต่เลี้ยงลูกไก่ร้อยตัว ไม่สร้างเล้าให้กลายเป็นวิปริต
อย่างที่บอกแล้วว่าเมืองไทยมีวัดสามสี่หมื่นวัด มีพระสามสี่แสน อันนี้ถ้ามองแบบศาสนาอื่น พระสงฆ์ที่เป็นนักบวชนี้เขาถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ศาสนา แต่ในทางพระพุทธศาสนาเราไม่ได้มองอย่างนั้น แต่ถ้ามองในแง่เป็นเจ้าหน้าที่ทางศาสนา มีกระทรวงไหนกี่กระทรวงมีเจ้าหน้าที่หรือมีข้าราชการถึงสามสี่แสนคน
ถ้าว่าไปแล้ว เรื่องกิจการงานที่จะทำในเรื่องพระพุทธศาสนาในประเทศไทยนี่ มันไม่น้อยกว่ากระทรวงศึกษาธิการ หรืออาจจะไม่น้อยกว่ากระทรวงมหาดไทย เราน่าจะมาดูว่า กิจการงานใหญ่อันนี้เป็นเรื่องสำคัญต่อความเป็นความตายของประเทศไหม ถ้ามีปัญหาสำคัญ นายกรัฐมนตรีจะต้องลงมาเอง จะต้องแก้ปัญหา ช่วยพยุงวัดขึ้นมา ให้ขึ้นมาสู่ความมีคุณภาพ แล้วทำบทบาททำหน้าที่ของตนได้ ให้เป็นกำลังที่จะช่วยแก้ปัญหาของสังคมประเทศชาตินี้ จะเอาอย่างไรก็ต้องรีบทำแล้ว ต้องออกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง
เรามัวไปสนใจเรื่องไม่เป็นเรื่องมากมาย เช่น เรื่องหวยเรื่องเบอร์ เรื่องกาสิโน ที่เป็นเรื่องของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีจำนวนน้อย แล้วก็ไม่ใช่เรื่องพื้นฐาน และไม่ใช่เรื่องทางสร้างสรรค์ด้วย แต่เป็นเรื่องแก้ปัญหา ส่วนเรื่องในทางสร้างสรรค์อย่างนี้ทำไมเราไม่คิดกัน จะเป็น ส.ส. เป็น ส.ว. เป็นรัฐมนตรี หรือเป็นอะไรก็ตาม ถ้าจะแก้ปัญหาของประเทศชาติ ต้องมาคิดเรื่องเหล่านี้ แล้วจะเอาอย่างไรก็เอา ต้องคิดในแง่กิจการ ไม่ใช่ไปมัวคิดมัวพูดกันอยู่แค่ว่าเดี๋ยวศาสนาโน้นเขาจะว่าอย่างนี้ ศาสนานี้เขาจะว่าอย่างนั้น กลัวจะแตกแยก
ศาสนาอื่นเขาก็เห็นอยู่ว่างานเหล่านี้มันมีอยู่ เป็นของจริง แล้วก็มีมากมายด้วย และเป็นกิจการที่ต้องทำ ก็อยู่กับความเป็นจริง เขาจะไปรังเกียจได้อย่างไร เมื่อกิจการนี้มีอยู่จริง และเป็นเรื่องที่จะต้องทำ ก็จัดก็ทำเข้าไป ก็เท่านั้นเอง คิดในแง่ตัวงานเนื้องานก็หมดเรื่อง
แปลกเหมือนกันว่า ทำไมไปคิดอยู่แค่นั้น ไปเถียงกันอยู่แค่ว่า ชื่อศาสนานั้นชื่อศาสนานี้ ศาสนานั้นจะรังเกียจ ศาสนาเหล่านั้นเขาก็ต้องยอมรับความจริงอันนี้ จะจัดอย่างไรให้มันดี คืองานนั้นจะต้องทำ จะปล่อยไม่ได้ จะแตกจะแยกอะไร ข้อสำคัญก็อยู่ที่ว่าจะทำ
เหมือนอย่างว่า ถ้าเรามีลูกแมวอยู่ในบ้านสักห้าหกตัว แล้วเรามีลูกไก่ลูกเจี๊ยบร้อยตัว ลูกเจี๊ยบร้อยตัวนี้อาจจะต้องสร้างเล้าสร้างโรงให้มันอยู่ แล้วก็อาจจะต้องจัดระเบียบในการเลี้ยงอะไรต่างๆ ใช่ไหม แต่ลูกแมวนั้นเราไม่ต้องไปสร้างอะไร เราก็ปล่อยอยู่ในบ้าน อย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เอาใจใส่ลูกแมว ลูกแมวมันก็อยู่ได้อยู่ดี เพราะมันอยู่แค่ห้าหกตัว เราก็รักมันและเลี้ยงมัน แต่เจ้าลูกเจี๊ยบร้อยตัวนั้น ถ้าเราไม่จัดให้ดีก็จะอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่ตายก็จะแย่ ก็ต้องจัดต้องทำไปตามความเหมาะสมกับกิจการที่มันควรจะเป็น อันนี้ก็คือการคิดไปตามเนื้องานและเรื่องที่จะต้องจัดต้องทำ

No Comments
Comments are closed.